วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาหารแมวโต ตอน เลือกอาหารเม็ดหรืออาหารเปียกดี


อาหารสำเร็จรูปของแมว ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดนั้นแบ่งออกได้เป็นสองชนิดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ อาหารที่มีในรูปแแบบของ อาหารเม็ด และอาหารที่มาในรูปของ อาหารเปียก


อาหารเม็ดนั้นจะมีลักษณะแบบเป็นเม็ดแห้ง ๆ มีรูปทรงและขนาดที่พอเหมาะสำหรับการกินของแมว ส่วนใหญ่แล้วก็มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ ผ่านการปรุงรสและกลิ่นให้แมวชื่นชอบ เช่น รสปลาทู รสปลาทะเล รสปลาขาว เป็นต้น ซึ่งส่วนประกอบของอาหารเม็ดเหล่านี้โดยมากมักมาจากเนื้อสัตว์ ผ่านการแปรรูป ทั้งการบดและอบแห้ง อุดมด้วยสารอาหารและวิตามินต่าง ๆ ในอัตราส่วนที่แมวต้องการ และมีโปรตีนประมาณ 20 % เพื่อให้แมวใช้ในการเจริญเติบโต มีไขมันที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย มีวิตามินที่ทำให้ขนสวย มีไฟเบอร์ที่ทำให้แมวท้องไม่ผูก นอกจากนี้เมื่ออยู่ในรูปแบบของอาหารเม็ดซึ่งเป็นอาหารแห้ง ยังช่วยให้แมวที่กินอาหารประเภทนี้ได้มีการขัดฟันและบริหารเหงือกได้อีกด้วย


การให้แมวกินอาหารเม็ด หรืออาหารแห้งนั้น ควรหัดให้กินตั้งแต่แมวเริ่มหย่านมใหม่ ๆ หรือประมาณ 2 เดือนค่ะ โดยผสมนมเข้ากับอาหารเม็ด จากนั้นเมื่อลูกแมวโตขึ้นมีอายุได้ประมาณ 3 เดือน จึงให้เฉพาะอาหารแห้งอย่างเดียว หากแมวตัวไหนที่ไม่เคยกินอาหารเม็ดมาก่อน แล้วมาทำการให้อาหารเม็ดโดยทันที อาจทำให้แมวท้องเสียได้ ดังนั้น เมื่อจะหัดให้แมวกินอาหารเม็ดก็ควรค่อย ๆ ผสมอาหารเม็ดคลุกเคล้ากับอาหารเดิมที่แมวเคยกินทีละน้อย เมื่อแมวเริ่มชินแล้ว จึงให้่อาหารเม็ดแต่เพียงอย่างเดียวน่ะนะคะ

สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงเมื่อเราเลี้ยงแมวด้วยอาหารเม็ด ซึ่งเป็นอาหารแห้ง ก็คือควรมีถ้วยใส่น้ำสะอาดตั้งไว้ข้างชามอาหารแมวสำหรับให้แมวกินเสมอค่ะ เนื่องจากอาหารเม็ดมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อยมาก (ประมาณไม่เกิน 10% เท่านั้น) เมื่อแมวกินอาหารแห้งจะทำให้กลืนไม่สะดวกและทำให้คอแห้งจนหิวน้ำได้

มาถึงชนิดของหารสำเร็จรูปอีกชนิดหนึ่งสำหรับแมวกันบ้างค่ะ นั่นก็คือ อาหารเปียกนั่นเอง

อาหารเปียกนั้นมีลักษณะตามที่เรียกชื่อน่ะนะคะ นั่นก็คือ มีลักษณะเปียกเนื่องจากมีน้ำเป็นส่วนผสมค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่แล้วมักบรรจุมาในซองปิดผนึกแน่นหนา หรือในกระป๋อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแมวมักจะชอบกินอาหารชนิดนี้มากกว่า เนื่องจากอาหารเปียกมีลักษณะคล้ายอาหารปรุงเอง คือมีลักษณะเป็นน้ำและเนื้อสัมผัสเมื่อกินจะนุ่ม กินได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังมีหลายรสชาดให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น อาหารเปียกรสปลาทะเลประเภทต่าง ๆ หรือแม้แต่ กุ้ง หอย ปู ที่ผสมอยู่ในเนื้อเจลลี่


การให้อาหารสำเร็จรูปแก่แมวนั้น ไม่ควรให้เฉพาะอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนะคะ แต่ควรให้ทั้งอาหารเม็ดและอาหารเปียกสลับกันไป เนื่องจากอาหารทั้งสองแบบมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน อย่างเช่น อาหารเปียกนั้นจะมีข้อดีก็คือ มีกลิ่นหอม เนื้อนุ่ม มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่เยอะ ซึ่งก็จะเหมาะกับแมวซึ่งมีนิสัยเป็นสัตว์ที่กินน้ำน้อย เพราะจะได้รับน้ำในทางอ้อมมากกว่า แต่ก็มีข้อเสียตรงที่อาหารเปียกมักมีราคาแพงกว่าอาหารเม็ด และการกินอาหารเปียกทำให้แมวไม่ได้รับการขัดฟันจากการเคี้ยวอาหาร จึงอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องฟันตามมาเมื่อแมวอายุมาก

ส่วนอาหารเม็ดนั้น ข้อดีก็คือ มีราคาที่ย่อมเยากว่าอาหารเปียกค่ะ แต่เนื่องจากเป็นอาหารที่ผ่านการผลิตโดยวิธีการบดและอบแห้ง จึงมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อย ทำให้ความน่ากินต่ำกว่าอาหารเปียก และอาจทำให้แมวเกิดอาหารท้องผูกได้ เนื่องจากแมวมีนิสัยกินน้ำน้อย แต่ข้อดีก็คือแมวที่กินอาหารแห้งก็จะได้รับการขัดฟันอย่างสม่ำเสมอน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
ภาพประกอบโดย Pacharawalai




วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาหารแมวโต



เมื่อ ลูกแมวโต ขึ้นมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ก็ถึงเพลาที่จะต้อง หย่านม และให้เด็ก ๆ เริ่มกินอาหารเองได้แล้วล่ะนะคะ ปกติแล้วลูกแมวนั้นจะเริ่มกิน อาหารเปียก ได้เมื่อมีอายุตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ควรฝึกให้ลูกแมวกินอาหารเปียกร่วมกับกินนมไว้ก่อน จากนั้นเมื่อลูกแมวโตเต็มที่เมื่อมีอายุราว 6-7 เดือน ก็จะสามารถกินอาหารต่าง ๆ ที่เราจัดหาให้โดยไม่ต้องพึ่งพานมเพิ่มเติมแต่เพียงอย่างใด


การให้อาหารลูกแมวที่กำลังโตหรือหย่านมนั้น ควรจัดอาหารให้กินวันละ 3 มื้อค่ะ จากนั้นเมื่อแมวโตเต็มที่ก็ให้ลดมื้ออาหารเหลือเพียง 2 มื้อ และไม่ควรใส่อาหารไว้ในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาหารที่ตั้งไว้ตลอดทั้งวันอาจบูดเสีย หรืออาจมีแมลงวัน,มดมาไต่ตอมได้ อีกทั้งยังเป็นการทำให้แมวเสียนิสัย กินอาหารไม่เป็นเวลา ดังนั้นจึงควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละมื้อเพื่อให้แมวรู้เวลาในการกินอาหารน่ะนะคะ

สารอาหารหลักที่แมวต้องการมีหลายชนิดด้วยกันค่ะ อาทิเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดตร วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งสารอาหารต่าง ๆ เหล่านั้น ก็จะมีมากบ้างน้อยบ้างในอาหารแต่ละชนิดที่แมวกิน ซึ่งหากจะแบ่งประเภทของอาหารที่คนเราให้แมวกินนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อาหารแบบปรุงเอง,อาหารสด,อาหารสำเร็จรูปของแมวโดยตรงซึ่งยังแยกประเภทออกได้อีกสองชนิดคืออาหารเม็ดและอาหารเปียก ซึ่งอาหารต่าง ๆ เหล่านั้นก็มีความแตกต่างกันไปในเรื่องของรสชาดและคุณค่าทางอาหาร

สำหรับคนไทยของเรานั้นมักนิยมเลี้ยงแมวด้วยอาหารที่ปรุงขึ้นเองค่ะ อย่างเช่น คลุกข้าวกับปลา,ไข่ต้ม,น้ำแกง หรืออาหารจืด ๆ ซึ่งเป็นอาหารที่คนกินได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแม้ว่าจะทำให้แมวอิ่มท้องและเจริญเติบโตได้ แต่ก็อาจได้รับสารอาหารจากอาหารแต่ละชนิดมากไป หรือน้อยไปไม่เหมาะสมกับร่างกายแมว

ปัจจุบันนี้จึงได้มีการคิดค้นอาหารแมวสูตรต่าง ๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วนและให้ความสะดวกสำหรับผู้เลี้ยงออกมาขายตามท้องตลาด ซึ่งเป็นอาหารที่มีรสชาดและสารอาหารที่เหมาะสมตามความต้องการของแมวในแต่ละวัยน่ะนะคะ ซึ่งก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่เลี้ยงแมวที่ต้องการความสะดวกสบาย ใช้เวลาน้อยในการจัดเตรียมอาหาร แถมยังเป็นการส่งเสริมให้แมวของเรามีสุขภาพที่ดีและได้รับสารอาหารครบถ้วนอีกด้วย

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูชนิดของอาหารสำเร็จรูปของแมวกันว่ามีแบบไหนบ้าง แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก dogacat.com,wikipedia.org
ภาพประกอบจาก bcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โปรแกรมทำวัคซีนแมว


เอาล่ะ ไหน ๆ ก็หลวมตัวเขียนเรื่องการเลี้ยงแมวกำพร้ามาหลายตอนละ ไล่ตั้งแต่เรื่องของการให้อาหาร การขับถ่าย ไปจนถึงการดูแลเรื่องอุณหภูมิร่างกายแมว เขียนไปเขียนมา ก็นึกขึ้นมาได้ว่า อ้าว..แล้วถ้าลูกแมวเริ่มโตแล้วล่ะ เราควรจะดูแลเรื่องอะไรกันต่อ แน่นอนว่าสถานีต่อไปที่จะต้องเขียน ก็คงจะเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพของลูกแมวที่จะต่อเนื่องไปจนถึงการเป็นแมวโตเลยทีเดียว นั่นก็คือ การทำวัคซีนให้น้องแมวเพื่อป้องกันโรคต่าง ๆ น่ะนะคะ


สำหรับการทำ วัคซีน ใน แมว ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเริ่มทำกันตั้งแต่แมวยังเล็ก ๆ อยู่ฮ่ะ โดยมีคำแนะนำโปรแกรมการทำวัคซีนให้แมวตามอายุของแมวดังนี้

  • ลูกแมวอายุ 3-4 สัปดาห์ ควรนำไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ และถ่ายพยาธิ
  • ลูกแมวอยุได้ 6 สัปดาห์ พาไปหยอดยาป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจ
  • ลูกแมวอายุ 8 สัปดาห์ ต้องพาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด โรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น โรคช่องปากและลิ้นอักเสบ โดยการฉีดครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 1
  • พออายุได้ 9 สัปดาห์ ให้พาฉีดวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย ครั้งที่ 1
  • อายุ 12 สัปดาห์ พาไปฉีดวัคซีนตัวสำคัญค่ะ นั่นก็คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  • อายุ 13 สัปดาห์ คราวนี้จะเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด โรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น โรคช่องปากและลิ้นอักเสบ ครั้งที่ 2
  • อายุได้ 14 สัปดาห์ พาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย ครั้งที่ 2
  • เมื่ออายุได้ 16 สัปดาห์ พาไปหยอดวัคซีนป้องกันโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อ (FIP) ครั้งที่ 1 (เป็นวัคซีนหยอดทางจมูก)
  • อายุได้ 19 สัปดาห์ หยอดวัคซีนป้องกันโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อ (FIP) ครั้งที่ 2 (เป็นวัคซีนหยอดทางจมูก)
จะเห็นได้ว่าโปรแกรมวัคซีนของลูกแมว หรือแมวเด็กนั้ัน "แน่น" มากฮ่ะ เพื่อน ๆ สมาชิกบางคนที่เึคยเลี้ยงน้องมามาก่อน จะรู้ได้ในทันทีว่าวัคซีนที่ลูกแมวได้รับ มากครั้งมากเข็มกว่าเยอะ นอกจากทำวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่าง ๆ ในแมวเด็กแล้ว ยังต้องพาไปทำวัคซีนประจำปีต่าง ๆ ดังโปรแกรมด้านล่างนี้อีกด้วย

  • ทุก 6 เดือน ควรพาแมวไปตรวจสุขภาพ และถ่ายพยาธิ
  • ทุก 1 ปี ควรได้รับฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด โรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น โรคช่องปากและลิ้นอักเสบ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย นอกจากนี้ยังต้องหยอดวัคซีนป้องกันโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อ (FIP) ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ เมื่อแมวอายุครบ 1 ปี ก็ควรพิจารณาพาแมวไปทำหมันและควรป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจเป็นประจำด้วยน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาว่ากันเรื่องอาหารแมวกันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก catandkittenstory.com/cat-table.asp
ภาพประกอบจาก diarrheaincats.net/expectations-from-a-cat-clinic

วิธีเลี้ยงลูกแมวกำพร้า ตอน กกไฟให้ความอบอุ่นลูกแมว



จั่วหัวเรื่องบทความไว้ยังงี้ ก็เพราะวันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงเรื่องการ เลี้ยงลูกแมวกำพร้า หรือลูกแมวเด็กที่ไม่ได้มีแม่แมวคอยให้ความอบอุ่น หรือให้การเลี้ยงดูอ่ะนะคะ คงมีแต่เฉพาะพ่อแมวแม่แมวที่เป็นคนที่พร้อมจะให้ความรักและการเลี้ยงดู ให้เค้าได้อยู่รอดปลอดภัย เติบโตขึ้นเป็นแมวใหญ่และเป็นสมาชิกแสนรักของบ้านให้ได้ ดังนั้นการเรียนรู้วิธีที่จะช่วยให้ลูกแมวมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง จึงเ็ป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง บล็อกยัยกะทิวันนี้เราจะมาดูในเรื่องของการให้ความอบอุ่นแก่ลูกแมวทารกกันค่ะ

จากที่ค้น ๆ คว้า ๆ มา ได้รับข้อมูลมาว่า ลูกแมวเล็กหรือลูกแมวทารกนั้นจะยังไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้น่ะนะคะ เนื่องจากว่าหลอดเลือดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หากลูกแมวแรกเกิดมีแม่แมวอยู่ด้วยก็จะได้รับความอบอุ่นจากการนอนกกของแม่ แต่หากไม่มีแม่แมว ก็ต้องได้รับความอบอุ่นทดแทนจากแหล่งต่าง ๆ อย่างเช่น การใช้ตู้อบ หรือเครื่องทำน้ำอุ่นซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับลูกสัตว์เกิดใหม่เป็นต้น


แต่สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ไม่ได้มีเครื่องมือแบบในคลีนิคหรือโรงพยายบาลสัตว์ที่จะใช้อนุบาลลูกแมวแรกเกิด เราก็สามารถหาแหล่งความอบอุ่นง่าย ๆ ให้กับลูกแมวได้ค่ะ โดยการนำลูำกแมวใส่กล่องจากนั้นจึงทำการอบด้วยหลอดไฟสีส้มขนาด 60 วัตต์ (หลอดไส้นะคะ ไม่ใช่หลอดประหยัดไฟ) โดยทำการส่องให้ห่างจากตัวลูกแมวประมาณ 2-3 ฟุต

โดยปกติแล้วอุณหภูมิของลูกแมวอายุ 1 วัน จะอยู่ที่ประมาณ 33-36 องศาเซลเซียสค่ะ แต่เมื่อโตขึ้นอีกนิด คืออายุราว 2-21 วัน ก็จะอยู่ราว ๆ 33.5-37.5 องศาเซลเซียส ดังนั้น เราจึงควรรักษาอุณหภูมิของร่้างกายลูกแมวให้เหมาะสม แต่ก็ควรระวังอย่าให้ความร้อนจากการอบหลอดไฟสูงเกินไป มีข้อสังเกตง่าย ๆ ค่ะ กรณีที่เลี้ยงลูกแมวหลายตัว ให้สังเกตว่า หากลูกแมวมานอนกองรวมกัน แสดงว่า ความอบอุ่นไม่พอ ให้ แต่หากลูกแมวนอนกระจายกันตัวละทิศละทาง ก็ให้สันนิษฐานว่าร้อนเกินไป

ระหว่างทำการอบหลอดไฟให้ลูกแมว อย่าลืมนำผ้าขนหนูชุบน้ำวางไว้บริเวรเหนือกล่องที่ลูกแมวอยู่ด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ ไม่ให้แห้งเกินไป และควรบุกล่้องด้วยผ้าห่มหรือผ้าขนหนูเพื่อให้ลูกแมวสามารถรักษาอุณหภูมิร่างกายได้สม่ำเสมอ และยังช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวและพัฒนาการของลูกแมวด้วยค่ะ





เรียบเรียงข้อมูลจาก yimwhan.com/board/show.php?user=wimzaa&Cate=6&topic=3
bloggang.com/viewdiary.php?id=wachira&month=09-2007&date=26&group=3&gblog=48