แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพแมว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพแมว แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หวัดรับประทานกันกลางฤดูฝน (ไข้หวัดแมว)


ไม่ใช่คนหรอกฮ่ะ มอ.แมวต่างหาก >0</

เมื่อวานนี้เล่าให้ฟังเรื่องที่อิ่เจ๊พายัยโกกิไปหาหมอเนื่องจากมันเป็นหวัดมาแล้วอ่ะนะคะ บางคนคงงง ๆ เอ๊ะ กะอิ่แค่แมวเป็นหวัด จะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรนักหนา เป็นเองได้ก็หายเองได้ แค่หวัดเอ๊งงงง..จิ๊บ ๆ

ขอบอกว่าเรื่องหวัดกับแมวนี่เป็นอะไรที่ประมาทไม่ได้เลยฮ่ะ เพราะโรค "หวัดแมว" เป็นโรคที่นอกจากจะติดต่อกันระหว่างแมวกับแมวง่ายมากแล้ว (ติดทางน้ำมูก,น้ำลาย,น้ำตา สารคัดหลั่งจากร่างกายแมวทุกชนิด แม้แต่หายใจรดกันก็ยังติด !!) ยังมีอัตราการตายที่สูงอีกด้วย เนื่องจากหากเป็นแมวที่ไม่มีเจ้าของ ก็จะมีอาการที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขนาดร่างกายขาดอาหารและน้ำ(เนื่องจากเป็นแผลในปากจนกินอะไรไม่ได้) หลอดลมอักเสบ จนถึงขั้นพัฒนากลายเป็นปอดบวม แม้แต่แมวที่มีเจ้าของเอง หากเจ้าของไม่ได้ใส่ใจคอยสังเกตความผิดปกติของแมว ก็อาจรู้ตัวว่าแมวของตัวเองเข้าขั้นตรีฑูตเมื่อสายเกินไปแล้วก็ยังได้

ไม่ได้ขู่นะเฟร้ย..อันนี้เรื่องจริง (อิ่เจ๊ยืนยัน)

อ่ะ..กลับมาว่ากันต่อเรื่องยัยโกกิ หลังจากพาโกกิไปหาหมอแล้วก็ถูวินิจฉัยว่าเป็น ไข้หวัด แน่นอนแล้ว ยัยโกกิก็โดนฉีดตรูดมาสองเข็มฮ่ะ เข็มนึงรักษาอาการอักเสบ และอีกเข็มนึงฆ่าเชื้อ ส่วนตัวยาก็มีสามตัว เป็นยาแก้หวัด 1 ยาฆ่าเชื้อ 1 ส่วนอีกตัวก็เป็นยาละลายเสมหะ


ส่วนยัยกะทิ แม้จะไม่มีอาการ กินได้ดีเป็นพายุบุแคม ว่างเป็นหลับขยับเป็นกิน เป็นที่น่าชื่นใจต่อผู้พบเห็นตลอด ๆ นั้น ก็ไม่พ้นกับการต้องกินยาแก้หวัด 1 ตัวเช่นกันฮ่ะ เนื่องจากสองพี่น้องนี่ หลับเกยกันตลอด คือ โกกิมีอาการหวัดมาเป็นอาทิตย์แระ จะจับแยกตอนนี้ก็คงไม่ทันละล่ะ ทางเลือกก็คือ ก็ให้อยู่ด้วยกันนั่นล่ะ แต่กินยาไปพร้อม ๆ กันซะทีเดียว

โกกิน่าสงสารค่ะ เข้าใจว่าหิวล่ะ แต่เจ็บคอ มีเสลดพันคอ ก็เลยกินอะไรไม่ค่อยได้ เมื่อวานซึ่งเป็นวันที่สองของการป้อนยาเด็กป่วย ก่อนเข้าออฟฟิศ อิ่เจ๊ก็เลยแวะซื้อ "ต้นไผ่เงิน" เอามาให้แทะเล็มเพื่อให้โกกิสำรอกเสลดออกมาได้บ้าง..

พอเอาไผ่เงินมาตั้งในออฟฟิศป๊าบ....ฝูงแมวซอมบี้ก็มารุมล้อมทันทีฮ่ะ


ต้นไผ่เงินนี้เป็นหนึ่งในต้นไม้ใบหญ้าที่แมวชอบกินและดีต่อสุขภาพแมวฮ่ะ ใครที่ขี้เกียจปลูกข้าวสาลีออแกนิกซ์ที่กำลังโด่งดังให้แมวกินบ่อย ๆ ก็เลือกซื้อมาสักต้นสองต้น มีดินก็ลงดิน ไม่มีดินก็ลงกระถาง ที่สำคัญก็คือให้โดนแดดบ้าง ให้น้ำประจำ เมื่อมันแตกกอใหญ่ก็สามารถแบ่งเป็นกอเล็ก ๆ ปลูกลงกระถางอื่นๆ ได้ แมวชอบกินมากอ่ะ ขนาดโกกิเจ็บ ๆ คออยู่ ยังแดร่ก...ยังกะเป็นหมีแพนด้าซะรอบวง


ยัยโกกิกินเอา ๆ สักพักก็หลบไปนอนแอ้งแม้งแล้วก็....."ขย้อน" เอาใบไผ่ที่จับเสมหะในลำคอออกมาดังภาพที่แสดงข้างล่างนี้ (เหมือนเขียนรายงานส่งคุณครูตอน ม.1 เลยเนอะ 5555+)


อิ่เจ๊ไม่รอช้าฮ่ะ รีบคว้ากระดาษชำระไปโกยทิ้ง เช็ดให้แห้งแล้วหยอดยาฆ่าเชื้อโรคลงไปจึ๋งนึง (จริง ๆ เป็นเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรคของอิ่เจ๊ที่อิ่เจ๊พกไปเอง)  เช็ดถูเป็นวงกลมบริเวณนั้น หวังไว้ในใจว่า การเช็ดถูเป็นวงกลม จะทำให้เชื้อโรคที่ออกมาพร้อมเสลดมึนงง หมดฤทธิ์ที่จะติดต่อกับแมวตัวอื่นๆ โดยเฉพาะยัยกะทิต่อไป

พอขย้อนเอาเสลดออกมาได้บ้างปั๊บ โกกิก็เริ่มกินข้าวได้ฮ่ะ..


คงเหมือนนคนแหละเนอะ เจ็บคอ มีเสลด เป็นไข้ ขรี้ไม่ออก(อันหลังนี่อิ่เจ๊ละ) พอได้กินยา ได้ตัวช่วยที่ทำให้คอโล่งขึ้น ก็หิว..อยากกินขึ้นมาทันที

กินเสร็จพี่หน่องก็มาพอดี..ผลเหรอคะ หึหึ..ไปอ้อนพี่หน่องซะงั้น (พี่หน่องรักค่ะ กอดรัดฟัดเหวี่ยง จุ้บ ๆ กันทุกวัน)


มีการแอบไปนอนด้วยเป็นพัก ๆ .. คิดว่าคงพยายามฝันถึงเลขเด็ดเอามาบอกอิ่เจ๊เพื่อเป็นค่าหมอ


โถ...ลำตัวซูบผอมเป็นก้อน ๆ เชียว น่าสงสารนิ...(ใช่เหรอ).... T^T

ตอนนี้ก็ต้องอาศัยพี่ ๆ ที่ออฟฟิศช่วยกันป้อยยาค่ะ อิ่เจ๊กังวลมากหน่อย เพราะกรงของกะทิกับโกกิไม่ค่อยจะพ้นละอองฝนชื้นๆ เลย ขนาดอยู่ใต้ตึกมีหลังคาคลุมตลอดนะคะนี่ แต่เนื่องจากที่ตึกเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่มีใต้ถุนสูง ดังนั้นอาคารหลังนี้ก็เลยมีลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา ยิ่งช่วงไหนฝนตก ลมจะแรงเป็นพิเศษ และไอ้ลมนี่ล่ะที่พัดเอาละอองเล็ก ๆ ของฝนเข้ามาใส่กรงด้วย ก็ได้แต่พยายามหาวิธีกันฝนให้ เวลาฝนตกก็เที่ยวโทร.บอกลูกน้องที่อยู่โยงเฝ้าตึกให้คอยดูว่าละลองฝนถึงกรงมั้ย หาอะไรต่อมิอะไรมาปิดกรงให้ สงสัยวันนี้คงต้องเพิ่มมาตรการให้ความอบอุ่นกันใหม่ เพราะอาการเย็นลงทุกที

แล้วจะเก็บภาพกีฬามัน ๆ วันเป็นหวัดของยัยโกกิมาฝากกันใหม่นะคะ

เจอกันกับไดอารี่บล็อกยัยกะทิคราวหน้าค่ะ





วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อโกกิเป็นหวัด


เท่าที่จำความได้ ตั้งแต่ยัยโกกิมาอยู่ด้วยกันนี่ นี่เป็นหวัดที่สองของยัยตัวดีแล้วฮ่ะ

ครั้งแรกเมื่อตอนมาอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ ก็ราว ๆ สักหนึ่งขวบปีก่อนได้ ระหว่างที่โกกิอยู่ในช่วงกักกันโรค (เวลาเอาแมวใหม่เข้ามาในบ้าน ต้องพยายามทำวัคซีน+กักโรคไว้สักระยะก่อนเอาไปรวมกับแมวเก่าของเรานะคะ เพื่อให้แน่ใจว่า แมวใหม่จะไม่เป็นพาหะนำเชื้อโรคต่างๆ มาติดแมวที่เลี้ยงในระบบปิดของเราอีกทอดหนึ่ง) ยังไม่ทันจะได้เอาไปรวมกับพี่กะทิในกรงเลย เช้าวันนึง......อิ่เจ๊ก็สังเกตุว่าโกกิไอ...

คราวนั้นโกกิยังเล็กฮ่ะ สักสามเดือนหน่อย ๆ ได้มั๊ง พอรู้ตัวน่าจะติดหวัด อิ่เจ๊ก็เผ่นแน่บพาโกกิไปหาหมอ ก็พี่หมอตูนที่เปิดคลินิคอยู่หน้าตึกแหละ ซึ่งแน่นอนว่า คราวนั้นต้องกินยากันเป็นแรมเดือน แถมยังต้องขังกรงแยกกับพี่กะทิจนกว่าจะหายดีซะอีกด้วย เพราะไอ้เจ้าไข้หวัดของแมวตัวนี้ติดกันได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะทางลมหายใจ,อาหารการกิน,น้ำมูก,น้ำลาย,น้ำตา เรียกว่าเดินเฉียดกันแค่หน่อยนึงเชื้อไวรัสก็กระโดดเกาะขาหน้าของอีกตัวได้ละ T^T (อุปมาคล้ายอีโบล่าแมวยังไงยังงั้น แต่ดีที่รักษาได้ อัตราการตายต่ำกว่าหลายร้อยเท่า)

เค้าป่วยแหละตะเอ๊งงงง....

คราวนี้อาการหวัดมันกลับมาอิ่ตอนหน้าฝนตกชุกๆ พอดีฮ่ะ ด้วยความที่กรงของสองสาวอยู่ใต้ตึก ดังนั้น จึงมีลมพัดผ่านค่อนข้างแรง แถมบางช่วงที่ฝนตกอิ่เจ๊สันนิษฐานว่า คงจะมีละอองฝนปลิวตามแรงลมมาใส่กรงบ้างล่ะ ผลหรือคะ..ยัยโกกิที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแมวที่บึกบึนที่สุดในบ้าน ป่วยเป็นไข้หวัดซะจนได้

ตอนแรกอิ่เจ๊ก็ไม่แน่ใจหรอกฮ่ะ แม๊....ก็มีอย่างเหรอ..เลี้ยงระบบปิดแท้ ๆ ไอ้ไข้หวัดตัวดีมันจะตะกายมาจากไหนฟระ แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองที่เพิ่งป้อนยาถ่ายพยาธิให้สองสาวกันไป ซึ่งแทนที่จะทำให้กินเก่งอ้วนพีขึ้น ยัยโกกิกลับกินน้อยลง ๆ ๆ แถมซึมลง ๆ ๆ ซะอย่างนั้น ต่างกับพี่กะทิ ที่กินเป็นพายุบุแคม กินแบบทำลายล้าง กินแบบแอดว้านซ์ขั้นสูงสุด >.<

อิ่เจ๊ก็พยายามคิดในแง่ดีฮ่ะ ว่าคงเป็นเพราะฤทธิ์ของยาถ่ายพยาธิกระมัง มันคงเบื่ออาหารไป 2-3 วัน แต่จนแล้วจนรอด 4 วันก็แล้ว 5 วันก็แล้ว มันก็ยังกินน้อยเช่นเดิม แถมหนักข้อเข้าไปใหญ่ตรงที่ปกติจะมาเล่นนัวเนียกับอิ่เจ๊เป็นประจำ กลับหมางเมินเหมือนโกรธกันเรื่องอิ่เจ๊ปันใจไปให้แมวจรหลังบ้าน (จริง ๆ ตั้งใจจะเล่าเรื่อง "ไอ้หนมปัง" ต่อฮ่ะ แต่เอาไว้ก่อนเนอะ)

หนูซึมนะเจ๊...ไม่ได้ง่วงอย่างที่เจ๊เข้าใจอ่ะ !!

เมื่อวานนี้อิ่เจ๊เพิ่งแน่ใจอ่ะ ว่าโกกิมันโดนหวัดแดร่กเข้าให้แล้ว สถานการณ์การรับรู้ก็ไม่มีไรมากฮ่ะ ด้วยความที่กังวลเรื่องโกกิซึม กินน้อยอยู่ ก็เลยพยายามสั่งลูกน้องที่ตึกให้คอยสังเกตอาหาร ไม่ค่อยกินอาหารก็เที่ยวไปหาไข่ต้มมาบิเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กิน ลูกน้องก็ดีใจหาย..ช่วยดูแลให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ปัญหาก็คือ ก่อนหน้านั้นมันไม่มีอาการที่ส่อว่าจะเป็นหวัดให้เห็นชัด ๆ ไอก็ไม่ไอ ตาก็ไม่แฉะ (แต่อิ่เจ๊สังเกตเห็นขอบตามันแดง ๆ ปริ่มๆ น้ำตามาตั้งแต่วันก่อน) ลูกน้องก็เลยบอก..ไม่เป็นไรม้างงง..พี่แหม่ม มันคงเบื่ออาหารเฉยๆ แหละ

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น.....เช้าวันก่อนอิ่เจ๊เข้าออฟฟิศไวกว่าปกติเล็กน้อย และเดินไปไขกุญแจจะพาสองสาวเข้าออฟฟิศมากินข้าว มาวิ่งเล่นเหมือนเคย แต่พอไขกุญแจเท่านั้นล่ะ ยัยโกกิที่นอนเอาคอพาดตะกร้าอยู่ในกรง ก็หันมาสบตาด้วยแววตาตัดพ้อ

จากนั้น...ภาพเก่า ๆ ที่เคยเห็นเมื่อปีก่อนโน้นก็กลับมาอ่ะ....

โกกิมันไอ !!!....(หนูเปื่อย ๆ เห็นป่ะ หนูไอ หนูไอ !........เหมือนโกกิมันจะบอกงั้น)

ให้ตายดิ่..เหมือนมันจะตั้งใจไอให้อิ่เจ๊เห็น เพราะมันหันมาสบตา แล้วส่งเสียง "ครึิด ครึ้ดดด...ครึก ครึกก.." อยู่ในลำคอเหมือนเด็กมีเสลดและเป็นหวัด...ส่งผลให้อิ่เจ๊ยืนสตั๊นไปสามวิ ก่อนจะรีบคว้าตัวยัยกะทิออกจากกรงไปโยนไว้ในออฟฟิศ ล็อกกุญแจห้อง แล้วกลับมาคว้ายัยโกกิอุ้มขึ้นบ่าวิ่งแน่บไปหาหมอตูนที่คลินิกหน้าบ้าน

"หมอคะ...พี่สงสัยว่าโกกิมันเป็นหวัด" หมอตูนมองหมูขนสีขาวที่ถูกอุ้มพาดบ่าด้วยสีหน้างง ๆ

"อาการมันเป็นไงคะพี่"

"มันไอค่ะ (ข้อนี้เจ๊แน่ใจ !) ไม่ค่อยกินข้าวมา 4-5 วันละ ตอนแรกนึกว่าเพราะป้อนยาถ่ายพยาธิ (ข้อนั้นอิเจ๊ไม่ค่อยมั่นใจ) ก็พยายามจับตาดู แต่ผลปรากฎว่าเมื่อวานขอบตามันเริ่มแดง ๆ ซึม แล้วก็ไอด็อกแด็กเมื่อตะกี้นี้อ่ะ"

หมอตูนรับตัวโกกิจากบ่าเข้าไปวางบนโต๊ะตรวจไข้ คลำดูหลอดลมโกกิแป๊บนึง ซึ่งไอ้เจ้าโกกิก็ทำท่าขย้อนไอให้เห็น...เรียกว่าโชว์ออฟอาการเต็มที่ งานนี้หมอตูนก็เลยถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันมาบอกอิ่เจ๊ว่า

"หลอดลมอักเสบค่ะ ถ้าลงปอดก็จะกลายเป็นปอดบวม อันตรายนะคะ นี่ก็เรียกว่าเป็นหวัดล่ะ เดี๋ยวหมอฉีดยากับให้ยาไปกินนะคะ พี่แหม่มต้องแยกกะทิกับโกกินะ ไม่งั้นกะทิจะติดด้วย"

ครือออ..น้องหมอคะ มันอยู่ด้วยกันมาเป็นอาทิตย์แล้วค่ะ กินด้วยกัน นอนด้วยกัน เกือบ 24 ชั่วโมง กะทิยังปกติดีทุกอย่าง ถ้ามันติดป่านนี้มันคงติดไปแล้วมั๊งคุณหม๊อออ...

"หรือถ้าไม่แยกก็ต้องคอยสังเกตอาการค่ะ ว่าติดด้วยมั้ย จะได้เอามาหาหมออีกตัว"

"คงแยกลำบากค่ะ เพราะไม่มีอุปกรณ์สำรองสำหรับแยกกรงเลย ขังรวมได้มั้ยคะ แล้วขอยาแก้หวัดหมอไปให้กะทิด้วย"

"แต่ถ้าไม่มีอาการ กินยาไปก็เปล่าประโยชน์นะคะ" เฮ้ย..หมองกโว้ย ไม่ยอมจ่ายยาสำหรับกะทิด้วย อิ่เจ๊หน้าบูดเป็นตรูดลิง ปานประหนึ่งเสี้ยนยา(แก้หวัด)ซะเอง

"ยาแก้หวัดแบบที่เคยให้กะทิกินกันไว้คราวก่อนก็ได้ค่ะ" อิ่เจ๊ตื๊อ..

"อือ์ม..ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวจ่ายยาแก้หวัดให้กะทิกินตัวนึง ส่วนโกกิ เดี๋ยวหมอฉีดยาฆ่าเชื้อให้เข็มนึง ยาแก้อักเสบอีกเข็ม แล้วก็มียาละลายเสมหะกับยาฆ่าเชื้อ,ยาแก้หวัด ไปให้กินครบชุดนะคะ"

สรุปว่างานนี้อิ่เจ๊โดนไป 500 บาทขาดตัวฮ่ะ.....จริง ๆ แล้วไม่ได้ยี่หระเรื่องเงินหรอก พอมีจ่ายอยู่แล้วสำหรับเรื่องแบบนี้ แต่กังวลเรื่องความปลอดภัยของมันเท่านั้น โชคดีที่มีคลินิคหมอมาตั้งหน้าบ้าน ไม่งั้นคงได้เผ่นแน่บพาแมวเข้าเมืองกันแบบทุลักทุเลแน่ๆ

ยาวแระ.....เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังต่อตอนหน้านะคะ..วันนี้ขออาบน้ำไปดูอาการสองแสบก่อนค่ะ ว่าเป็นไงบ้าง เย็น ๆ จะกลับมาอัพเดทอาการให้ฟังนะคะ

ปล.1 ผลของการป่วยในครั้งนี้ทำให้อิ่เจ๊รู้ น้ำหนักตัวโกกิเป็นครั้งแรก...โกกิหนัก 4.1 กิโลกรัมนะคะ คาดว่า น้ำหนักตัวคงลดลงบ้างแหละ เพราะกินข้าวน้อยลงมาเป็นอาทิตย์ T^T ไม่เป็นไร เดี๋ยวหายแล้วเจ๊ขุนใหม่ก็ได้เนอะ

ปล.2 เจ้าไอซ์และเจ้าหน่อง ถ้าเข้ามาอ่าน อย่าลืมป้อนยาน้องด้วยนะ สั่งมันตรงนี้ดื้อ ๆ เลยแหละ 5555+




วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับสัตว์ที่มีอาการฮีทสโตรก


3 ตอนที่ผ่านมาแอดมินได้นำเอาข้อควรระวังสำหรับสัตว์เลี้ยงที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตในกรณีที่เกิดภาวะ ฮีทสโตรก Heat stroke หรือสภาวะที่ร่างกายของสัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิสะสมภายในร่างกายสูงเกินกว่าปกติมากเกินไป อันเนื่องมาจากอากาศที่ร้อนระอุภายนอกหรือการได้รับยาบางอย่างน่ะนะคะ วันนี้เราจะมาดูกันค่ะ ว่าในสภาพที่อากาศร้อนจัดของเมืองไทยแบบนี้ หากสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มมีอาการของฮีทสโตรก เราจะมี วิธีปฐมพยาบาล เบื้องต้นกันได้อย่างไรบ้าง



  1. หากสังเกตว่าสัตว์เลี้ยงของเรามีอาการตัวร้อน ใบหูร้อน เส้นเลือดที่ใบหูขยาย เดินโซเซ หายใจลำบาก หัวใจเร็ว รัว หอบ หายใจเสียงดัง หรือหายใจทางปาก นั่นแสดงว่าสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มมีอาการฮีทสโตรกแล้วค่ะ วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอันดับแรกก่อนพาไปหาสัตวแพทย์ ก็ควรที่จะย้ายสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ที่เย็นกว่าเดิม เปิดพัดลมส่ายเบา ๆ เพื่อระบายอากาศและความร้อน ไม่ควรเปิดแอร์หรือนำตัวไปอยู่ในที่ที่เย็นเร็วเกินไปเพราะอาจทำให้สัตว์ช็อคได้
  2. นำผ้าขนหนูมาชุบน้ำ บิดให้แห้งหมาด จากนั้นเช็ดตัวระบายความร้อนให้สัตว์เลี้ยง น้ำที่ใช้ชุบผ้าขนหนูควรเป็นน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิปกติหรือเย็นกว่าปกติเพียงเล็กน้อย ค่อยๆ เช็ดบริเวณใบหูและขาหนีบ เพื่อระบายความร้อนให้
  3. นำน้ำใส่กระบอกสเปย์ แล้วสเปย์ละอองน้ำบริเวณที่สัตว์อยู่เพื่อลดความร้อน
  4. ป้อนน้ำเย็น หรือหาน้ำเย็นกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อยให้ดื่ม โดยค่อย ๆ ให้ดื่มทีละน้อยเพื่อลดอุณหภูมิภายในร่างกาย อย่าป้อนน้ำเย็นจัดให้สัตว์เลี้ยงนะคะ เนื่องจากอาจทำให้สัตว์เลี้ยงช็อคได้
  5. หากอาการไม่ดีขึ้น หรือยังมีอาการซึม อุณหภูมิภายในร่างกายยังสูงอยู่ ควรรีบนำตัวส่งสัตวแพทย์โดยด่วนค่ะ เนื่องจากภาวะฮีทสโตรกนี้ร้ายแรงถึงขั้นทำให้สัตว์เสียชีวิตได้เลยทีเดียว


ดังนั้นในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ก็อย่าลืมดูแลและสังเกตอาการของสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราด้วยนะคะ เพื่อไม่ให้สัตว์เลี้ยงของเราเกิดภาวะฮีทสโตรกจนอาจทำให้เกิดความสูญเสียโดยไม่คาดคิดนั่นเองค่ะ




อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

การป้องกันการเกิดภาวะ Heat Stroke ในสัตว์เลี้ยง


ไดอารี่ของสองแสบเมื่อสองตอนที่แล้ว อิ่เจ๊เอารายละเอียดและการดูแลสัตว์เลี้ยงของเราไม่ให้เกิดภาวะ ฮีตสโตรก หรือ Heat Stroke อันเป็นภาวะที่สัตว์เลี้ยงของเราเกิดมีอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพอากาศร้อนจัดภายนอกหรืออันเนื่องมาจากการได้รับยาบางชนิดกันไปแล้วน่ะนะคะ วันนี้เราจะมาดูวิธีการป้องกันไม่ให้สมาชิกตัวจ้อยของเราเกิดภาวะฮีตสโตรกกันค่ะ เรามาดูวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้น้องหมาน้องแมวหรือสัตว์เลี้ยงของเราปลอดภัยจากภาวะฮีตสโตรกกันนะคะ


อันดับแรกเลยของการ ป้องกันภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง เราต้องเข้าใจกันก่อนค่ะ ว่าภาวะนี้ส่วนใหญ่แล้วสืบเนื่องมาจากสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดจนทำให้อุณหภูมิในร่างกายของสัตว์เลี้ยงของเราสูงเกินปกติตามไปด้วย ซึ่งภาวะเช่นนี้แน่นอนว่าอันตรายถึงชีวิตของสัตว์เลี้ยงของเราได้เลยทีเดียว ดังนั้น การป้องกันอันดับแรกที่ควรจะทำก็คือ การดูแลเรื่องตำแหน่งที่ตั้งกรงของสัตว์เลี้ยงค่ะ กรงของสัตว์เลี้ยงที่เราให้เค้าอยู่นั้น ต้องตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีแดดส่องและมีลมพัดผ่านพอสมควร หากเลี้ยงในระบบห้องปิด ควรติดตั้งแอร์หรือมีพัดลมส่ายเบา ๆ เพื่อให้อากาศได้หมุนเวียนถ่ายเทบ้าง (แต่ไม่ควรใช้วิธีเปิดพัดลมจ่อกรงนะคะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเพิ่มอาการไข้หวัดให้สัตว์เลี้ยงของเราไปซะอีก


นอกจากนี้แล้ววันไหนที่มีอากาศร้อนกว่าปกติ ก็ควรย้ายกรงไปไว้ในทีีที่มีอากาศเย็นกว่าเดิมค่ะ ควรหากระเบื้องปูพื้นสักแผ่นไปวางแช่น้ำแล้วนำไปวางไว้บนพื้นให้เค้าได้เอาพุงไปนอนทับเย็น ๆ หรืออาจะเอาขวดใส่น้ำไปแช่เย็นให้เป็นน้ำแข็ง แล้วนำไปตั้งให้เค้าได้พิงระบายความร้อนก็ได้ บางบ้านหากสามารถหากระถางดินเผาหรือโอ่งดินเผาได้ ก็ให้นำเอาน้ำแข็งใส่ลงไปในในโอ่ง,อ่าง แล้วนำไปตั้งให้เค้านอนอิงก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เค้าเกิดอาการฮีตสโตรกได้


สำหรับสองแสบเอง ถ้าวันไหนอากาศอบอ้าวเกินทน อิ่เจ๊จะอาบน้ำให้สองแสบค่ะ หลายครั้งที่จะใช้วิธีบ้าน ๆ คือนำผ้ายืดเก่า ๆ ไปชุบน้ำ บิดให้แห้งหมาดแล้วปูบนพื้นให้สองแสบนอน ซึ่งจะเป็นการช่วยคลายร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย ในส่วนของตัวกรงของสองแสบเอง ตั้งอยู่ในที่โล่งที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่รอบด้านเป็นพื้นปูน ก็เลยมักจะมีอาการที่พื้นคลายความร้อนระอุ ๆ ขึ้นในมาภาคบ่ายเสมอ ดังนั้นอิ่เจ๊ก็เลยต้องใช้สายยางฉีดน้ำราดพื้นปูนใต้กรงและบริเวณรอบกรงสองแสบสัก 2-3 รอบด้วยน่ะนะคะ เพื่อให้อากาศร้อนที่สะสมบนพื้นปูนคลายตัวลง ทำให้อากาศเย็นไหลเวียนเข้ามาแทนที่ ซึ่งด้วยวิธีนี้ ก็สังเกตว่าสองแสบไม่หอบแฮ่กเหมือนเคยอ่ะ ถือว่าช่วยได้เยอะ..แต่ยังไงก็สงสานอยู่ดีแหละเนอะ ต้องคอยนั่งมองให้กำลังใจสองแสบก่อนกลับบ้านทีละนานๆ ทุกวันเลย >.<


ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มมีอาการฮีตสโตกกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

อาการของภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง


เมื่อวานนี้เราคุยกันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ เกี่ยวกับการเกิดสภาวะ ฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง หรือสภาวะที่สัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นจนอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหากเจ้าของไม่ได้สังเกตและช่วยแก้ไขได้ทันท่วงที เนืิ่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่บ้านเรามักจะมีอากาศที่ร้อนจัดทำให้สัตว์เลี้ยงหลายชนิดที่มีขนดกหนา หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง และมีการระบายความร้อนออกจากร่างกายไม่ทัน เกิดอาการช็อคจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันค่ะ ว่าอาการที่บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงของเรานั้น มีอาการแรกเริ่มของการเป็นฮีตสโตรกมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รีบแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีน่ะนะคะ

โกกิเล่นเยอะไปหน่อยค่ะ เลยเจอกับฮีตสโตรกเล็กๆ เข้า ต้องหายใจทางปากเลย
อาการของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในภาวะฮีตสโตรกนั้น ในระยะแรกๆ ที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ เมื่อเราจับตัวสัตว์เลี้ยงจะรู้สึกว่าสัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าในภาวะปกติค่ะ นอกจากนั้นก็จะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น หายใจถี่ขึ้น ชีพจรเต้นอ่อนลง และจะมีเหงื่อออกมาก หากเราไม่ช่วยลดอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยงของเราในช่วงนี้ อาการก็จะเริ่มมากขึ้น โดยจะไม่มีเหงื่อไหลออกมาเลย หายใจตื้นไม่เป็นจังหวะ ชีพจรเต้นเร็วมากและอ่อน สุดท้ายก็อาจถึงขั้นชักและเข้าสู่อาการโคม่าในที่สุด ซึ่งอาการเช่นนี้เราเรียกว่าเป็นการช็อคจากความร้อนที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองน่ะนะคะ

ดังนั้นหากจะแบ่งอาการของภาวะฮีตสโตรกให้ชัดเจนตามระดับความรุนแรงและอันตรายแล้ว เราจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับด้วยกันค่ะ

นั่นคือ ระดับทีี่ 1 สัตว์จะมีอาการตัวร้อน ใบหูร้อน เดินโซเซ หายใจลำบาก หายใจเร็ว รัว หอบ หายใจเสียงดัง หายใจทางปาก เส้นเลือดที่ใบหูขยาย หากวัดอุณหภูมิดู อุณหภูมิร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ซึ่งควรรีบลดอุณหภูมิร่างกายให้สัตว์นะคะ เพราะหากอุณหภูมิร่างกายเกิน 40.5 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าอาการของสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มหนักแล้ว

ระดับที่ 2 ของภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยงที่อันตรายกว่าระดับที่ 1 ก็คือ สัตว์เลี้ยงของเราจะมีอาการจมูกเปียก น้ำลายไหลยืด กระสับกระส่าย หรือหงอยไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นใดๆ อย่างผิดปกติค่ะ หากปล่อยไว้โดยไม่รีบดูแลรักาา ก็จะเริ่มมีน้ำลายไหลเปียกแฉะไปทั้งจมูก ปาก คาง หน้าอก จากนั้นก็อาจถึงขึ้นช็อค ชักเกร็ง ซึ่งหากถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนใหญ่คุณหมอมักแจ้งว่ามีอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 90% เลยทีเดียว ซึ่งเราก็ควรที่จะคอยสังเกตอาการและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงของเราให้ดี ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้นะคะ

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูวิธีการรักษาอาการฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยงและการป้องกันกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้านะคะ


อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

ภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke) ในสัตว์เลี้ยง


ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ อากาศแถวเมืองอินดี้ (ที่วันไหนอยากจะเป็นจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่างก็เป็น หรือนึกอยากจะเป็นภาคกลางตอนบนก็เป็น) แถวนี้ ร้อนตับแทบแตกฮ่ะ

ร้อนมากจนถึงขั้นที่ว่าตอนนี้ผิวสีไข่ไก่ของอิ่เจ๊ได้เกือบจะแปรสภาพไปเป็นสีของไข่เยี่ยวม้าเข้าไปทุกทีละ T^T ต่อให้ไวเทนนิ่งที่มีแสนยานุภาพมากมายขนาดเขย่ากระเป๋าตังค์อิ่เจ๊มากมายแค่ไหนก็ยังเอาไม่อยู่

ร้อนๆ แบบนี้อย่าว่าแต่คนที่อยากจะนอนแช่โอ่งน้ำมันทั้งวันเลยฮ่ะ แม้แต่สัตว์เลี้ยงของเราก็พลอยได้รับอานิสงฆ์ของความร้อนกันโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่่งไอ้เจ้าสองแสบที่ตึก ที่วันๆ เอาแต่นอนเกลือกกลิ้งผึ่งลมผึ่งพุงกันถ้วนหน้า แถมบางวันที่อากาศร้อนจัดแล้วอิ่เจ๊คึก..ชวนเล่นไม้ตกแมว ก็เล่นเอาสองแสบหอบแฮ่ก ๆ อ้าปากลิ้นห้อยระบายความร้อนภายในตัวกันถ้วนหน้ากัน


เพิ่งมารู้ทีหลังฮ่ะ ว่าอากาศร้อนๆ แบบนี้ชวนแมวเล่นแบบหนักหน่วงไม่ได้นะ เนื่องจากจะทำให้อุณหภูมิภายในตัวแมว(หรือสัตว์เลี้ยงของเราประเภทอื่น)สูงขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน และทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ภาวะฮีทสโตรกในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ภาวะที่ว่านี้ ไม่เป็นผลดีกับหมู หมา กา ไก่ ม้า แมว หรือแม้แต่ลิงที่เราเลี้ยงอยู่แน่ๆ

แล้วไอ้ภาวะฮีทสโตรกที่ว่านี่คืออะไร? ทำไมอิ่เจ๊ถึงบอกว่ามันอันตรายกับสัตว์เลี้ยงของเรานัก วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับภาวะที่ว่านี้ พร้อมทั้งวิธีป้องกันและบรรเทาอาการเบื้องต้นหากเกิดภาวะฉุกเฉินกับสัตว์เลี้ยงของเรากันค่ะ

ภาวะ ฮีทสโตรก ในสัตว์เลี้ยง ไฮเปอร์เทอเมีย Hyperthermia หรือ ฮีทสโตรก Heat Stroke ก็คือภาวะที่ สัตว์เลี้ยงของเรามีอุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้น อันเนื่องมาจากร่างกายได้รับความร้อนภายนอกมากขึ้นหรือร่างกายเกิดความร้อนภายในมากเกินไปอันเนื่องมาจากการระบายความร้อนจากร่างกายน้อยลงนั่นเองฮ่ะ

สาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงของเราเกิดภาวะฮีตสโตรกนั้น มีได้หลายอย่างด้วยกันนะคะ หลักๆ แล้วก็คือ เกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงของเราได้รับอากาศร้อนจัดภายนอกเป็นเวลานานๆ อย่างเช่นฤดูร้อนหน้าแหกของเมืองไทยเช่นนี้ หรือเกิดจากการที่เราให้สัตว์เลี้ยงของเราออกกำลังมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความชื้นในอากาศสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสัตว์เลี้ยงของเรามีขนหนา และอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศได้ไม่ดีพอ ก็เกิดภาวะฮีตสโตรกได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะที่สัตว์เลี้ยงของเราอ้วนเกินไป หรือเกิดจากการให้ยาบางชนิดเช่นยาระงับประสาทก็ยังได้ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงของเราโดยที่เรารู้ไม่เท่าทันแล้ว โอกาสที่เกิดอัตรายถึงชีวิตก็มีได้สูงทีเดียว

แล้วอาการของโรคฮีตสโตรกนี้มีอะไรบ้างล่ะ ในตอนห้าของบล็อกยัยกะทิเราจะมาดูข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมรบกับอาการของโรคฮัตสโตรกในสัตว์เลี้ยงของเรากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้าค่ะ


อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล





วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

โรค FIP โรคร้ายที่รักษาไม่หายของน้องแมว


นึกอยู่นานว่าจะจั่วหัวเรื่องไดอารี่ของสองแสบว่าจะไดดี..

เอาเป็นว่าสืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้แอดมินเปิดเฟสของแอดมินน่ารักแห่ง เจ้าขาวเดอะแคท ซึ่งมีมวลมหาประชาแมวชุมนุมอยู่อย่างมีความสุขในบ้านสิบกว่าตัวขึ้นมาอ่านตามปกติฮ่ะ

จริง ๆ แล้วเพจแมวเพจนี้เป็นหนึ่งในเพจโปรดของแอดมิน เพราะเจ้าของเพจแกมีแมวเยอะมว้ากกก..แถมแมวแต่ละตัวก็ล้วนแล้วแต่มีสีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ (ขอแรงมาทุบแอดมินแหม่มหน่อย)โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่ขาว ซึ่งเป็นแมวที่พิการ ขาหลังเสีย จนคุณเจ้าของต้องดูแลเป็นพิเศษหลายอย่าง แต่เชื่อมั้ย ว่าแมวทุกตัวของคุณเจ้าของคนนี้ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดมา


ภาพจากเพจ เจ้าขาวเดอะแคท
เมื่อเดือนที่แล้วอิชั้นจำได้คร่าว ๆ ว่า แอดมินแห่งเพจเจ้าขาว พบเจอกับความสูญเสีย ต้องเสียน้องแมวตัวโปรดตัวหนึ่งไปด้วยโรค FIP ฮ่ะ เจ้าโรคนี้แอดมินไปอ่านเอาความรู้มามั่งแล้ว ขอสรุปโดยย่นย่อให้ฟังสักเล็กน้อยก็ละกันนะคะ ว่ามันเป็นโรคที่มีชื่อไทย ๆ ว่า โรคช่องท้องอักเสบติดต่อ และแหงล่ะ....ขึ้นชื่อว่าติดต่อมันก็คือ โรคที่ติดต่อกันได้ในแมวชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแล้ว นอกจากจะรักษาไม่หายยังติดต่อไปยังแมวตัวอื่น ๆ ที่ใช้ชีวิต,ของใช้ ร่วมกันได้อีกด้วย

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Coronavirus ฮ่ะ ซึ่งไอ้เจ้าเชื้อไวรัสชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายน้องแมวแล้ว ระยะแรกจะไม่แสดงอาการป่วยให้เจ้าของเห็นแต่อย่างใด (ซึ่งระหว่างนั้น น้องแมวตัวที่เป็นก็จะกลายเป็นพาหะนำโรคไปติดตัวอื่น ๆ จากการใช้กระบะทราย,ชามน้ำ,ชามอาหาร ร่วมกันได้ด้วย) โน่นล่ะ กว่าอาการจะแสดงออกมาก็มักจะอยู่ในระยะท้าย ๆ หรือที่เรียกว่าเกือบเพียบแปร้จนเจ้าของเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติแล้วนั่นเอง

อาการโดยทั่ว ๆ ไปที่มักจะพบในน้องแมวที่ป่วยด้วยโรค FIP นี้ก็คือ อาการท้องเสีย,มีไข้,ตาอักเสบ และมักจะมีอาการอื่น ๆ ตามมาสมทบได้อย่างรวดเร็วขึ้นอยู่กับว่า น้องแมวป่วยเป็นโรค FIP ชนิดไหน (มีทั้งแบบแสดงอาการแบบเปียกและแบบแห้ง)

ปัจจุบันยังไม่มีอาการตรวจวินิจฉัยที่ให้ผลร้อยเปอเซ็นต์ว่าน้องแมวป่วยเป็นโรคนี้ฮ่ะ โดยเฉพาะหากน้องมีอาการป่วยแบบแห้ง ซึ่งการตรวจโดยทั่วๆ ไปนั้นมักจะตรวจจากอาการ,ประวัติ และตรวจจากห้องปฏิบัติการโดยใช้การตรวจผลเลือด,ตรวจหาเชื้อจากชุดตรวจสำเร็จรูป และการตรวจอาการของโรคอื่น ๆ ประกอบ

ซ้ำร้ายกว่านั้น โรคนี้นอกจากเป็นง่าย ติดง่ายแล้ว ยังไม่มีวิธีรักษาด้วยอ่ะนะคะ ซึ่งเมื่อมันไม่มีวิธีรักษา ความเสี่ยงในการเสียชีวิตของน้องแมวที่เป็นโรคนี้ก็พูดได้ว่าเกือบจะร้อยเปอเซ็นต์กันเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแมวว่าจะสามารถต้านทานโรคนี้ได้มากแค่ไหนและนานแค่ไหน (เรียกว่าเป็นแล้วเจ้าของต้องเตรียมใจสถานเดียว)

การป้องกันโรค FIP นั้นก็พอมีอยู่บ้างฮ่ะ แต่อาจจะไม่ได้ป้องกันได้แบบให้ผลเต็มร้อยนัก อย่างเช่น การพาน้องแมวไปทำวัคซีนแบบหยอดจมูก (ได้ผลในการป้องกัน 70%) และการเลี้ยงแบบระบบปิด เพื่อลดโอกาสติดเชื้อจากภายนอกบ้านจนเป็นพาหะนำมาติดตัวอื่น ๆ ภายในบ้าน นอกจากนั้นควรทำความสะอาดสถานที่อยู่อาศัยและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แมวใช้งานเป็นประจำ เช่นกระบะทราย,ชามน้ำ,ชามอาหาร ที่สำคัญคือ อย่าเลี้ยงแมวจำนวนมากไว้ในพื้นที่คับแคบหรือจำกัด เพื่อไม่ให้แมวเครียดจนภูมิคุ้มกันโรคต่ำ

และหากพบว่าน้องแมวตัวใดเป็นโรคนี้ ต้องแยกน้องแมวตัวนั้นออกจากแมวตัวอื่นโดยทันทีค่ะ แยกอุปกรณ์ใช้งานของแน้องแมวป่วยออกจากน้องแมวดี และต้องรักษากันไปตามอาการจนกว่าจะสิ้นสุดสภาวะโรค ซึ่งแน่นอนว่าโอกาสหาย..คงเรียกได้ว่า..ต้องทำใจมากกว่าน่ะนะคะ

ล่าสุด..แอดมินได้ข่าวจากเพจของ เจ้าขาวเดอะแคทมาอีกระลอกว่า..น้องแมวสีน้ำตาลสุดสวยแสนน่ารักอีกตัวติดโรคนี้เข้าด้วยแล้ว และแอดมินของเพจนั้นก็ต้องผจญกับความเศร้าโศกท้อใจอีกรอบหนึ่ง..ซึ่งในฐานะของคนเลี้ยงแมว รักแมวเหมือนกัน (แม้ว่ายัยกะทิกับยัยโกกิจะไม่ได้โด่งดังอะไรกับใครเค้า แหะๆ) แอดมินเข้าใจพวกเขานะ และรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างมาก เมื่อคืนถึงกับเก็บไปฝันตื่นขึ้นมาก็ครุ่นคิดหาหนทางป้องกันสองแสบให้ไกลห่างจากไอ้เจ้าโรคบ้าโรคนี้อย่างละเอียดกันเลยทีเดียว รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิด เมื่อคิดว่า...ก่อนรับยัยโกกิเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน ยัยโกกิได้รับการกักกันโรคอยู่ที่ร้านหมอตั้งเกือบสองอาทิตย์ แล้วยังมากักโรคอยู่ที่ตึกไม่ได้เลี้ยงรวมกับกะทิอีกเกือบเดือน ก็ยังนับว่าโชคดีที่ไม่มีอาการป่วยใด ๆ ให้เห็นนอกจากอาการหวัดที่สามารถรักษาได้แบบไม่ได้ยุ่งยากอะไรสักเท่าไหร่

ก็หวังว่าไดอารี่ของสองแสบในวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนรักแมวทุกคนด้วยน่ะนะคะ สำคัญที่สุดเลยก็คือ แมวของเราจะต้องมีความสุขและสุขภาพดี เพราะเค้าไม่ใช่แค่เพียงสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่เชื่อว่าในใจของเจ้าของแมวทุกคน แมวทุกตัวบนโลกใบนี้ก็เปรียบเสมือนเด็กน้อยในครอบครัวที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้หัวใจเราชุ่มชื่นมีความสุขอยู่เสมอ

ขอเป็นกำลังใจให้แอดมินของเพจ เจ้าขาวเดอะแคท และขอให้น้องแมวทุกตัวบนโลกใบนี้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ขอให้วงการสัตวแพทย์สามารถหาวิธีรักษาโรคร้าย ๆ ของน้องแมวได้ในเร็ววัน..แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


ปล.เขียนไดอารี่เรื่องนี้จบ เพิ่งทราบข่าวตะกี้ว่าน้องแฮปปี้แมวของคุณเจ้าของเพจ เจ้าขาวเดอะแคท จากไปแล้ว ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ ขอให้น้องแฮปปี้ไปวิ่งเล่นอยู่บนสวรรค์ หมดทุกข์หมดโศกหมดโรคหมดภัยเสียที หลับให้สบายนะแฮปปี้ T^T


วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โกกิหลังการทำหมัน


ผ่านมาได้ 11 วันแล้ว นับตั้งแต่จับยัยโกกิไปทำหมันที่คลินิคใกล้บ้าน ขอบอกว่า ณ.บัดนาว ไอ้กิมันแปรสภาพจากแมวธรรมดาเป็นแมวลิงเรียบร้อยแล้วค้าาาา.... T^T

หลาย ๆ คนที่เคยพาแมวไปทำหมัน อาจจะออกมาเคลมกันว่า แมวของตัวเองเรียบร้อยขึ้น ขี้อ้อนขึ้น อยู่ติดบ้านมากขึ้น เที่ยวน้อยลง ซึ่งจริง ๆ แล้วสำหรับเคสไอ้กิ อิชั้นว่ามันก็มีส่วนอยู่มั่งฮ่ะ แต่ก็ช่างเล็กน้อยต้อยตีวิดจั๊กนัก ไอ้ที่เห็นชัด ๆ ก็คงจะมีอย่างเดียว นั่นก็คือ การยอมให้อิชั้นจุ้บมั่ง กอดมั่ง แล้วก็มักจะเดินมาแด๊ะแด๋ทักทายอิชั้นบ่อยกว่าแต่ก่อน

ที่ผิดไปจากก่อนหน้าการทำหมันมีอีกอย่างนึงก็คือ พฤติกรรมการกินนั่นล่ะฮ่ะ โกกิกินอาหารเก่งขึ้น เทอาหารเปียกให้แป๊บเดียวแม่ฟาดเรียบ !! บางทีกินของตัวเองยังไม่ทันหมดดีเลย ยังมีหน้าเอาหัวไปดุน ๆ ไล่พี่กะทิจนพี่กะทิต้องหลีกทางให้น้องกินของตัวเองต่ออีกด้วย

ส่วนเรื่องแผลที่พุง เท่าที่สังเกตด้วยตาเปล่าก็แลดูเรียบร้อยดีน่ะนะคะ อิชั้นถอดเสื้อป้องกันการกัดแผลผ่าตัดให้ตั้งแต่วันที่ 9 ละ ก็ยังไม่มีอาการแทะแกะเกาแผลแบบผิดปกติแต่อย่างใด แต่ก็ไว้ใจไม่ได้ฮ่ะ ทุกครั้งที่มีคนไปเติมข้าวในกรงให้ อิชั้นก็มักจะสั่งให้ลูกน้องจับโกกิดูแลที่พุงบ่อย ๆ


อา...ในที่สุดความสงบก็กลับคืนสู่ออฟฟิศอิชั้นซะที (เหรอ ??!!.....) เรามาดูภาพยัยโกกิกับพี่กะทิหลังพักฟื้นมา 11 วันกันนะคะ







เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai




แจ่มใสขึ้นเยอะ


ความเดิมตอนที่แล้วโกกิกลับมาอยู่บ้านหลังถูกส่งไปทำหมันที่คลินิคหมอใกล้ตึกมา 3 วันแล้วฮ่ะ หุหุ

ช่วงครึ่งวันแรกที่รับโกกิกลับมา กะทิไม่ยอมเข้าหาน้องเลย เอาแต่ขู่แฟร่ด ๆ แถมพอน้องพยายามเข้าใกล้ก็ยังตบน้องโชว์อิ่เจ๊อีก เล่นเอาอิ่เจ๊เริ่มกลุ้ม ว่าแล้วคืนนี้ไอ้กิมันจะนอนในกรงรวมกับพี่กะทิได้มั้ยล่ะเนี่ย >.<

แต่ดูเหมือนว่าความรักน้องจะมีอานุภาพมากกว่ากลิ่นยาและกลิ่่นโรงหมอที่ติดตัวโกกิมาฮ่ะ เพราะพอตกถึงเย็น กะทิก็ยอมให้น้องเข้าใกล้ แถมพอแอดมินพาโกกิไปส่งที่กรง กะทิก็เลียหัวให้น้องอีกหลายแผล็บ แม้ว่าจะมีอาการตาโต ตีหางเหมือนไม่พอใจเป็นระยะ ๆ แต่คาดว่าก็คงเพราะเหม็นยาที่อิ่ตัวน้องนั่นล่ะ


ช่วงนี้เด็กกิต้องกินยาตามที่หมอสั่งฮ่ะ ยาที่หมอให้มามีสองซองด้วยกัน เป็นยาแก้ปวดซองนึง กับยาแก้อักเสบอีกซองนึง ตอนเช้ากินเฉพาะยาแก้อักเสบ ส่วนตอนเย็นกินทั้งยาแก้ปวดและแก้อักเสบ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่รับหน้าที่ป้อนยานี้ไม่ใช่อิ่เจ๊มันหรอก แต่เป็นลูกน้องที่ตึก ซึ่งรับหน้าที่นี้มาตั้งแต่ตอนโกกิเป็นไข้หวัดเมื่อหลายเดือนก่อนละ

สามวันผ่านไป อิ่เจ๊มันก็พาโกกิกลับไปให้หมอดูแผล โชคดีที่โกกิใส่เสื้อปิดพุงไว้ ก็เลยไม่เสี่ยงกับการกัดทึ้งแผลที่พุงตัวเอง สรุปว่าแผลยังอยู่ดีมีสุข เป็นอันว่าสามารถมาตัดไหมเปิดพุงโชว์ได้ในวันพฤหัสหน้าที่จะถึงนี้

เรื่องอาการซึมของยัยกิก็ดีขึ้นตามลำดับฮ่ะ จากวันแรก ๆ ที่หงอยเป็นแมวถ่านอ่อน พอล่วงเข้าวันที่สี่ คุณน้องก็เริ่มฤทธิ์เยอะ เริ่มช่วนพี่กะทิเล่น กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นั่นแหละ ทำเหมือนไม่เคยเล่นกันมาเป็นชาติ


ที่แปลกกว่าตอนก่อนหน้าที่จะพาไปทำหมันก็คือ อาการอ้อนอิ่เจ๊ฮ่ะ..โกกิอ้อนขึ้นมาก เรียกว่ากลับมาจากร้านหมอแล้ว อ้อนเก่งจนผิดกันไปคนละตัวเลยล่ะ กินข้าว-กินน้ำเสร็จ เป็นต้องโดดขึ้นมานั่งบนตัก แหงนหน้าเชิด ๆ ทำตาพริ้ม ๆ ให้อิ่เจ๊จุ๊บ ๆ ตะหมูกให้ บางวันหนักกว่านั้น ปีนขึ้นพนักพิงโซฟาด้านหลัง แล้วมาเลียหัวให้อิ่เจ๊แทนซะงั้น


สรุปว่างานนี้โกกิฟื้นตัวเร็วมากฮ่ะ นั่นอาจจะเป็นเพราะพื้นฐานของโกกิเป็นแมวที่แข็งแรงระดับหนึ่งอยู่แล้วก็ได้ อีก 2 วันจะได้ฤกษ์พาไปตัดไหมที่พุงออกน่ะนะคะ งานนี้จะได้ถอดเสื้อให้เลียขนแต่งเนื้อแต่งตัวตัวเองได้ซะที..^^ เข้าใจเลยนิ ว่าคงรำคาญอิ่เสื้อเหลืองตัวนี้แย่แล้วอ่ะ

แล้วกลับมาพบกันใหม่วันที่โกกิไปตัดไหมเรียบร้อยแล้วนะคะ :)


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai






วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กิกลับบ้านแล้วฮ้าป


เมื่อวานนี้ตั้งใจจะไปรับโกกิกลับจากคลินิคหมอหน้าตึก หลังจากพาไปนอนค้างอ้างแรมที่ร้านหมอเพื่ออดอาหารเตรียมผ่าตัดทำหมันซะหนึ่งคืน ยังไม่ทันจะยุรยาตรออกจากบ้านเลย แค่สาย ๆ เท่านั้น ลูกน้องที่ตึกก็โทร.มาละ

"พี่แหม่ม..หนูไปรับโกกิมาแล้วนะ.."

เฮ้ย..ไวค่อดดด..>.< หึหึ

คงต้องบอกว่าเป็นโชคดีของโกกิกับกะทิน่ะนะคะ ที่แม้ว่าจะต้องระเห็จมาใช้ชีวิตเป็นแมวหอพัก มีเวลาที่จะออกมาคลุกคลีตีโมงกับคนนอกรงแค่วันละ 2-3 ชั่วโมง แต่มันก็ได้รับความรักความเอาใจใส่จากคนรอบข้างอย่างเต็มที่ งานนี้คงต้องยกความดีความชอบให้กับพวกลูกน้องแอดมินแหละ ที่ไม่เคยรังเกียจรังงอน เวลาแอดมินไหว้วานให้ทำอะไรให้สองแสบเลยสักนิด

อิชั้นถามรายละเอียดคร่าว ๆ ลูกน้องไปฮ่ะ ได้ความว่าคุณหมอสั่งมาว่าให้เปลี่ยนอาหารเม็ดของสองแสบให้เป็นแบบ "กำจัดก้อนขน" ในกระเพาะและลำไส้ซะ เพราะตอนเช้าก่อนที่โกกิจะได้กลับบ้าน ดันอ้วกโชว์หมอ มีแต่ก้่อนขนออกมาเพียบเลย งานนี้อิ่เจ๊มันก็เลยต้องมีการบ้านในการมองหา อาหารเม็ดยี่ห้ออื่นที่จะช่วยกำจัดก้อนขนออกจากพุงสองแสบกันต่อไป

จากนั้นอิชั้นก็รีบเผ่นไปออฟฟิศฮ่ะ ภาพที่เห็นแว่บแรกเมื่อเปิดประตูออกฟฟิศเข้าไป ก็คือยัยโกกินอนตัวลีบซึมกระทืออยู่บนโซฟาตัวยาว ซึ่งพอแม่นี่เห็นอิชั้นปั๊บ ก็ลุกยืนแล้วก็เดินเตาะแตะเข้ามาหาทันที..เออ..ยังจำอิ่เจ๊มันได้ฟุ้ย


"เจ๊..ยัยหมอบ้านั่นมันผ่าพุงเค้า.." เล่าพลางก็ยกขาขาขึ้นมาเหยียบป๊าบบ..บนตัวอิ่เจ๊ตามภาพ

"เออ..รู้แระ.." อิชั้นแอบสงสานมันไม่ได้ฮ่ะ ท่าทางมันคงจะเจ็บพุงจริง ๆ จากกิเด็กแสบที่ได้อันดับหนึ่งเรื่องการทำลายล้ิางกระดาษประจำออฟฟิศ กลายเป็นเด็กจ๋องๆ เดินตัวงอ ๆ น่าจ๋งจ๋าน


ด้วยความที่คืนนี้โกกิจะต้องเข้ากรงนอนกับพี่กะทิเหมือนเดิม และดู ๆ ไปแล้ว โกกิก็คงคิดถึงพี่กะทิอยู่ไม่ใช่้น้อย(ใช่สิ..ปกติจะนอนดูดนมพี่กะทิทั้งคืน) อิชั้นก็เลยลองไปพากะทิเข้ามาในออฟฟิศด้วยอีกตัวหนึ่ง

ตามคาดค่ะ แม่กะทิเดินเขาไปดมหัวน้องแล้วก็แฟร่....อ้อมไปดมตูดน้องแล้วก็แฟร่..เรียกว่าไม่ยอมเข้าใกล้น้องเลย เอาแต่เมียง ๆ มอง ๆ เดินมาจ้องทำหน้าเครียด ๆ ตาโต ๆ เป็นระยะ ๆ 

เอิ่ม..สงสัยมันจะเหม็นยาที่ตัวไอ้กิแฮะ >.<


หลัง ๆ ขู่น้องยังไม่พอค่ะ มีตบหัวน้องโชว์อิ่เจ๊ด้วย..แน๊...หึหึ...เบา ๆ ลูก เบา ๆ ไอ้กิมันเพิ่งผ่าพุงมา อย่าไปเกมันมาก เดี๋ยวแผลที่หมอเค้าเย็บไว้มันจะปริเอาซะก่อน..


งานนี้อิ่้เจ๊รับศึกหนักใช้ขาท่อนซุงอันอุดมไปด้วยขนแมวขวางระหว่างเด็กสองตัวไว้ฮ่ะ กะว่าถ้ากะทิเปิดศึกโดดเข้าขย้ำน้องเมื่อไหร่ อิ่เจ๊จะใช้ขาซุงท่อนนี้ฮุคเข้าที่ปลายเหนียง แล้วก็จับมันมาอัปคัตซ้าย จกให้พุงโต ๆ ปลิ้่นกันไปข้างนึงเลย (โหดใช่ย่อย !!)


มะลันดูแก..มะแลดูกัน "แกหน้าตาเหมือนไอ้กิฟร่ะ..แต่กลิ่นแต่ไม่ใช่อ่ะ แกคือใคร บอกมาเดี๋ยวนี้นะ"


เล่า ๆ ไปชักภาพเยอะ..อุอุ เดี๋ยวไปต่อกันตอนหน้านะคะ :)





ภาพและเรื่องโดย Pacharawalai



วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การดูแลแมวหลังการทำหมัน



ก่อนจะไปรับยัยโกกิกลับจากการทำหมันช่วงบ่ายนี้ แอดมินก็พยายามดูข้อมูลทุกชนิดที่จะช่วยให้การดูแลยัยโกกิหลังการทำหมันได้ดีและเหมาะสมมากขึ้นอ่ะนะคะ จริง ๆ ก็กังวลเล็กน้อยล่ะค่ะ เพราะแอดมินไม่ได้เลี้ยงโกกิไว้ที่บ้าน เพราะฉะนั้นช่วงกลางคืนที่ไม่มีคนคอยดูแลก็อาจจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ งานนี้คงต้องอะแด็ปวิธีที่เหมาะสมมาใช้กับยัยกิให้ปลอดภัยให้มากที่สุด


จากข้อมูลการดูแลแมวเหมียวหลังการผ่าตัดทำหมันก็มีข้อที่ควรระวังไม่กี่ข้อฮ่ะ เรามาดูกันไปทีละข้อเลยนะคะ

ข้อแรก หลังการทำหมันแล้ว แน่นอนว่าน้องแมวของเราต้องเจ็บที่แผลที่ได้รับการผ่าตัด งานนี้คาดว่าทางคลีนิคหมอคงจะจ่ายยาแก้ปวดหรือฉีดยาแก้ปวดมาให้ (มียาแก้ปวดอย่างดีตัวใหม่สำหรับสัตว์เลี้ยงที่ชื่อว่า ไรมาดิล ด้วย แต่ไม่รู้คลินิคที่โกกิไปผ่าจะมีจ่ายให้รึเปล่า) ซึ่งแน่นอนว่าคงจะบรรเทาอาการปวดของน้องแมวเราได้ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญก็คือ ห้ามให้ยาประเภทพาราเซตามอล แก่แมวเป็นอันขาด เนื่องจากยาประเภทนี้เป็นพิษต่อแมว อาจทำให้ถึงตายได้เลยทีเดียวนะคะ

ข้อสอง เมื่อรับตัวน้องแมวกลับมาบ้านแล้ว หากน้องแมวยังมีอาการสลบหรือสลึมสลืออยู่ ยังไม่รู้สึกตัวดีนัก ห้ามให้อาหารหรือน้ำน้องแมวเด็ดขาด เพราะอาจทำให้น้องแมวสำลักถึงตายได้เลยทีเดียวค่ะ รอให้น้องแมวมีสติ ฟื้นตัวเต็มที่ซะก่อน ถึงจะให้น้ำ-อาหารกับแมวของเรานะคะ

ข้อสาม จำกัดการเคลื่อนไหวของน้องแมวที่พาไปทำหมันมา อย่าให้หกคะเมนตีลังกา โดดเด้งเป็นลิงมากนัก และเจ้าของควรจะดูแลสัตว์อย่างใกล้ชิดหลังการผ่าตัดภายใน 24 ชม.หลังจากนั้น หากพบว่าแมวมีอาการผิดปกติ อาทิเช่น อาเจียร ไม่กินอาหาร แผลมีอาการบวม,มีเลือดออก ให้รีบพาน้องแมวกลับไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน

ข้อสี่ ใช้อุปกรณ์่ช่วยป้องกันการเลีย กัด แทะแผลผ่าตัด โดยอาจจะใส่ปลอกคอกันเลีย (ลำโพงหรือจานเรด้าที่เราเคยเห็นสวมให้หมาแมวนั่นล่ะ) หรืออาจะใส่เสื้อที่ปิดพุงน้องแมวชนิดแน่นหนาให้ก็ได้ เรื่องการเลือกเสื้อปิดพุงนี้ แอดมินแนะนำเป็นเสื้อที่ใส่ได้ทั้ง 4 ขาค่ะ เพราะถ้าใส่แค่ 2 ขา ไอ้ตัวแสบของเราอาจจะถอดออกเองได้ ทีนี้ล่ะ แทะแผลกันเละเทะแน่เลย

ข้อห้า ดูแลพาไปพบหมอและตัดไหมตามนัด เพื่อตรวจเช็คความเรียบร้อยของแผลผ่าตัดและสุขภาพโดยรวมตามที่หมอสั่ง

บ่ายนี้แอดมินจะไปรับตัวยัยกิละ แล้วจะเก็บรูปเด็กกิหลังการผ่าพุงทำหมันมาฝากกันนะคะ >0<





เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai



ส่งโกกิไปทำหมัน เตรียมตัวก่อนพาน้องแมวไปทำหมัน


เมื่อวานนี้ได้ฤกษ์ส่งยัยโกกิไปทำหมันฮ่ะ

จริง ๆ แล้วแอดมินลังเลอยู่พอสมควรเลย ว่าจะพาน้องไปให้หมอทำหมันซะดีมั้ย เพราะตั้งแต่สองเดือนที่แล้วเป็นต้นมา ยัยกิร้องเงี้ยวง้าวติดสัดมาสามรอบแระ ซึ่งแน่นอนว่า เสียงร้องของเจ้าหล่อนก็ดังบรรลือโลก เรียกว่าตัวอยู่ในกรง แต่เสียงได้อะไรได้ ดังระเบิดระเบ้อไปจนถึงหน้าปากซอยเลยก็ว่าได้มั๊ง


เดือดร้อนถึงบรรดาพวกพี่ ๆ ที่เช่าพักอยู่บนตึกน่ะสิคะ ยิ่งตอนดึก ๆ คาดว่าเสียงร้องน่าจะยิ่งก้องกังวาลในความมืดเข้าไปใหญ่ อย่ากระนั้นเลย พอยัยโกกิหมดรอบของการเป็นสัดครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนที่แล้ว แอดมินก็เลยตัดใจว่าเอาฟระ..ไหน ๆ ก็จะเลี้ยงกันอยู่แค่นี้โดยไม่คิดจะมีแมวงอกแระ จับไอ้กิไปทำหมันอีกตัวให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยละกัน


ทีนี้ก่อนทำหมันเราก็ต้องมาเตรียมความพร้อมกันก่อนฮ่ะ สำหรับแมวตัวเมียแบบเจ้ากิก็มีวิธีเตรียมตัวคล้ายๆ กับแมวตัวผู้นั่นล่ะค่ะ เรามาดูขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของน้องแมวก่อนพาไปทำหมันกันนะคะ

ขั้นตอนแรก สังเกตสุขภาพแมวของเราก่อนเลยค่ะ ว่าพร้อมที่จะพาไปทำหมันหรือไม่ ทั้งนี้แมวที่จะพาไปทำหมันต้องไม่มีอาการป่วย และมีสุขภาพดี แข็งแรงพอที่จะได้รับการผ่าตัดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนหรือมีโรคแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

ขั้นตอนที่ 2 เลือกหมอที่มีฝีมือเป็นที่น่าเชื่อถือ

ขั้นตอนที่ 3 งดให้น้ำและอาหารแมวก่อนการผ่าตัด 12 ชั่วโมง เนื่องจากหากไม่อดน้ำ-อดอาหารก่อนผ่าตัดแล้ว อาจเกิดอันตรายเนื่องจากน้ำหรือเศษอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปในปอดของน้องแมวเราได้ ซึ่งอาการอย่างนี้เป็นอันตรายถึงชีวิตเลยนะคะ ขั้นตอนนี้สำหรับยัยกิแอดมินใช้วิธีพาไปฝากร้านหมอไว้คืนนึงเลยตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังกินอาหารเปียกเสร็จเรียบร้อยค่ะ ซึ่งกว่าจะได้ผ่าตัดก็น่าจะเป็นช่วงเที่ยง ๆ ของวันนี้นี่ล่ะ

ขั้นตอนที่ 4 พาน้องแมวไปส่งที่ร้านหมอ แนะนำให้นำตัวน้องแมวที่จะพาไปทำหมันใส่กรงหรือตะกร้าที่มีฝาปิดแข็งแรงแน่นหนาค่ะ เพราะส่วนใหญ่แมวมักจะตื่นสถานที่และสิ่งแวดล้อม หากใส่กล่องหรือตะกร้าที่ปิดไม่แน่นหนาพอแมวอาจจะดิ้นหนีหลุดไปก็ได้

ในตอนหน้าเรามาดูการดูแลน้องแมวหลังการทำหมันกันนะคะ วันนี้แอดมินขอตัวไปดูยัยโกกิก่อนค่ะ จะได้รับตัวกลับมาบ้านด้วย >.< รู้สึกเป็นห่วงพิกล..แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai








วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

แมวตัวผู้เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์


แอดมินอยากเลี้ยงแมวตัวผู้ฮ่ะ แหะ ๆ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วแมวตัวผู้มันจะมีโครงร่างที่ใหญ่ ดังนั้นเวลาที่เรานำแมวไปทำหมัน แมวตัวผู้ก็อาจจะกลายร่างเป็นหมูตัวผู้ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะอวบอ้วนน่ากอดเอามั่ก ๆ แต่ก็นั่นแหละเนอะ การอวบอ้วนหลังการทำหมันนั้น ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่เฉพาะแมวตัวผู้เสมอไป ดูตัวอย่างง่าย ๆ ก็จากยัยหมูกะทินี่ล่ะ


เมื่อตอนที่แล้วแอดมินเอาข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการ ติดสัด ของ แมวตัวเมีย มาฝากกันไปแล้วน่ะนะคะ หลาย ๆ คนคงจะมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ถึงรอบวงจรการเจริญพันธุ์ในแมวตัวเมีย แล้วก็คงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วถ้าเป็น แมวตัวผู้ ล่ะ จะเกิดอาการติดสัดแบบแมวตัวเมียด้วยหรือไม่

เท่าที่ค้นคว้าหาข้อมูลมา เราไม่เรียกฤดูการผสมพันธุ์ของแมวตัวผู้ว่าเป็นอาการติดสัดน่ะนะคะ แต่เราจะถือว่าเป็นอาการตอบสนองต่อการติดสัดของแมวเพศเมียมากกว่า(บางคนเรียกว่าอาการหง่าว..) ดังนั้น หากในละแมวในละแวกบ้านเรามีแมวตัวเมียเยอะ และทะยอยกันมีอาการติดสัดอยู่เรื่อย ๆ แมวตัวผู้ก็จะตอบสนองต่ออาการติดสัดนี้เมื่อได้กลิ่นแมวตัวเมียได้เรื่อย ๆ ด้วยการหนีเที่ยวไปติดสาวไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่อง

แล้วแมวตัวผู้จะพร้อมสำหรับการผสมพันธุ์เมื่อไหร่ล่ะ..จริง ๆ แล้วเมื่อแมวตัวผู้อายุสักราว ๆ 8-9 เดือนก็จะเริ่มมีอาการกระตือรือล้นสำหรับการผสมพันธุ์แล้วค่ะ แต่หากเราปล่อยให้แมวอายุเท่านี้ได้ผสมพันธุ์ข้อมูลบางแห่งบอกว่า อาจจะทำให้แมวของเรามีการเจริญเติบโตที่ชะงักงัน ร่างกายทรุดโทรม เมื่อได้ลูกแมวก็จะเป็นลูกแมวที่อ่อนแอ ดังนั้นอายุที่เหมาะสำหรับการผสมพันธุ์ในแมวตัวผู้ก็คือ 1 ปี 8 เดือนค่ะ โดยให้สังเกตว่าลูกอัณฑะจะลงไปอยู่ในถุงอย่างสมบูรณ์ชัดเจน และอวัยวะเพศผู้ก็จะอยู่ในเปลือกหุ้มที่สะอาดไม่มีเลือดหรือหนองให้เห็นน่ะนะคะ แต่หากเราไม่ต้องการให้แมวตัวผู้ของเราไปผสมกับแมวตัวเมีย หรือไม่ให้แมวตัวผู้เกิดอาการหง่าว เมื่อถึงฤดูติดสัดของแมวตัวเมีย ก็สามารถคุมกำเนิดด้วยการ ทำหมันแมวตัวผู้ ได้ค่ะ




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai






วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การติดสัดในแมวเพศเมีย


สัตว์เลี้ยงแสนรักของคนเราที่เป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง ก็เห็นจะมีอยู่สองประเภทใหญ่ ๆ ก็คือ เจ้าน้องหมากับน้องแมวนี่แหละฮ่ะ ซึ่งสัตว์ทั้งสองประเภทนี้ เมื่อโตและย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว ก็จะมีระยะเวลาที่เราเรียกกันว่า อาการ "ติดสัด" ซึ่งเป็นอาการที่บ่งบอกว่า หมาแมวของเราพร้อมผสมพันธุ์ พร้อมให้กำเนิดตูบน้อยมิ้วน้อย ซึ่งหากใครไม่อยากได้สมาชิกภายในครอบครัวเพิ่ม ก็คงต้องคิดอ่านหาวิธีคุมกำเนิดกันไป ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาคุมกำเนิดให้ หรือพาไปทำหมันถาวร ซึ่งก่อนจะไปถึงขั้นนั้น วันนี้อิชั้นจะนำข้อมูลของการติดสัดในน้องแมวมาฝากกันสักเล็กน้อยนะคะ


เมื่อหลายวันก่อนนั้น อิชั้นได้เล่าไปแล้ว ถึงเรื่องที่ยัยโกกิเริ่มโตเป็นสาว และมีอาการติดสัดครั้งแรกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นร้องหง่าวหาคู่เกือบตลอดเวลา กินเก่งขึ้น อ้อนเก่งขึ้น ชอบเอาตัวไปถูไถพื้นหรือแม้แต่อ้อนอิชั้น พอเกาสะโพกให้ก็ยกตรูดเบี่ยงหางพร้อมเหมือนแมวที่ต้องการการผสมพันธุ์ทั่วไป ซึ่งวันนี้เราจะมาดูระยะเวลาของการติดสัดแต่ละรอบของเจ้าเหมียวของเรากันนะคะ โดยเราจะเริ่มจากการติดสัดในแมวตัวเมียกันก่อนเลย อ่ะ..เรามาดูวงจรการเป็นสัดของแมวตัวเมียกันค่ะ

วงจรการเป็นสัดของแมวตัวเมียในแต่ละรอบนั้น แบ่งคร่าว ๆ ได้ดังนี้

1. ระยะ Proestrous ระยะนี้จะกินเวลาประมาณ 1-2 วันฮ่ะ ซึ่งระยะนี้แมวจะมีอาการของการติดสัดเบื้องต้น คือมีอาการร้องหง่าวเสียงดัง ถูไถตัวตามพื้นหรือที่ต่าง ๆ เมื่อเวลาเราเกาก้นก็จะยกสะัโพกให้ ซึ่งระยะนี้แมวตัวเมียจะยังไม่ให้แมวตัวผู้ผสมพันธุ์นะคะ

2. Estrous ระยะการเป็นสัดอย่างแท้จริง ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 6-7 วันค่ะ ระยะนี้แมวตัวเมียก็จะยอมให้ผสมพันธุ์แล้ว ซึ่งหากได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้ โอกา่สที่แมวตัวเมียจะท้องก็มีสูงมากทีเดียวค่ะ

3. Diestrous ระยะนี้เราเรียกกันว่า ระยะไข่ตกฮ่ะ ซึ่งจริง ๆ ระยะนี้หากแมวได้รับการผสมพันธุ์แล้วท้องก็จะกินเวลาประมาณ 60 วัน แต่หากไม่ได้ืืท้อง ก็จะกินเวลาเพียง 35-40 วัน

4. Interestrous ช่วงนี้เราเรียกว่าเป็นระยะไข่ไม่ตกฮ่ะ ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 3-16 วัน จากนั้นแมวก็จะเข้าสู่สภาวะการติดสัดอีกรอบ

5. Anestrous เมื่อเข้าสู่ระยะนี้ เราจะเรีียกว่า ระยะพักตัวของระบบสืบพันธุ์ฮ่ะ โดยจะกินเวลาประมาณ 5-10 วันในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศเหมาะสม (อากาศอบอุ่น,แสงเพียงพอ) แต่หากเป็นเมืองนอกที่มีภุมิอากาศแบบหนาวเย็น ไม่คอ่ยมีแสงแดด ก็อาจกินเวลาหลายเดือนก็ได้

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงเกิดอาการ "ยืนงงในดงแมว" 555+ เอาเป็นว่าสรุปให้ฟังสั้น ๆ พอเข้าใจนิดนึงก็ละกันเนอะ นั่นก็คือ หากแมวตัวเมียของเราเกิดอาการหง่าวแล้วไม่ได้ผสมพันธุ์ อาการหง่าวนั้นก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก สั้นที่สุดคือ 3 วัน ยาวที่สุดก็คือหลายเดือน

หากแมวตัวเมียของเราหง่าวแล้วโดนผสม แล้วเกิดอาการตั้งท้อง คลอดลูก แมวตัวเมียก็สามารถกลับมาหง่าวได้อีกภายใน 3 วัน หรือหลายเดือน (ฮ่วย)

หรือกรณีแมวตัวเมียของเราหง่าวแล้วโดนผสมแต่ไม่ท้อง ก็สามารถกลับมาติดสัดได้อีกภายใน 1-2 เดือน หรืออาจจะหลายเดือน

ดังนั้นหากเราไม่ต้องการลูกแมวตัวเล็ก ๆ เอาไว้เลี้ยงดูฟูมฟัก หรือไม่ต้องการเพิ่มจำนวนสมาชิกเหมียว ๆ ภายในบ้านก็ควรพาน้องแมวไปทำหมันซะนะคะ ซึ่งข้อนี้อิชั้นซาบซึ้งดีฮ่ะ.. T^T แล้วก็กำลังรอให้ยัยโกกิหายหง่าวซะก่อนถึงจะพาไป

ก็หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากกันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับคนรักแมวบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ




เรียบเรีัยงข้อมูลจาก rakmaw.com



วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โกกิเป็นสาวแย้ว


เมื่อสองสามวันก่อนยัยโกกิมีท่าทางแปลก ๆ ฮ่ะ

พออิชั้นอุ้มออกมาจากกรงในช่วงบ่ายเพื่อให้ออกมาวิ่งเล่น กินขนม กินอาหารเปียกตามปกติเหมือนทุกวัน แทนที่จะวิ่งลั้นลาไม่ใส่ใจอิ่เจ๊เหมือนทุึกครั้ง โกกิกลับคอยแต่จะมานัวเนียไถมาถูไปอิชั้นอยู่นั่นล่ะ เล่นเอาตอนแรกอิ่เจ๊มันนึกปลาบปลื้มใจสุด ๆ เพราะนึกว่า ในที่สุดก็มีวันที่ยัยโกกิรักเก๊าแย้ววว..


แต่พอสังเกตุดูดี ๆ แล้ว สาเหตุของความรักอิ่เจ๊แบบฉุด ๆ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นสินะคะ เพราะพอผ่านไปสัก 10 นาที อิชั้นก็เริ่มแปลกใจ เฮ้ย..มันอ้อนเกินไปรึเปล่าฟระ แถมพออิชั้นลูบหัวลูบหาง เกาคางเกาตรูดให้ มันก็แอ่นหลังหางชี้ ยกก้นกระดกแล้วร้องแง๊วง๊าวติดต่อกันไม่หยุดซะงั้น


อาการแบบนี้อิเจ๊มันเดาได้สถานเดียวฮ่ะ...โกกิเป็นสาวละ และตอนนี้ก็ออกอาการติดสัดพร้อมผสมพันธุ์รอบแรกอย่างเต็มที่ (โฮ้ววว..)

ระหว่างยัยโกกิพลุ่งพล่าน อิชั้นก็ลองมานั่งนับนิ้วดูฮ่ะ..ถ้านับกันดูจริง ๆ เดือนนี้โกกิก็มีอายุย่างเข้าเดือนที่ 7 ละ ซึ่งจากข้อมูลที่คุ้ย ๆ ดู ว่ากันว่าแมวทั้งตัวผู้และตัวเมียนั้น จะเริ่มติดสัดหรือมีอาการอยากผสมพันธุ์ครั้งแรกในช่วงอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 10 เดือน แต่ก็มีมั่งเหมือนกันที่เริ่มติดสัดตั้งแต่อายุราว ๆ 4 เดือน ซึ่งจะเป็นเร็วเป็นช้า เป็นบ่อยหรือไม่บ่อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพแสงแดดอ่ะนะคะ คือถ้าพื้นที่ที่แมวอยู่อาศัยมีแสงมากหรือมีแสงตลอดปีอย่างเช่นแมวเมืองไทยนั้นก็จะมีรอบของการติดสัดบ่อย แต่ถ้าพื้นที่ที่แมวอยู่มีแสงน้อย หรือเป็นพื้นที่ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นแต่ละรอบที่แมวติดสัดก็จะทิ้งระยะเวลานาน เรียกว่าแมวจะมีอาการติดสัดบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพฤดูกาลและภูมิอากาศนั่นเอง


วกกลับมาที่ยัยกิกันต่อ อาการติดสัดของยัยโกกิก็เหมือนกับแมวตัวเมียทั่ว ๆ ไปนั่นล่ะค่ะ นั่นก็คือมันจะวุ่นวายกับการไถตัวเถือกกลิ้่งไปมากับพื้น ถูไถเหล่าบรรดาเจ้าของหรือคนเลี้ยง ร้องแง๊วง๊าวหาคู่ไม่หยุด ชอบให้่ลูบหัวลูบตัวให้ ยิ่งถ้าเกาหรือลูบบริเวณสะโพก มันจะแอ่นตัวโก่งตรูดแล้วเบี่ยงหางพร้อมให้ผสมทันที ซึ่งอาการเหล่านี้ โกกิมีครบถ้วนบริบูรณ์ฮ่ะ เล่นเอาอิ่เจ๊มันอดสงสานไม่ได้ แต่ก็นั่นล่ะนะ มันเป็นธรรมชาติของมันอ่ะ ถ้าอยากจะให้มันไม่มีอาการติดสัดแบบนี้ ก็คงต้องพาไปทำหมันล่ะ แต่จะทำหมันตอนนี้เลยได้หรือไม่ เราจะมาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันในตอนหน้านะคะ >0<




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai










วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มาส่องสองแสบใช้เครื่องให้น้ำอัตโนมัติกัน (น้ำพุแมว-น้ำล้นแมว)


เมื่อวานเขียนไดอารี่แบบบ่น ๆ ไป ว่าดูเหมือนยัยกะทิจะไม่ค่อยไว้ใจไอ้เครื่องทำน้ำรินน้ำล้นที่เพิ่งซื้อมาบำรุงบำเรอเจ้าหล่อนซะเท่าไหร่ เรียกว่าเดินเฉียดมาเฉียดไป แวะดมสักจึ้กสองจึ้กแล้วก็เมินหน้าหนีเหมือนดมโถขรี้ซะงั้น T^T

อิ่เจ๊มันเริ่มท้อใจฮ่ะที่ แม้ว่าจะใจชื้นอยู่เล็กน้อย ที่เห็นยัยโกกิก็ยังแวะเวียนมากินน้ำในถ้วยนี้เป็นบ้าเป็นหลังแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นฮ่ะ

มันเริ่มตั้งแต่ตอนอิชั้นให้อาหารเปียกคุณเธอทั้งสองตัวเสร็จนั่นแหละฮ่ะ พอกินเสร็จน้องเสมียนที่ออฟฟิศก็อุ้มยัยแสบใหญ่ขึ้นไปบนเคาเตอร์ที่อิชั้นเสียบปลั๊กเครื่องให้น้ำไว้แล้วก็บอกว่า..

"เอ้า..ทิ กินน้ำสิ"

หุ้ย..ไม่รู้คุณเธอจะฟังรู้เรื่องหรือยังไงก็ไม่รุ เพราะจู่ ๆ เธอก็เอาหัวจุ่มลงไปในถ้วยน้ำริน แล้วก็เริ่มเลียน้ำแพร่บ ๆ

โฮ้ววว..นาทีนั้นอิ่เจ๊มันปลาบปลื้มมากฮ้าาา... 5555+ เรามาดูประมวลภาพการใช้เครื่องให้น้ำอัตโนมัติของสองแสบกันนะคะ


ไหนดูสิ..ว่าน้ำในไอ้ถ้วยไฮโซนี่มันจิ่อร่อยมั้ย


 อ๊ะ..รสชาดใช้ได้นี่..เย็นเจี๊ยบชื่นใจ แพล่บ แพล่บ แพล่บ..


พอเห็นว่าแม่ตัวโตกิน ลูกน้องอิชั้นก็อุ้มยัยกิขึ้นไปให้กินน้ำมั่ง ซึ่งก็นะ โกกิเองก็ได้ชื่อว่าเป็นสิงห์นักดื่มอยู่แล้ว ก็เลยได้ภาพคู่ดูโอ้อิ่ตอนแข่งกันดวดน้ำมาแบบนี้  ^0^/


น้ำมันเย็นสดชื่นดีเนอะพี่ทิ..อาหย่อยก่าน้ำในกรงอีกอ่ะ


เราบอกอิ่เจ๊ให้เอาเข้าไปไว้ในกรงแทนถ้วยน้ำอันเก่าเราดีมะ (อย่าดีฝ่า เจ๊ไม่รู้จะหาที่เสียบปลั๊กไฟตรงไหนอ่ะ >.<)


อ้าว เฮ้ย ๆ เจ๊ให้กินน้ำ ไม่ได้ให้กินหัวกันเอ๊ง..เอ๊..ยัยทินี่ รักน้องไม่เลือกที่เลยแฮะ !! 


สบายใจแล้วฮ่ะอิฮั้น..เพราะบัดนี้ไอ้กิมันกลายเป็นแมวสิงหม้อให้น้ำไปซะแระ..คริ คริ


ก็หวังว่าเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาวิธีกระตุ้นให้น้องแมวของเราดื่มน้ำให้มากขึ้นจะได้ไอเดียในการทำน้ำผุดน้ำริน หรือทำน้ำตกให้พวกเด็ก ๆ ที่บ้านกินน้ำได้เยอะขึ้นบ้างนะคะ

พรุ่งนี้กลับมาดูสองแสบอินเดอะวินเทอร์กันค่ะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai