แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมวไทยขาวมณี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมวไทยขาวมณี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

DIY.ที่ให้อาหารแมวจากขวดน้ำพลาสติก


เฮือกกก..ช่วงนี้อากาศอึมครึม ฝนตกทุกวันเลย นอกจากจะทำให้สองแสบออกมาเดินเล่นนอกออฟฟิศไม่ได้กันบ่อยๆ แล้ว บางครั้งพวกอาหารเม็ดที่ใส่ไว้ให้ในกรง ก็โดนความชื้น+ละอองฝนที่ปลิวๆ  มาตามลมทำให้หายกรุบกรอบน่ากินอีก อย่ากระนั้นเลย วันนี้เราจะไปคุ้ยขวดพลาสติกที่ใส่น้ำดื่มมาทำเป็น ที่ให้อาหารแมว ด้วยวิธีง่าย ๆ กันดีกว่าเนอะ


ก่อนอื่นก็นี่เรา เราต้องไปหาวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้กันมาก่อน ซึ่งก็มีแค่สองอย่างเท่านั้นล่ะ ได้แก่

  1. ขวดน้ำ,ขวดนม พลาสติกทรงเหลี่ยมฝาเกลียว ขนาดเดียวกัน (ขวดกลางๆ ประมาณ 2 ลิตร) 2 ใบ
  2. กรรไกร,มีดคัตเตอร์
เมื่อพร้อมแล้วก็มาลงมือทำกันได้เลย

  1. เจาะขวดน้ำใบที่ 1 เป็นรูกลม ๆ บริเวณด้านบนของขวด กะขนาดรูให้พอดีกับการเอาปากขวดอีกใบใส่เข้าไป (ภาพที่ 1) ส่วนบริเวณด้านล่างของขวด ก็เจาะให้มีลักษณะเป็นถาด (ภาพที่ 2) ตามภาพตัวอย่าง
  2. นำขวดใบที่สองมาตัดแบ่งครึ่ง จากนั้นนำเอาอาหารใส่เข้าไปภายในขวดท่อนล่าง แล้วใช้ขวดท่อนบนสวมครอบทับปิดลงไปให้แน่น ถอดฝาเกลียวออก
  3. นำขวดที่บรรจุอาหารขวดที่ 2 มาสวมบริเวณปากขวดลงไปในรูกลมที่เจาะไว้บนขวดใบที่ 1 ตามภาพตัวอย่าง (ภาพที่ 6) เพียงเท่านี้เราก็จะได้ถาดใส่อาหารสุดประหยัดให้เจ้าตัวแสบที่บ้านกันละ ที่สำคัญ นอกจากจะใช้งานได้จริงแล้ว ยังจะช่วยรักษาความกรอบของอาหารเม็ดให้อยู่ได้นาน ๆ โดยไม่ต้องกังวลกับความชื้นในอากาศเหมือนที่ผ่านมาอีกด้วยนะคะ




วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

DIY. ที่ฝนเล็บแมวจากกรวยจราจรเก่า


จริงๆ แล้วงาน DIY. หนุก ๆ นี่มันต้องอัพใส่บล็อกตอนวันหยุดน๊าา..แต่ไม่เป็นไร แอดมินแนว มาแม่มม..มันวันจันทร์เลยละกัน ฮ่าา~ ไม่พูดพร่ำทำเพลงค่ะ วันนี้เราจะหยิบเอาไอ้เจ้ากรวยจรจรส้ม ๆ ที่เราเห็นทิ้งเกลื่อนอยู่ตามท้องถนน (แน่ใจว่าเค้าทิ้งเร๊อะ !!??) เอามาทำที่ฝนเล็บให้บรรดาตัวแสบประจำบ้านของเรากัน ก่อนอื่นเราไปดูหน้าตาไฮโซของชิ้นงานสำเร็จที่หยิบมาฝากชิ้นนี้กันก่อนนะคะ


เห็นภาพตัวอย่่างแล้ว หลายคนคงนึกอยากจะไปเดินท่อม ๆ เก็บกรวยจราจรตอนตี 2 อ่ะนะคะ ขอเตือนว่าอย่าทำเป็นอันขาดค่ะ ถ้าจะไปจริงๆ ให้ไปตอนตี 3 และควรพกมือถือติดตัวไปด้วย เผื่อจะเรียกคนที่บ้านไปประกันตัวได้ T^T อ่ะ..มาดูวิธีทำง่าย ๆ ในกรณีที่เราหยิบกรวยจราจรหรือมีกรวยจรจรส้มไว้ในครอบครองแล้วกันค่ะ

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องมี

  1. กรวยจรจร 1 อัน ขนาดใดก็ได้ค่ะ แต่เลือกขนาดใหญ่ไว้ก่อนดีกว่าจะได้ไม่ล้มเค้เก้เวลาบรรดาคุณเหมียวเค้าจิกข่วน
  2. เชือกมะนิลา,เชือกป่าน ขนาด 3 มม.
  3. ปืนกาวร้อน
เมื่อพร้อมแล้วก็มาลงมือทำกันได้เลย


วิธีการทำก็ง่าย ๆ ค่ะ เพียงเพื่อนๆ นำเอาเชือกมะนิลาหรือเชือกป่านมาทำการทากาวปิดไปบนผิวกรวยจราจรตามภาพตัวอย่าง แล้วทิ้งไว้จนกว่ากาวจะแห้ง เพียงเท่านี้เราก็จะได้ที่ฝนเล็บแมวเท่ๆ เอาไว้ให้บรรดาคุณเหมียวตบตีแย่งชิงกันฝนเล็บตามใจชอบแล้วล่ะนะคะ 

เป็นไงล่ะ ทำง่ายแถมใช้เวลาแป๊บเดียวด้วย..เราไปเสาะหากรวยจราจรมาทำให้เจ้าแสบพุงพลุ้ยที่บ้านแข่งกันเถอะ :)



ภาพประกอบจาก directionsnotincluded.com


วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับสัตว์ที่มีอาการฮีทสโตรก


3 ตอนที่ผ่านมาแอดมินได้นำเอาข้อควรระวังสำหรับสัตว์เลี้ยงที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตในกรณีที่เกิดภาวะ ฮีทสโตรก Heat stroke หรือสภาวะที่ร่างกายของสัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิสะสมภายในร่างกายสูงเกินกว่าปกติมากเกินไป อันเนื่องมาจากอากาศที่ร้อนระอุภายนอกหรือการได้รับยาบางอย่างน่ะนะคะ วันนี้เราจะมาดูกันค่ะ ว่าในสภาพที่อากาศร้อนจัดของเมืองไทยแบบนี้ หากสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มมีอาการของฮีทสโตรก เราจะมี วิธีปฐมพยาบาล เบื้องต้นกันได้อย่างไรบ้าง



  1. หากสังเกตว่าสัตว์เลี้ยงของเรามีอาการตัวร้อน ใบหูร้อน เส้นเลือดที่ใบหูขยาย เดินโซเซ หายใจลำบาก หัวใจเร็ว รัว หอบ หายใจเสียงดัง หรือหายใจทางปาก นั่นแสดงว่าสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มมีอาการฮีทสโตรกแล้วค่ะ วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอันดับแรกก่อนพาไปหาสัตวแพทย์ ก็ควรที่จะย้ายสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ที่เย็นกว่าเดิม เปิดพัดลมส่ายเบา ๆ เพื่อระบายอากาศและความร้อน ไม่ควรเปิดแอร์หรือนำตัวไปอยู่ในที่ที่เย็นเร็วเกินไปเพราะอาจทำให้สัตว์ช็อคได้
  2. นำผ้าขนหนูมาชุบน้ำ บิดให้แห้งหมาด จากนั้นเช็ดตัวระบายความร้อนให้สัตว์เลี้ยง น้ำที่ใช้ชุบผ้าขนหนูควรเป็นน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิปกติหรือเย็นกว่าปกติเพียงเล็กน้อย ค่อยๆ เช็ดบริเวณใบหูและขาหนีบ เพื่อระบายความร้อนให้
  3. นำน้ำใส่กระบอกสเปย์ แล้วสเปย์ละอองน้ำบริเวณที่สัตว์อยู่เพื่อลดความร้อน
  4. ป้อนน้ำเย็น หรือหาน้ำเย็นกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อยให้ดื่ม โดยค่อย ๆ ให้ดื่มทีละน้อยเพื่อลดอุณหภูมิภายในร่างกาย อย่าป้อนน้ำเย็นจัดให้สัตว์เลี้ยงนะคะ เนื่องจากอาจทำให้สัตว์เลี้ยงช็อคได้
  5. หากอาการไม่ดีขึ้น หรือยังมีอาการซึม อุณหภูมิภายในร่างกายยังสูงอยู่ ควรรีบนำตัวส่งสัตวแพทย์โดยด่วนค่ะ เนื่องจากภาวะฮีทสโตรกนี้ร้ายแรงถึงขั้นทำให้สัตว์เสียชีวิตได้เลยทีเดียว


ดังนั้นในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ก็อย่าลืมดูแลและสังเกตอาการของสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราด้วยนะคะ เพื่อไม่ให้สัตว์เลี้ยงของเราเกิดภาวะฮีทสโตรกจนอาจทำให้เกิดความสูญเสียโดยไม่คาดคิดนั่นเองค่ะ




อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

การป้องกันการเกิดภาวะ Heat Stroke ในสัตว์เลี้ยง


ไดอารี่ของสองแสบเมื่อสองตอนที่แล้ว อิ่เจ๊เอารายละเอียดและการดูแลสัตว์เลี้ยงของเราไม่ให้เกิดภาวะ ฮีตสโตรก หรือ Heat Stroke อันเป็นภาวะที่สัตว์เลี้ยงของเราเกิดมีอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพอากาศร้อนจัดภายนอกหรืออันเนื่องมาจากการได้รับยาบางชนิดกันไปแล้วน่ะนะคะ วันนี้เราจะมาดูวิธีการป้องกันไม่ให้สมาชิกตัวจ้อยของเราเกิดภาวะฮีตสโตรกกันค่ะ เรามาดูวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้น้องหมาน้องแมวหรือสัตว์เลี้ยงของเราปลอดภัยจากภาวะฮีตสโตรกกันนะคะ


อันดับแรกเลยของการ ป้องกันภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง เราต้องเข้าใจกันก่อนค่ะ ว่าภาวะนี้ส่วนใหญ่แล้วสืบเนื่องมาจากสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดจนทำให้อุณหภูมิในร่างกายของสัตว์เลี้ยงของเราสูงเกินปกติตามไปด้วย ซึ่งภาวะเช่นนี้แน่นอนว่าอันตรายถึงชีวิตของสัตว์เลี้ยงของเราได้เลยทีเดียว ดังนั้น การป้องกันอันดับแรกที่ควรจะทำก็คือ การดูแลเรื่องตำแหน่งที่ตั้งกรงของสัตว์เลี้ยงค่ะ กรงของสัตว์เลี้ยงที่เราให้เค้าอยู่นั้น ต้องตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีแดดส่องและมีลมพัดผ่านพอสมควร หากเลี้ยงในระบบห้องปิด ควรติดตั้งแอร์หรือมีพัดลมส่ายเบา ๆ เพื่อให้อากาศได้หมุนเวียนถ่ายเทบ้าง (แต่ไม่ควรใช้วิธีเปิดพัดลมจ่อกรงนะคะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเพิ่มอาการไข้หวัดให้สัตว์เลี้ยงของเราไปซะอีก


นอกจากนี้แล้ววันไหนที่มีอากาศร้อนกว่าปกติ ก็ควรย้ายกรงไปไว้ในทีีที่มีอากาศเย็นกว่าเดิมค่ะ ควรหากระเบื้องปูพื้นสักแผ่นไปวางแช่น้ำแล้วนำไปวางไว้บนพื้นให้เค้าได้เอาพุงไปนอนทับเย็น ๆ หรืออาจะเอาขวดใส่น้ำไปแช่เย็นให้เป็นน้ำแข็ง แล้วนำไปตั้งให้เค้าได้พิงระบายความร้อนก็ได้ บางบ้านหากสามารถหากระถางดินเผาหรือโอ่งดินเผาได้ ก็ให้นำเอาน้ำแข็งใส่ลงไปในในโอ่ง,อ่าง แล้วนำไปตั้งให้เค้านอนอิงก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เค้าเกิดอาการฮีตสโตรกได้


สำหรับสองแสบเอง ถ้าวันไหนอากาศอบอ้าวเกินทน อิ่เจ๊จะอาบน้ำให้สองแสบค่ะ หลายครั้งที่จะใช้วิธีบ้าน ๆ คือนำผ้ายืดเก่า ๆ ไปชุบน้ำ บิดให้แห้งหมาดแล้วปูบนพื้นให้สองแสบนอน ซึ่งจะเป็นการช่วยคลายร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย ในส่วนของตัวกรงของสองแสบเอง ตั้งอยู่ในที่โล่งที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่รอบด้านเป็นพื้นปูน ก็เลยมักจะมีอาการที่พื้นคลายความร้อนระอุ ๆ ขึ้นในมาภาคบ่ายเสมอ ดังนั้นอิ่เจ๊ก็เลยต้องใช้สายยางฉีดน้ำราดพื้นปูนใต้กรงและบริเวณรอบกรงสองแสบสัก 2-3 รอบด้วยน่ะนะคะ เพื่อให้อากาศร้อนที่สะสมบนพื้นปูนคลายตัวลง ทำให้อากาศเย็นไหลเวียนเข้ามาแทนที่ ซึ่งด้วยวิธีนี้ ก็สังเกตว่าสองแสบไม่หอบแฮ่กเหมือนเคยอ่ะ ถือว่าช่วยได้เยอะ..แต่ยังไงก็สงสานอยู่ดีแหละเนอะ ต้องคอยนั่งมองให้กำลังใจสองแสบก่อนกลับบ้านทีละนานๆ ทุกวันเลย >.<


ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มมีอาการฮีตสโตกกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

อาการของภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง


เมื่อวานนี้เราคุยกันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ เกี่ยวกับการเกิดสภาวะ ฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง หรือสภาวะที่สัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นจนอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหากเจ้าของไม่ได้สังเกตและช่วยแก้ไขได้ทันท่วงที เนืิ่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่บ้านเรามักจะมีอากาศที่ร้อนจัดทำให้สัตว์เลี้ยงหลายชนิดที่มีขนดกหนา หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง และมีการระบายความร้อนออกจากร่างกายไม่ทัน เกิดอาการช็อคจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันค่ะ ว่าอาการที่บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงของเรานั้น มีอาการแรกเริ่มของการเป็นฮีตสโตรกมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รีบแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีน่ะนะคะ

โกกิเล่นเยอะไปหน่อยค่ะ เลยเจอกับฮีตสโตรกเล็กๆ เข้า ต้องหายใจทางปากเลย
อาการของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในภาวะฮีตสโตรกนั้น ในระยะแรกๆ ที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ เมื่อเราจับตัวสัตว์เลี้ยงจะรู้สึกว่าสัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าในภาวะปกติค่ะ นอกจากนั้นก็จะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น หายใจถี่ขึ้น ชีพจรเต้นอ่อนลง และจะมีเหงื่อออกมาก หากเราไม่ช่วยลดอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยงของเราในช่วงนี้ อาการก็จะเริ่มมากขึ้น โดยจะไม่มีเหงื่อไหลออกมาเลย หายใจตื้นไม่เป็นจังหวะ ชีพจรเต้นเร็วมากและอ่อน สุดท้ายก็อาจถึงขั้นชักและเข้าสู่อาการโคม่าในที่สุด ซึ่งอาการเช่นนี้เราเรียกว่าเป็นการช็อคจากความร้อนที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองน่ะนะคะ

ดังนั้นหากจะแบ่งอาการของภาวะฮีตสโตรกให้ชัดเจนตามระดับความรุนแรงและอันตรายแล้ว เราจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับด้วยกันค่ะ

นั่นคือ ระดับทีี่ 1 สัตว์จะมีอาการตัวร้อน ใบหูร้อน เดินโซเซ หายใจลำบาก หายใจเร็ว รัว หอบ หายใจเสียงดัง หายใจทางปาก เส้นเลือดที่ใบหูขยาย หากวัดอุณหภูมิดู อุณหภูมิร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ซึ่งควรรีบลดอุณหภูมิร่างกายให้สัตว์นะคะ เพราะหากอุณหภูมิร่างกายเกิน 40.5 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าอาการของสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มหนักแล้ว

ระดับที่ 2 ของภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยงที่อันตรายกว่าระดับที่ 1 ก็คือ สัตว์เลี้ยงของเราจะมีอาการจมูกเปียก น้ำลายไหลยืด กระสับกระส่าย หรือหงอยไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นใดๆ อย่างผิดปกติค่ะ หากปล่อยไว้โดยไม่รีบดูแลรักาา ก็จะเริ่มมีน้ำลายไหลเปียกแฉะไปทั้งจมูก ปาก คาง หน้าอก จากนั้นก็อาจถึงขึ้นช็อค ชักเกร็ง ซึ่งหากถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนใหญ่คุณหมอมักแจ้งว่ามีอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 90% เลยทีเดียว ซึ่งเราก็ควรที่จะคอยสังเกตอาการและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงของเราให้ดี ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้นะคะ

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูวิธีการรักษาอาการฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยงและการป้องกันกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้านะคะ


อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

ภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke) ในสัตว์เลี้ยง


ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ อากาศแถวเมืองอินดี้ (ที่วันไหนอยากจะเป็นจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่างก็เป็น หรือนึกอยากจะเป็นภาคกลางตอนบนก็เป็น) แถวนี้ ร้อนตับแทบแตกฮ่ะ

ร้อนมากจนถึงขั้นที่ว่าตอนนี้ผิวสีไข่ไก่ของอิ่เจ๊ได้เกือบจะแปรสภาพไปเป็นสีของไข่เยี่ยวม้าเข้าไปทุกทีละ T^T ต่อให้ไวเทนนิ่งที่มีแสนยานุภาพมากมายขนาดเขย่ากระเป๋าตังค์อิ่เจ๊มากมายแค่ไหนก็ยังเอาไม่อยู่

ร้อนๆ แบบนี้อย่าว่าแต่คนที่อยากจะนอนแช่โอ่งน้ำมันทั้งวันเลยฮ่ะ แม้แต่สัตว์เลี้ยงของเราก็พลอยได้รับอานิสงฆ์ของความร้อนกันโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่่งไอ้เจ้าสองแสบที่ตึก ที่วันๆ เอาแต่นอนเกลือกกลิ้งผึ่งลมผึ่งพุงกันถ้วนหน้า แถมบางวันที่อากาศร้อนจัดแล้วอิ่เจ๊คึก..ชวนเล่นไม้ตกแมว ก็เล่นเอาสองแสบหอบแฮ่ก ๆ อ้าปากลิ้นห้อยระบายความร้อนภายในตัวกันถ้วนหน้ากัน


เพิ่งมารู้ทีหลังฮ่ะ ว่าอากาศร้อนๆ แบบนี้ชวนแมวเล่นแบบหนักหน่วงไม่ได้นะ เนื่องจากจะทำให้อุณหภูมิภายในตัวแมว(หรือสัตว์เลี้ยงของเราประเภทอื่น)สูงขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน และทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ภาวะฮีทสโตรกในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ภาวะที่ว่านี้ ไม่เป็นผลดีกับหมู หมา กา ไก่ ม้า แมว หรือแม้แต่ลิงที่เราเลี้ยงอยู่แน่ๆ

แล้วไอ้ภาวะฮีทสโตรกที่ว่านี่คืออะไร? ทำไมอิ่เจ๊ถึงบอกว่ามันอันตรายกับสัตว์เลี้ยงของเรานัก วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับภาวะที่ว่านี้ พร้อมทั้งวิธีป้องกันและบรรเทาอาการเบื้องต้นหากเกิดภาวะฉุกเฉินกับสัตว์เลี้ยงของเรากันค่ะ

ภาวะ ฮีทสโตรก ในสัตว์เลี้ยง ไฮเปอร์เทอเมีย Hyperthermia หรือ ฮีทสโตรก Heat Stroke ก็คือภาวะที่ สัตว์เลี้ยงของเรามีอุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้น อันเนื่องมาจากร่างกายได้รับความร้อนภายนอกมากขึ้นหรือร่างกายเกิดความร้อนภายในมากเกินไปอันเนื่องมาจากการระบายความร้อนจากร่างกายน้อยลงนั่นเองฮ่ะ

สาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงของเราเกิดภาวะฮีตสโตรกนั้น มีได้หลายอย่างด้วยกันนะคะ หลักๆ แล้วก็คือ เกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงของเราได้รับอากาศร้อนจัดภายนอกเป็นเวลานานๆ อย่างเช่นฤดูร้อนหน้าแหกของเมืองไทยเช่นนี้ หรือเกิดจากการที่เราให้สัตว์เลี้ยงของเราออกกำลังมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความชื้นในอากาศสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสัตว์เลี้ยงของเรามีขนหนา และอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศได้ไม่ดีพอ ก็เกิดภาวะฮีตสโตรกได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะที่สัตว์เลี้ยงของเราอ้วนเกินไป หรือเกิดจากการให้ยาบางชนิดเช่นยาระงับประสาทก็ยังได้ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงของเราโดยที่เรารู้ไม่เท่าทันแล้ว โอกาสที่เกิดอัตรายถึงชีวิตก็มีได้สูงทีเดียว

แล้วอาการของโรคฮีตสโตรกนี้มีอะไรบ้างล่ะ ในตอนห้าของบล็อกยัยกะทิเราจะมาดูข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมรบกับอาการของโรคฮัตสโตรกในสัตว์เลี้ยงของเรากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้าค่ะ


อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล





วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

DIY. ตุ๊กตาน้องแมวจากถุงเท้าคู่เก่า


แฮ่~ไม่ได้อัพบล็อกยัยกะทิซะนาน เพราะช่วงนี้อิ่เจ๊มัวแต่เดินทางไปนู่น เดินทางไปนี่ บางวันอยู่ออฟฟิศก็จริง แต่งานก็รุมสุมหัว แทบมิได้เปิดบล็อกดูความเป็นไปของไดอารี่เลย  วันนี้เอาซะหน่อยค่ะ แก้คิดถึง ♥ เราจะหยิบเอาถุงเท้าคู่เก่ามาประดิษฐ์เป็นตุ๊กตาแมวแสนน่ารักกันนะคะ อ่ะ..มาดูภาพตัวอย่างของงานสำเร็จชิ้นนี่กันก่อนค่ะ


น่ารักเนอะ เห็นภาพตัวอย่างแล้ว หลาย ๆ คนก็คงจะทำตามได้ไม่ยากเลยค่ะ วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ก็ได้แก่

  1. ถุงเท้าไหมพรมชนิดยาว 1 ข้าง
  2. กระดุมพลาสติกแบน 1 เม็ด
  3. ด้ายไหมพรมสีใดก็ได้เล็กน้อย
  4. ใยสังเคาะห์
  5. ไหมปักสีดำ
  6. เข็ม,กรรไกร,ด้ายสีใกล้เคียงกับสีถุงเท้า
เมื่อพร้อมแล้วก็มาลงมือทำกันได้เลยค่ะ



เพียงเพื่อนๆ ตัดถุงเท้าให้เป็นสองส่วน โดยตัดบริเวณเหนือส้นเท้าขึ้นมาประมาณ 1 นิ้วออก แล้วนำเฉพาะส่วนบนมาใช้ จากนั้นเย็บปิดด้านบน ยัดภายในถุงเท้าให้เต็มด้วยใยสังเคาะห์ (ใครอยากให้แมวรักแมวหลง หรือเอาไปให้แมวเล่น ใส่กัญชาแมวเข้าไปด้วยก็ได้ค่ะ อุอุ) เย็บรูดปิดส่วนด้านล่างของชิ้นงาน จากนั้นจึงนำด้ายสีดำมาปักเป็นรูปตา จมูก ปากแมว ร้อยด้ายไหมพรมลงไปในรูกระดุมแล้เวอาด้ายไหมพรมไปผูกบริเวณคอแมว เพียงเท่านี้เราก็จะได้แมวเหมียวจากถุงเท้าน่ารัก ๆ ที่นอกจากจะเอาไว้ตั้งโชว์แล้ว ยังสามารถนำไปให้น้องแมวของเราเล่นได้อีกด้วยนะคะ :)



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต



วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แจ่มใสขึ้นเยอะ


ความเดิมตอนที่แล้วโกกิกลับมาอยู่บ้านหลังถูกส่งไปทำหมันที่คลินิคหมอใกล้ตึกมา 3 วันแล้วฮ่ะ หุหุ

ช่วงครึ่งวันแรกที่รับโกกิกลับมา กะทิไม่ยอมเข้าหาน้องเลย เอาแต่ขู่แฟร่ด ๆ แถมพอน้องพยายามเข้าใกล้ก็ยังตบน้องโชว์อิ่เจ๊อีก เล่นเอาอิ่เจ๊เริ่มกลุ้ม ว่าแล้วคืนนี้ไอ้กิมันจะนอนในกรงรวมกับพี่กะทิได้มั้ยล่ะเนี่ย >.<

แต่ดูเหมือนว่าความรักน้องจะมีอานุภาพมากกว่ากลิ่นยาและกลิ่่นโรงหมอที่ติดตัวโกกิมาฮ่ะ เพราะพอตกถึงเย็น กะทิก็ยอมให้น้องเข้าใกล้ แถมพอแอดมินพาโกกิไปส่งที่กรง กะทิก็เลียหัวให้น้องอีกหลายแผล็บ แม้ว่าจะมีอาการตาโต ตีหางเหมือนไม่พอใจเป็นระยะ ๆ แต่คาดว่าก็คงเพราะเหม็นยาที่อิ่ตัวน้องนั่นล่ะ


ช่วงนี้เด็กกิต้องกินยาตามที่หมอสั่งฮ่ะ ยาที่หมอให้มามีสองซองด้วยกัน เป็นยาแก้ปวดซองนึง กับยาแก้อักเสบอีกซองนึง ตอนเช้ากินเฉพาะยาแก้อักเสบ ส่วนตอนเย็นกินทั้งยาแก้ปวดและแก้อักเสบ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่รับหน้าที่ป้อนยานี้ไม่ใช่อิ่เจ๊มันหรอก แต่เป็นลูกน้องที่ตึก ซึ่งรับหน้าที่นี้มาตั้งแต่ตอนโกกิเป็นไข้หวัดเมื่อหลายเดือนก่อนละ

สามวันผ่านไป อิ่เจ๊มันก็พาโกกิกลับไปให้หมอดูแผล โชคดีที่โกกิใส่เสื้อปิดพุงไว้ ก็เลยไม่เสี่ยงกับการกัดทึ้งแผลที่พุงตัวเอง สรุปว่าแผลยังอยู่ดีมีสุข เป็นอันว่าสามารถมาตัดไหมเปิดพุงโชว์ได้ในวันพฤหัสหน้าที่จะถึงนี้

เรื่องอาการซึมของยัยกิก็ดีขึ้นตามลำดับฮ่ะ จากวันแรก ๆ ที่หงอยเป็นแมวถ่านอ่อน พอล่วงเข้าวันที่สี่ คุณน้องก็เริ่มฤทธิ์เยอะ เริ่มช่วนพี่กะทิเล่น กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นั่นแหละ ทำเหมือนไม่เคยเล่นกันมาเป็นชาติ


ที่แปลกกว่าตอนก่อนหน้าที่จะพาไปทำหมันก็คือ อาการอ้อนอิ่เจ๊ฮ่ะ..โกกิอ้อนขึ้นมาก เรียกว่ากลับมาจากร้านหมอแล้ว อ้อนเก่งจนผิดกันไปคนละตัวเลยล่ะ กินข้าว-กินน้ำเสร็จ เป็นต้องโดดขึ้นมานั่งบนตัก แหงนหน้าเชิด ๆ ทำตาพริ้ม ๆ ให้อิ่เจ๊จุ๊บ ๆ ตะหมูกให้ บางวันหนักกว่านั้น ปีนขึ้นพนักพิงโซฟาด้านหลัง แล้วมาเลียหัวให้อิ่เจ๊แทนซะงั้น


สรุปว่างานนี้โกกิฟื้นตัวเร็วมากฮ่ะ นั่นอาจจะเป็นเพราะพื้นฐานของโกกิเป็นแมวที่แข็งแรงระดับหนึ่งอยู่แล้วก็ได้ อีก 2 วันจะได้ฤกษ์พาไปตัดไหมที่พุงออกน่ะนะคะ งานนี้จะได้ถอดเสื้อให้เลียขนแต่งเนื้อแต่งตัวตัวเองได้ซะที..^^ เข้าใจเลยนิ ว่าคงรำคาญอิ่เสื้อเหลืองตัวนี้แย่แล้วอ่ะ

แล้วกลับมาพบกันใหม่วันที่โกกิไปตัดไหมเรียบร้อยแล้วนะคะ :)


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai






วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

แมวตัวผู้เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์


แอดมินอยากเลี้ยงแมวตัวผู้ฮ่ะ แหะ ๆ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วแมวตัวผู้มันจะมีโครงร่างที่ใหญ่ ดังนั้นเวลาที่เรานำแมวไปทำหมัน แมวตัวผู้ก็อาจจะกลายร่างเป็นหมูตัวผู้ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะอวบอ้วนน่ากอดเอามั่ก ๆ แต่ก็นั่นแหละเนอะ การอวบอ้วนหลังการทำหมันนั้น ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่เฉพาะแมวตัวผู้เสมอไป ดูตัวอย่างง่าย ๆ ก็จากยัยหมูกะทินี่ล่ะ


เมื่อตอนที่แล้วแอดมินเอาข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการ ติดสัด ของ แมวตัวเมีย มาฝากกันไปแล้วน่ะนะคะ หลาย ๆ คนคงจะมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ถึงรอบวงจรการเจริญพันธุ์ในแมวตัวเมีย แล้วก็คงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วถ้าเป็น แมวตัวผู้ ล่ะ จะเกิดอาการติดสัดแบบแมวตัวเมียด้วยหรือไม่

เท่าที่ค้นคว้าหาข้อมูลมา เราไม่เรียกฤดูการผสมพันธุ์ของแมวตัวผู้ว่าเป็นอาการติดสัดน่ะนะคะ แต่เราจะถือว่าเป็นอาการตอบสนองต่อการติดสัดของแมวเพศเมียมากกว่า(บางคนเรียกว่าอาการหง่าว..) ดังนั้น หากในละแมวในละแวกบ้านเรามีแมวตัวเมียเยอะ และทะยอยกันมีอาการติดสัดอยู่เรื่อย ๆ แมวตัวผู้ก็จะตอบสนองต่ออาการติดสัดนี้เมื่อได้กลิ่นแมวตัวเมียได้เรื่อย ๆ ด้วยการหนีเที่ยวไปติดสาวไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่อง

แล้วแมวตัวผู้จะพร้อมสำหรับการผสมพันธุ์เมื่อไหร่ล่ะ..จริง ๆ แล้วเมื่อแมวตัวผู้อายุสักราว ๆ 8-9 เดือนก็จะเริ่มมีอาการกระตือรือล้นสำหรับการผสมพันธุ์แล้วค่ะ แต่หากเราปล่อยให้แมวอายุเท่านี้ได้ผสมพันธุ์ข้อมูลบางแห่งบอกว่า อาจจะทำให้แมวของเรามีการเจริญเติบโตที่ชะงักงัน ร่างกายทรุดโทรม เมื่อได้ลูกแมวก็จะเป็นลูกแมวที่อ่อนแอ ดังนั้นอายุที่เหมาะสำหรับการผสมพันธุ์ในแมวตัวผู้ก็คือ 1 ปี 8 เดือนค่ะ โดยให้สังเกตว่าลูกอัณฑะจะลงไปอยู่ในถุงอย่างสมบูรณ์ชัดเจน และอวัยวะเพศผู้ก็จะอยู่ในเปลือกหุ้มที่สะอาดไม่มีเลือดหรือหนองให้เห็นน่ะนะคะ แต่หากเราไม่ต้องการให้แมวตัวผู้ของเราไปผสมกับแมวตัวเมีย หรือไม่ให้แมวตัวผู้เกิดอาการหง่าว เมื่อถึงฤดูติดสัดของแมวตัวเมีย ก็สามารถคุมกำเนิดด้วยการ ทำหมันแมวตัวผู้ ได้ค่ะ




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai






วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การติดสัดในแมวเพศเมีย


สัตว์เลี้ยงแสนรักของคนเราที่เป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง ก็เห็นจะมีอยู่สองประเภทใหญ่ ๆ ก็คือ เจ้าน้องหมากับน้องแมวนี่แหละฮ่ะ ซึ่งสัตว์ทั้งสองประเภทนี้ เมื่อโตและย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว ก็จะมีระยะเวลาที่เราเรียกกันว่า อาการ "ติดสัด" ซึ่งเป็นอาการที่บ่งบอกว่า หมาแมวของเราพร้อมผสมพันธุ์ พร้อมให้กำเนิดตูบน้อยมิ้วน้อย ซึ่งหากใครไม่อยากได้สมาชิกภายในครอบครัวเพิ่ม ก็คงต้องคิดอ่านหาวิธีคุมกำเนิดกันไป ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาคุมกำเนิดให้ หรือพาไปทำหมันถาวร ซึ่งก่อนจะไปถึงขั้นนั้น วันนี้อิชั้นจะนำข้อมูลของการติดสัดในน้องแมวมาฝากกันสักเล็กน้อยนะคะ


เมื่อหลายวันก่อนนั้น อิชั้นได้เล่าไปแล้ว ถึงเรื่องที่ยัยโกกิเริ่มโตเป็นสาว และมีอาการติดสัดครั้งแรกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นร้องหง่าวหาคู่เกือบตลอดเวลา กินเก่งขึ้น อ้อนเก่งขึ้น ชอบเอาตัวไปถูไถพื้นหรือแม้แต่อ้อนอิชั้น พอเกาสะโพกให้ก็ยกตรูดเบี่ยงหางพร้อมเหมือนแมวที่ต้องการการผสมพันธุ์ทั่วไป ซึ่งวันนี้เราจะมาดูระยะเวลาของการติดสัดแต่ละรอบของเจ้าเหมียวของเรากันนะคะ โดยเราจะเริ่มจากการติดสัดในแมวตัวเมียกันก่อนเลย อ่ะ..เรามาดูวงจรการเป็นสัดของแมวตัวเมียกันค่ะ

วงจรการเป็นสัดของแมวตัวเมียในแต่ละรอบนั้น แบ่งคร่าว ๆ ได้ดังนี้

1. ระยะ Proestrous ระยะนี้จะกินเวลาประมาณ 1-2 วันฮ่ะ ซึ่งระยะนี้แมวจะมีอาการของการติดสัดเบื้องต้น คือมีอาการร้องหง่าวเสียงดัง ถูไถตัวตามพื้นหรือที่ต่าง ๆ เมื่อเวลาเราเกาก้นก็จะยกสะัโพกให้ ซึ่งระยะนี้แมวตัวเมียจะยังไม่ให้แมวตัวผู้ผสมพันธุ์นะคะ

2. Estrous ระยะการเป็นสัดอย่างแท้จริง ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 6-7 วันค่ะ ระยะนี้แมวตัวเมียก็จะยอมให้ผสมพันธุ์แล้ว ซึ่งหากได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้ โอกา่สที่แมวตัวเมียจะท้องก็มีสูงมากทีเดียวค่ะ

3. Diestrous ระยะนี้เราเรียกกันว่า ระยะไข่ตกฮ่ะ ซึ่งจริง ๆ ระยะนี้หากแมวได้รับการผสมพันธุ์แล้วท้องก็จะกินเวลาประมาณ 60 วัน แต่หากไม่ได้ืืท้อง ก็จะกินเวลาเพียง 35-40 วัน

4. Interestrous ช่วงนี้เราเรียกว่าเป็นระยะไข่ไม่ตกฮ่ะ ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 3-16 วัน จากนั้นแมวก็จะเข้าสู่สภาวะการติดสัดอีกรอบ

5. Anestrous เมื่อเข้าสู่ระยะนี้ เราจะเรีียกว่า ระยะพักตัวของระบบสืบพันธุ์ฮ่ะ โดยจะกินเวลาประมาณ 5-10 วันในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศเหมาะสม (อากาศอบอุ่น,แสงเพียงพอ) แต่หากเป็นเมืองนอกที่มีภุมิอากาศแบบหนาวเย็น ไม่คอ่ยมีแสงแดด ก็อาจกินเวลาหลายเดือนก็ได้

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงเกิดอาการ "ยืนงงในดงแมว" 555+ เอาเป็นว่าสรุปให้ฟังสั้น ๆ พอเข้าใจนิดนึงก็ละกันเนอะ นั่นก็คือ หากแมวตัวเมียของเราเกิดอาการหง่าวแล้วไม่ได้ผสมพันธุ์ อาการหง่าวนั้นก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก สั้นที่สุดคือ 3 วัน ยาวที่สุดก็คือหลายเดือน

หากแมวตัวเมียของเราหง่าวแล้วโดนผสม แล้วเกิดอาการตั้งท้อง คลอดลูก แมวตัวเมียก็สามารถกลับมาหง่าวได้อีกภายใน 3 วัน หรือหลายเดือน (ฮ่วย)

หรือกรณีแมวตัวเมียของเราหง่าวแล้วโดนผสมแต่ไม่ท้อง ก็สามารถกลับมาติดสัดได้อีกภายใน 1-2 เดือน หรืออาจจะหลายเดือน

ดังนั้นหากเราไม่ต้องการลูกแมวตัวเล็ก ๆ เอาไว้เลี้ยงดูฟูมฟัก หรือไม่ต้องการเพิ่มจำนวนสมาชิกเหมียว ๆ ภายในบ้านก็ควรพาน้องแมวไปทำหมันซะนะคะ ซึ่งข้อนี้อิชั้นซาบซึ้งดีฮ่ะ.. T^T แล้วก็กำลังรอให้ยัยโกกิหายหง่าวซะก่อนถึงจะพาไป

ก็หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากกันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับคนรักแมวบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ




เรียบเรีัยงข้อมูลจาก rakmaw.com



วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โกกิเป็นสาวแย้ว


เมื่อสองสามวันก่อนยัยโกกิมีท่าทางแปลก ๆ ฮ่ะ

พออิชั้นอุ้มออกมาจากกรงในช่วงบ่ายเพื่อให้ออกมาวิ่งเล่น กินขนม กินอาหารเปียกตามปกติเหมือนทุกวัน แทนที่จะวิ่งลั้นลาไม่ใส่ใจอิ่เจ๊เหมือนทุึกครั้ง โกกิกลับคอยแต่จะมานัวเนียไถมาถูไปอิชั้นอยู่นั่นล่ะ เล่นเอาตอนแรกอิ่เจ๊มันนึกปลาบปลื้มใจสุด ๆ เพราะนึกว่า ในที่สุดก็มีวันที่ยัยโกกิรักเก๊าแย้ววว..


แต่พอสังเกตุดูดี ๆ แล้ว สาเหตุของความรักอิ่เจ๊แบบฉุด ๆ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นสินะคะ เพราะพอผ่านไปสัก 10 นาที อิชั้นก็เริ่มแปลกใจ เฮ้ย..มันอ้อนเกินไปรึเปล่าฟระ แถมพออิชั้นลูบหัวลูบหาง เกาคางเกาตรูดให้ มันก็แอ่นหลังหางชี้ ยกก้นกระดกแล้วร้องแง๊วง๊าวติดต่อกันไม่หยุดซะงั้น


อาการแบบนี้อิเจ๊มันเดาได้สถานเดียวฮ่ะ...โกกิเป็นสาวละ และตอนนี้ก็ออกอาการติดสัดพร้อมผสมพันธุ์รอบแรกอย่างเต็มที่ (โฮ้ววว..)

ระหว่างยัยโกกิพลุ่งพล่าน อิชั้นก็ลองมานั่งนับนิ้วดูฮ่ะ..ถ้านับกันดูจริง ๆ เดือนนี้โกกิก็มีอายุย่างเข้าเดือนที่ 7 ละ ซึ่งจากข้อมูลที่คุ้ย ๆ ดู ว่ากันว่าแมวทั้งตัวผู้และตัวเมียนั้น จะเริ่มติดสัดหรือมีอาการอยากผสมพันธุ์ครั้งแรกในช่วงอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 10 เดือน แต่ก็มีมั่งเหมือนกันที่เริ่มติดสัดตั้งแต่อายุราว ๆ 4 เดือน ซึ่งจะเป็นเร็วเป็นช้า เป็นบ่อยหรือไม่บ่อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพแสงแดดอ่ะนะคะ คือถ้าพื้นที่ที่แมวอยู่อาศัยมีแสงมากหรือมีแสงตลอดปีอย่างเช่นแมวเมืองไทยนั้นก็จะมีรอบของการติดสัดบ่อย แต่ถ้าพื้นที่ที่แมวอยู่มีแสงน้อย หรือเป็นพื้นที่ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นแต่ละรอบที่แมวติดสัดก็จะทิ้งระยะเวลานาน เรียกว่าแมวจะมีอาการติดสัดบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพฤดูกาลและภูมิอากาศนั่นเอง


วกกลับมาที่ยัยกิกันต่อ อาการติดสัดของยัยโกกิก็เหมือนกับแมวตัวเมียทั่ว ๆ ไปนั่นล่ะค่ะ นั่นก็คือมันจะวุ่นวายกับการไถตัวเถือกกลิ้่งไปมากับพื้น ถูไถเหล่าบรรดาเจ้าของหรือคนเลี้ยง ร้องแง๊วง๊าวหาคู่ไม่หยุด ชอบให้่ลูบหัวลูบตัวให้ ยิ่งถ้าเกาหรือลูบบริเวณสะโพก มันจะแอ่นตัวโก่งตรูดแล้วเบี่ยงหางพร้อมให้ผสมทันที ซึ่งอาการเหล่านี้ โกกิมีครบถ้วนบริบูรณ์ฮ่ะ เล่นเอาอิ่เจ๊มันอดสงสานไม่ได้ แต่ก็นั่นล่ะนะ มันเป็นธรรมชาติของมันอ่ะ ถ้าอยากจะให้มันไม่มีอาการติดสัดแบบนี้ ก็คงต้องพาไปทำหมันล่ะ แต่จะทำหมันตอนนี้เลยได้หรือไม่ เราจะมาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันในตอนหน้านะคะ >0<




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai










วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หนาวจุงเบย..


ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ อากาศแถวบ้านอิชั้นรวมไปถึงอีกหลาย ๆ พื้นที่ในประเทศเย็นลงอย่างฉับพลันมากฮ่ะ อุณหภูมิช่วงเช้าถึงดึกต่ำสุดอยู่ระหว่าง 12-13 องศาเซลเซียส ลมหนาวพัดแรว๊ง หมอกกระจายอยู่ตามยอดหญ้าทุกพื้นที่ ซึ่งก็นะอากาศแบบนี้เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะคนสละโสดไม่หยุดไม่หย่อน (กะ...เกี่ยวรึ??) T^T

สำหรับสองแสบเอง ด้วยความที่กรงใหญ่ถูกตั้งอยู่ใต้ถุนตึก ซึ่งเป็นสถานที่โปร่งโล่งพอสมควร คือจะมีลมพัดแรงผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลาทำให้อิชั้นค่อนข้างเป็นห่วงนิดนึง ซึ่งก็นะ ทางเลือกเท่าที่จะทำได้ก็คือพยามปรับสภาพกรงให้มีความอบอุ่นสำหรับสองแสบให้มากที่สุด


วิธีแรกที่อิชั้นงัดเอามาใช้ก็คือการจับสองแสบใส่เสื้อฮ่ะ..วิธีนี้ใช้ได้ผลดีมากกับยัยกะทิ เพราะเสื้ออุ่น ๆ ที่ซื้อมาให้ใส่ปั๊บ ตัวกลมปุ๊บ(ได้ข่าวว่ากลมมาก่อนหน้านี้แล้วนะ) แถมติดพุงแหง็ก เรียกว่าต่อให้เอาปากกัดเอาตรีนจิก มันก็ไม่สามารถจะถอดเสื้อออกเองได้ แต่ก็นั่นล่ะ วิธีการใส่เสื้อให้พวกแมวแสบพวกนี้ใช้ไม่ได้กับยัยโกกิอ่ะนะคะ เพราะพออิชั้นใส่เสื้อให้มันคราวใด พอเช้ามาลองไปดูสิ ก็เห็นไอ้กิมันถอดเสื้อ ปีนกรงลั้นลาได้ทุกวัน (ขั้นเทพเรื่องถอดเสื้อแล้วแกร)


อย่ากระนั้นเลย ในเมื่อใส่เสื้อให้แล้ว ก็ยังวางใจไม่ได้ว่าสองแสบจะอุ่น วิธีัที่เอามาเสริมวิธีถัดมาก็คือการพยายามป้องกันลมหนาวพัดเข้ากรงให้่มากที่สุด..งานนี้อิชั้นหยิบเอาฟิวเจอร์บอร์ดที่น้อง ๆ ที่ตึกซื้อมาทำกิจกรรมอะไรก็ไม่รู้ แล้วทิ้งไว้ในห้องน้ำของออฟฟิศมาเป็นชาติมาเป็นเครื่องมือ แค่เอามาบุรอบกรงไว้ก็ช่วยกรองลมหนาวที่พัดตึง ๆ ได้แล้วถึง....อีกหนึ่งระดับ (แค่นจะทำเป็นมาคุย >.<)


วิธีที่สามก็คือ การเพิ่มถ้ำหรืออุโมงค์หลบความหนาวเย็นของสองแสบฮ่ะ จริง ๆ แล้วภายในกรงนั้น แต่เดิมอิชั้นใส่กล่องพลาสติกที่เจาะรูไว้ให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปนอนกันไว้กล่องนึงละ และไอ้กล่องนี้ก็มีผ้าเช็ดตัวเก่าปูไว้กันหนาวเย็น แต่เนื่องจากตัวกล่องมันเป็นพลาสติก อิชั้นก็เลยคิดว่ามันก็คงจะดูดความเย็นไว้พอตัวอ่ะ อย่ากระนั้นเลย เนื่องจากอิชั้นมีกล่องผ้าที่บุฟองน้ำนุ่ม ๆ อันเก่าอยู่กล่องนึง (ก็ของยัยกะทินั่นล่ะ) เอามาใส่กรงเสริมให้ดีกว่า...พอใส่ปั๊บได้ผลทันตาฮ่ะ เพราะสองแสบชอบกันมาก มุดเข้ามุดออกเล่นกันทั้งวัน


อ่ะ..มาดูประมวลภาพสองแสบสู้ภัยหนาวที่เก็บมาฝากกันพอชื่น ๆ ใจนะคะ


♥♥♥


♥♥♥


 ♥♥♥


แล้วกลับมาพบกับสองแสบได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ ♥♥


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เครื่องให้น้ำแมวอัตโนมัติ (น้ำพุแมว,น้ำล้นแมว) ตอนที่ 2


เมื่อตอนที่แล้ว อิิชั้นหยิบเอาข้อดีของการที่หมาแมวของเรากินน้ำได้อย่างพอเพียงมาฝากกันไปแล้วน่ะนะคะ ซึ่งก็โดยหลัก ๆ แล้ว แมวที่กินน้ำพอเพียงจะลดอัตราเสี่ยงจากการเป็นโรคไตและโรคนิ่วได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่จะทำอย่างไรให้แมวของเราเจริญน้ำ (คล้าย ๆ กับเจริญอาหารอ่ะนะ หุหุ) กันล่ะ นั่นสิ..เง้อ...

หลังจากหาข้อมูลมาพักหนึ่ง เขาก็ว่ากันว่า การจัดหาน้ำพุ น้ำล้น หรือน้ำที่มีลักษณะเคลื่อนไหวมาให้แมวนั้น จะกระตุ้นความสนใจของแมวได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวฮ่ะ คือพวกหมาพวกแมวนี่มันชอบน้ำที่มีการเคลื่อนไหวอ่ะนะ ดังนั้น หากอยากจะทำให้หมาแมวกินน้ำเยอะ ๆ ก็ต้องหาน้ำที่มันมีลักษณะของการเคลื่อนไหวไหลรินมาเสริฟให้มันไว้

หลังจากได้ข้อมูลตามนั้น อิชั้นก็ครุ่นคิดถึงเรื่องน้ำพุ น้ำล้น น้ำริน สำหรับสองแสบเรื่อยมาฮ่ะ ไอ้ครั้นจะซื้อออนไลน์ผ่านเน็ต พินิจดูแล้ว ราคามันก็สูงเกินไปหน่อย แต่ละเครื่อง ๆ แม่มมม..ล่อไปเกือบสองพันอัพ (จะแพงไปไหน ??) อย่ากระนั้นเลย ไหน ๆ ก็ไม่ได้รีบไม่ได้ลนอะไร ก็ค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ ละกันนิ

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ที่อิชั้นแวะไปร้านเพ็ทช้อปในเมืองมาฮ่ะ ก็ตั้งใจจะไปซื้ออาหารให้สองแสบแหละ แต่อุ๊ยตายว้ายกรี๊ดดด..ที่นั่นมีเครื่องทำน้ำรินน้ำล้นสำหรับหมาแมวขายด้วยอ่ะ อย่ากระนั้นเลย อิชั้นก็เลยลองให้ทางร้านเค้าเทสต์เครื่องให้ดู

โฮ๊ะ..เจ๋งแฮะ..อุอุ และแล้ว เงินค่าขนมของเดือนนี้ก็ปลิดปลิวไปจากกระเป๋าตังค์อิชั้นโดยปริยาย เอาวะ..เพื่อสองแสบน้องรัก ศรี เอ๊ย..เจ๊ทนได้

หลังจากสอยเครื่องทำน้ำริน-น้ำล้นมาให้สองแสบ พอมาถึงออฟฟิศปั๊บ อิชั้นก็แกะกล่องทันใดฮ่ะ

อ่ะ..มาดูรีวิวฉบับย่นย่อด้วยภาพของอิชั้นกันสักเล็กน้อยนะฮะ


หลังจากแกะกล่องออกมาแล้ว เราก็จะพบกับอุปกรณ์ตามภาพบนฮ่ะ หลัก ๆ ก็คือ มีถ้วยพลาสติกน้ำรินซึ่งแบ่งออกเป็นสองชิิน คือชิ้นล่างสำหรับใส่น้ำ ส่วนชิ้นบนมีลักษณะคล้ายถาดหรือถ้วยที่มีรูตรงกลางให้น้ำไหลลงไปเพื่อรักษาระดับน้ำไม่ให้ล้น ส่วนอีกอันก็คือ สายและหม้อแปลงไฟเอาไว้เสียบให้ปั๊มน้ำตัวเล็กในถ้วยเก็บน้ำทำงาน


อิชั้นเป็นคนเก่งเรื่องเครื่องยนต์กลไกฮ่ะ (เหรอออ.. ??) คือหลังจากเอาน้ำใส่ในถ้วยใบล่าง ซ้อนถ้วยใบบนลงไป แล้วก็เสียบปลั๊ก เครื่องให้น้ำรินก็ทำงานทันที (แลดูซับซ้อนเนอะ กร๊ากกก..)


เสร็จแล้วก็ทดลองฮ่ะ..อิชั้นอุ้มแสบเล็กขึ้นไปลองก่อน โว๊ะ....มันกินเฟร้ย..555+ อิ่เจ๊ไม่เสียตังค์ฟรีแระ เอ้า ๆ กินเข้าไปลูก..555+..เสร็จแล้วก็อุ้มแม่ตัวใหญ่ขึ้นไป ซึ่งแม่กะทิเค้าก็ดม ๆ อ่ะนะคะ แต่สงสัยจะไม่คุ้นกับของใหม่ เพราะแค่ดม ๆ แล้วก็เมินหน้าหนีซะงั้น (ไหงทำงี้อ่ะลูก)

แต่ก็ช่างมันเถอะค่ะ ..ยังไงซะ ยัยโกกิก็ยอมใช้งานตัวนึงแหละ แถมท่าทางจะชอบมากซะด้วย เทียมแวะกินตั้งสองสามรอบ ส่วนยัยกะทิ ก็คงต้องรอดูท่าทีไปอีกสักพัก ก็หวังว่าต่อไปสองแสบก็คงจะขยันกินน้ำมากขึ้นสมใจอิ่เจ๊น่ะนะคะ


ใครที่อยากจะกระตุ้นให้หมาแมวกินน้ำให้มากขึ้น ก็ลองเสาะหาดูค่ะ..อ้อ ลืมบอกราคาไป อิชั้นได้เครื่องนี้มาในราคา 990 บาท แต่ช้าก่อน..ถ้าคุณสั่งซื้อวันนี้ คุณจะได้สองแสบไปสาธิตวิธีการกินน้ำฟรี ๆ สองวัน..555+ ล้อเล่นนะคะ อิชั้นไม่มีขายเน้อ แต่คาดว่าตามร้านเพ็ทช้อปทั่วไปน่าจะมีอ่ะ

แล้วกลับมาพบกับสองแสบได้ในตอนหน้านะคะ

เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai






วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อุ่นใจแล้วเมื่อมีเธอกับฉัน


ช่วงนี้แอดมินแทบไม่ได้แตะบล็อกหลักเลยค่ะ 555 มัววุ่นวายอยู่กับไดอารี่ไอ้เจ้าแกงค์ซาละเปาขาวอวบนี่ล่ะ ทำไงได้..ก็เรื่องม้นเยอะ แถมตอนนี้ภาพของไอ้เจ้าสองแสบก็มีบานเต็มมือถือเลย ต้องรีบระบายลงท่อซะหน่อย ไม่งั้นเครื่องมันแลดูจะอืด ๆ >_<"

คนรักแมวหลาย ๆ คนมักจะเคยเป็นโรคแมวงอกฮ่ะ..ก่อนหน้านั้นอิชั้นเคยตั้งใจเอาไว้ว่า เลี้ยงกะทิแค่ตัวเดียวพอละ หลายตัวก็กลัวจะเป็นภาระทางใจให้คอยห่วงกังวลซะเปล่า ๆ แต่แล้วโชคชะตาก็ทำให้ต้องพาเด็กโกกิมาอนุบาลเพิ่มอีกตัวนึง เนื่องจากพี่สาวซึ่งเป็นเจ้าของเก่ายัยกะทิดันเอ่ยปากถามว่า..อยากได้ "หลานยัยกะทิ" มาเลี้ยงเพิ่มอีกสักตัวมะ

โกกิตอนมาถึงช่วง 2-3 วันแรก
ยอมรับตามตรงว่าตอนแรกก็ลังเลฮ่ะ ถึงขนาดตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า แค่ตัวเดียวก็ไม่รู้จะจัดสรรปันส่วนเวลาในชีวิตอย่างไรละ เพราะก่อนหน้านั้นก็ยุ่งอยู่กับมันนี่ล่ะ ไปถึงออฟฟิศแทนที่จะได้นั่งเซ็นงานสวย ๆ กลับต้องไปนั่งตักอึในกระบะทราย กวาดกรง เปลี่ยนน้ำ ให้อาหาร เอาเบาะมาเคาะไล่ขนแมว แถมมีหน้าที่ให้ความรัก กอด ๆ ฟัด ๆ จุ้บ ๆ แมวให้รู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้งอีก (คืออันหลังนี่รู้สึกจะเป็นความสุขของอิ่เจ๊มากกว่าของแมวนะ 555)

ช่วงอาทิตย์แรกที่มาอยู่ด้วยกัน ฉายแวว..อิ่เด็กแฉบ..
จำได้ว่าตอนไปรับตัวโกกิมา หลานชายขี่มอเตอร์ไซค์พาไปค่ะ เจ้าของแม่ของยัยโกกิพอรู้ว่ามาเอาลูกแมวก็รีบกระวีกระวาดชี้ให้เลยว่ากรงอยู่ตรงไหน (เข้าใจเนอะ ว่ามีลูกแมวเยอะ ๆ ในบ้านมันก็ภาระเหมือนกัน) พอบอกว่าจะมาเอาแค่ "ตัวเดียว" เจ้าของแม่โกกิก็บอก "เอาไปสองตัวเลย"แหม..ใจดีจัง !!... O_o อิชั้นก็ได้แต่แอบทำหน้าตาตื่น เพราะตั้งใจจะมารับแค่ตัวเดียวเพื่อเอาไปให้พี่สะใภ้ที่อยากได้เท่านั้น

ไอ้ครั้้นจะเอาไม่เอาก็สงสานอ่ะ ทุกตัวอยู่ในกรงขึ้นสนิมที่ตั้งอยู่บนพื้นดินชื้นแฉะ มีจานขยำข้าวกับเศษปลาอยู่ในจานเลอะ ๆ ใบนึง..ที่สุดแล้ว ก็เลยต้องจับแมวขาวสองตัวออกมาจากกรง โดยเป็นตัวผู้ตัวนึง เป็นตัวเมียตัวนึง ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าจะได้เลี้ยงตัวไหน แต่ก็เอามาก่อนแล้วกัน ให้พี่สะใภ้ได้เลือกก่อน

เอามาแล้วก็ใช่ว่าจะเอาเข้าตึกได้ทันทีค่ะ แต่ต้องเอาไปกักกันโรค ทำวัคซีน ฝากหมอดูแลที่คลีนิครักษาสัตว์อยู่ถึงหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ พอกลับมาแล้วพี่สะใภ้ก็มารับแมวเด็กตัวผู้ไป เหลืออิ่โกกิ แมวเด็กตัวเมียที่ทั้งซนทั้งเอ๋อเอาไว้ให้อิช้ั้นดูแล...จริง ๆ มันไม่ควรจะเอ๋อนะ ถ้าไม่เป็นเพราะวันแรกที่เอามาปล่อยไว้ในออฟฟิศ มันดันวิ่งชนกระจกซะจนนั่งงงตาลอยคอโงกเงกซะก่อน (เห็นแล้วทั้งขำท้ั้งสงสาน) กักบริเวณได้แค่ไม่กี่วัน โกกิก็ดันเป็นหวัดรับหน้าฝน ต้องขังแยกป้อนยาไม่ให้ปะปนกับกะทิต่ออีกสองอาทิตย์ ก่อนจะค่อย ๆ พามาเล่นรวมกันในออฟฟิศจนคุ้นเคยกันได้ในที่สุด

โกกิกับโกโก้ ตอนฝากอยู่ที่ร้านหมอ
ตอนนี้กะทิกับโกกิเข้ากันได้ค่อนข้างดีค่ะ..ภาพของกะทิที่นั่งเหงาอยู่ในกรงตัวเดียวที่เคยเห็นจนชินตาหายไปแล้ว เหลือแต่กะทิที่นั่งจ้องคอยหาเรื่องเล่นกันกับโกกิ บางทีก็เลียขนแต่งตัวให้น้องอย่างเพลิดเพลินซะงั้น

เรามาดูภาพกะทิกับโกกิใช้ชีวิตชิล ๆ ยามบ่ายในกรงใหญ่กันนะคะ :)


เฮ่ย...ลืมสังเกต...เผลอแป๊บเดียว โกกิตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย >0<


"พี่ทิเล่นไรอ่ะ..."


 กิอยากกิงนมแม่


แต่ได้ข่าวว่า อันนี้มันนิ้วอิ่เจ๊นะ (= =")


 จุ้บ ๆ กัด ๆ ดูด ๆ คิดถึงแม่ป่าวกิ


ตัวบานจนเต็มตะกร้าเล็กใบเดิมของพี่ทิแระ


"นั่นมันนกใช่ป่ะ..พี่ทิ..จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ มานี่ม่ะ จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ"


"พี่ทิ..บอกอิ่เจ๊ให้ปล่อยเก๊าออกไปจับนกที..."


"เจ๊.......เก๊าอยากเล่นกับพี่นก...." (เอร็งง่วงแล้ว ตาปรอยขนาดเน้ นอนเหอะ)


"ปุ้งนี้ได้มะ..." (เออ..นอนก่อนเหอะ << เวอชั่นหลอกเด็ก) เห็นทำท่าแบบนี้แล้ว มันน่าเปิดกรงไปจับมาฟัดพุงอีกรอบเนอะ อิอิ

แล้วกลับมาพบกับกะทิและโกกิได้ใหม่ในตอนหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ออฟฟิศจะแตก


หลังจากที่ตัดสินใจเอายัยโกกิแมวเด็กใหม่เข้ามาอยู่เป็นเนื้องอกในชีวิตของยัยกะทิ ก็รู้สึกได้ว่าอิ่หมู่นี้ กะทิเริ่มเปี๋ยนไป๋ขึ้นเรื่อย ๆ ฮ่ะ

แต่ก่อนนั้น ด้วยความที่เป็นแมวหัวเดียวกระเทียมลีบ กะทิจะค่อนข้างขี้อ้อนเอามั่ก ๆ คือถ้าอิชั้นเอามันเข้ามาในออฟฟิศและให้กินอาหารจนอิ่มแล้ว สักพัก เธอก็จะมาวนเวียนคอยนั่งคอยสีคอยสะกิดสะเกาให้รักเธออยู่นั่นล่ะ แถมอิ่ตอนพากลับเข้ากรงก่อนอิชั้นกลับบ้าน ก็มักจะมีแมวเหงามานั่งพองลมยังกะอึ่งอ่างอยู่แถว ๆ มุมกรง คอยส่งสายตามองตามรถอิชั้นนิ่ง ๆ ไปจนกว่ารถจะลับตา เป็นที่น่าเวทนากับอิ่เจ๊มันยิ่งนัก


แต่เดี๋ยวนี้ กะทิเปลี่ยนไปฮ่ะ ตั้งแต่มีอิ่แมวเด็กตัวขาวหางยาวตาเหลืองเข้ามาอยู่ด้วยในออฟฟิศ คุณพี่กะทิเค้าก็ไม่ค่อยจะสนใจอิ่เจ๊เลย เดาเอาว่าปัจจุบันอิ่เจ๊มันดำรงตำแหน่งเป็นเครื่องให้อาหารแมวเท่านั้น T^T เพราะพอฉีกอาหารซองให้กินอิ่มปุ๊บ สองแสบก็เอาแต่เล่นกัน ปล้ำกัน นัวเนียกัน แม้ว่าอิชั้นจะจับแยก แค่สองนาทีเท่านั้นมันก็โดดผลุงไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอีก (สนใจเจ๊บ้างงงง.. T_T)


นี่มันเกิดอัลไลขึ้นกันเนี่ย !!??

เท่านั้นยังไม่พอฮ่ะ กะทิยังทำตัวเป็นพี่ที่ดีเกินคาด อิชั้นฉีกอาหารซองให้ตัวละซอง ของโกกิใส่ถาดหลุมให้กิน ส่วนของกะทิใส่ถ้วยใบโปรดให้ กะทิกลับไม่กินซะงั้น แต่กลับรอให้โกกิกินอาหารของตัวเองจนเหลือเสียก่อน ค่อยไปตามเก็บกินอาหารที่เหลือ ร้อนถึงอิ่เจ๊ ต้องเปลี่ยนเป็นให้อาหารในถาดหลุมแบบคู่แฝด


กินอิ่มก็มานั่งแต่งตัว เลียขนให้สลวยสวยงามกันสักพัก แป๊บเดียวเท่านั้นฮ่ะ..ก็ได้เวลาชวนกันเล่นอีกแระ

อ่ะ..มาดูการประมวลภาพ สองแสบถล่มออฟฟิศกันนะคะ :)


เฮ้..แกทำไรอ่ะ ยัยลิงกิ


 เก๊าอิ่มแย้วอ่ะพี่ทิ....มาเล่นกันเถอะ ๆ


 เน่ ๆ..พี่ทิทำแบบเค้าได้ป่าว..ตอนเน้เค้าเป็น"สไปเดอร์แมว"นะ..แฟร่บ ๆ ๆ..(แฟร่บป้อเธอสิ....>0</ อ๋อย..โต๊ะกลางอันแสนแพงของช้าน T^T)


น่า..นะ..มาเล่นกันเถอะ ๆ (พี่ทิ : จะดีเหรอ อิ่เจ๊มองอยู่นะ ??)


งั้นมาเล่นมวยปล้ำกันก็ได้


เอาจริงนะ..ทิ ถีบ ๆ ๆ กิ กอด ๆ ๆ..เฮ้ย..@3%%#@@&^


หนุกจัง..อีกรอบมะพี่ทิ (อิ่เจ๊..พอเหอะ พวกเอร็งทำออฟฟิศจะกลายเป็นห้องอนุบาล ก.ไก่ แระ มองไปทางไหนก็มีแต่ของเล่นเอร็งทั้งคู่ แล้วไหนล่ะ สมุดบัญชีของชั้น)


สุดท้ายขอปิดตอนกันด้วยภาพสองแสบนั่งฟังอิ่เจ๊อบรมชุดใหญ่นะคะ อิอิ..

แล้วกลับมาพบกับกะทิและโกกิได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai