วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หนมปัง..ไอ้เด็กหน้าแด่น ตอน หลงมาแต่ไหน


ชีวิตคนก็เหมือนกับกังหันนั่นแหละเนอะ..เราไม่รู้หรอกว่าลมมันจะมาทางไหน...

...........

i'm not superman

....................................

ก่อนจะเล่าเรื่องไอ้เด็กหน้าแด่น ที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่พรวดเขัามาในชีวิตอิ่เจ๊ อิชั้นขอเล่าย้อนหลังไปเมื่อเดือนที่แล้วก่อนนะฮะ

หลาย ๆ คนที่ติดตามอ่านไดอารี่ยัยกะทิและเป็นเพื่อนกันอยู่ใน แฟนเพจ อาจจะพอรู้มานิด ๆ หน่อย ๆ ว่านอกจากอิ่เจ๊จะเลี้ยงสองแสบไว้เป็นแมวที่ออฟฟิศให้ปวดหัวเล่นแล้ว อิ่เจ๊ยังมี "พี่ครีม" น้องหมาพูเดิ้ลฟันหลอ อายุอานามราว 12 ขวบไว้เป็นขวัญถุงของบ้านอีกตัวหนึ่งด้วย


เช้าวันนึงในช่วงหลายอาทิตย์ก่อน ชีวิตอิ่เจ๊ก็ดำเนินไปตามปกติฮ่ะ คือตื่นมาเตรียมจะชงกาแฟ ปิ้งขนมปัง แล้วก็ลากหัวฟู ๆ มานั่งเขียนบล็อกก่อสร้างอยู่ที่โต๊ะทำงานกลางบ้าน ผลปรากฎว่าพอย่างเท้าออกมาจากห้องนอนพร้อมพี่ครีมปั๊บ ก็เห็นเงาอะไรแว้บ ๆ วิ่งผ่านสายตาไปไว ๆ !!

คุณพระ หนูอะไรตัวใหญ่ขนาดนั้น !!?? หะแรกอิ่เจ๊ก็คิดแบบนั้นฮ่ะ แต่พอตั้งสติขยี้หูขยี้ตาให้หายงัวเงียอีกที อิชั้นก็แน่ใจว่ามันไม่ใช่หนูแล้วล่ะ แต่นั่นมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า "แมววววว...."

เฮ้ย..แมวขึ้นบ้าน !!

อิ่เจ๊ร้องใหม่ด้วยอาการงง ๆ ฮ่ะ..ปกติบ้านนี้เมืองนี้ เปิดประตูที่กั้นระหว่างชั้น 1 กับชั้น 2 ไว้ตลอดเผื่อพี่ครีมจะลงไปทำธุระส่วนตัวแล้วขึ้นมาหาอิ่เจ๊เป็นประจำก็จริง แต่ก็ไม่เคยเห็นแมวตัวไหน ริอ่านลักลอบขึ้นมาบนบ้าน พร้อม ๆ กับความประหลาดใจนั้น อิ่เจ๊ก็เห็นเงาตะคุ่ม ๆ เล็ก ๆ เงานั้นวิ่งพรวดออกไปทางระเบียงหลังบ้าน

ไม่พูดพร่ำทำเพลงฮ่ะ อิ่เจ๊รีบเดินไปชะโงกดูทันที......ภาพที่เห็นก็คือ ลูกแมวผอมโกรกสามสีตัวหนึ่ง อายุอานามน่าจะ 2-3 เดือนได้มั๊ง ขู่อิ่เจ๊แฟร่ด..แฟร่ด..แล้วก็ทำขนลุกขนพองหางจุกลุกลี้ลุกลนหาทางออก

ปัญหาของมันก็คือ...ระเบียงอิชั้นไม่มีทางออก (เป็นไงล่าาา..555+)

เนื่องจากระเบียงหลังบ้าน เป็นระเบียงที่อิชั้นกรุตาข่ายกันนกพิราบเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้นกมันดอดมาทำรังหรือมาขรี้ใส่ระเบียงบ้าน และใช้ระเบียงส่วนนี้ในการตากผ้ามั่ง วางสิ่งของไม่ต้องประสงค์มั่ง ดังนั้น ทางออกเดียวของไอ้แมวหยองกรอดตัวนี้ก็คือ ไอ้ทางที่มันเข้ามานั่นล่ะ !

อิ่เจ๊ตื่นเต้นฮ่ะ...รีบผลุบเข้ามาด้านในห้องโถง แล้วคว้ามือถือจะเอาไปถ่ายรูป แหม...แขกมาถึงเรือนชานทั้งที ขอถ่ายรูปีไว้เป็นหลักฐานหน่อยเหอะ แต่เหมือนจะช้าไป..เพราะพอโผล่กลับไปอีกที ไอ้ลูกแมวตัวดีตัวนั้นมันก็หายไปซะแระ !!??

เอ๊า..หายไปไหนวะ..อิ่เจ๊รู้สึกเหี่ยว ๆ ในใจ แหม.....ก็นานๆ ครั้งหรอกน่ะ ที่จะมีลูกแมวหลงเข้ามาให้ตื่นเต้นบนบ้านได้แบบนี้ หาไปหามาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ก็เลยอนุมานว่า ระหว่างที่มัววิ่งไปหยิบมือถือจะมาถ่ายรูป มันคงอาศัยจังหวะนั้น แปลงกายเป็นสไปเดอร์แมว ปีนออกไปทางใดทางหนึ่งแล้วแหละ

เสียดายก็เสียดายอ่ะ แต่อีกทางหนึ่งก็โล่งใจ ที่ลูกแมวไม่ต้องเปิดศึกพะบู๊กับพี่ครีม ซึ่งแน่นอนว่างานนี้พี่ครีมตกเป็นมวยรองแน่นอน เพราะนอกจากจะเริ่มหูตึงสายตาไม่ค่อยจะดีแล้ว ฟันฟางยังไม่มีกะเค้าอีกด้วย T^T อย่ากระนั้นเลย แกมาทางไหนก็ไปทางนั้นก็เรียกว่าถูกแล้ว

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นฮ่ะ....เพราะเช้าวันถัดมา ขณะที่อิ่เจ๊มัวขี้ตาจะออกไปกวาดระเบียงหลังบ้านตามปกติ อิ่เจ๊ก็เจอเข้ากับกอง "ขรี้หมา" ก้อนเล็ก ๆ เข้ากองหนึ่ง...



"ไอ้นั่นมันตัวอัลไล" อิ่เจ๊เขม้นสายตามองให้ชัด ๆ อ่ะ...

เฮ้ย..แม๊ววววว.... นี่มันไอ้ลูกแมวตัวเมื่อวานนี่หว่า..

คราวนี้อิ่เจ๊ไม่กระโตกกระตากให้เสียฟอร์มฮ่ะ แต่รีบผลุบเข้าไปหยิบมือถือมาถ่ายรูปเร็วรี่ ถ่ายได้แชะเดียว ชะรอยไอ้หยองกรอดตัวนั้นมันคงจะได้ยินเสียงฝีเท้าอิ่เจ๊ล่ะมั๊ง เพราะมันรีบลุกพรวดพราดเผ่นแน่บเข้าไปแอบอยู่ในซอกกองของไม่ต้องประสงค์ที่มุมระเบียงอย่างว่อง !!

ฮั่นแน่ !!! เมื่อวานแกแอบอยู่ในกองของตรงนี้ชิมิล่าาาา...อิชั้นแอบฮาในใจอ่ะ

ด้วยความที่อยากรู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไง อิ่เจ๊ก็เลยเดินตามไปส่องรูปมาให้ดูอ่ะ




เฮ้ยยยย...น่ารักว่ะ.. >.< ♥♥♥...♥♥♥

เดี๋ยวแปะรูปไว้ให้ดูเรียกน้ำย่อยไปก่อนนะคะ แล้วพรุ่งนี้จะมาเขียนบันทึกเพิ่มเติมต่อ...วันนี้สายแย้ว ต้องรีบอาบน้ำไปทำงานแล้วอ่ะ แล้วพบกันได้ใหม่พรุ่งนี้นะคะ....

สดชื่นแจ่มใสทั้งวันกันทุกคนเลยค่ะ.... :)



วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

DIY.ที่ให้อาหารแมวจากขวดน้ำพลาสติก


เฮือกกก..ช่วงนี้อากาศอึมครึม ฝนตกทุกวันเลย นอกจากจะทำให้สองแสบออกมาเดินเล่นนอกออฟฟิศไม่ได้กันบ่อยๆ แล้ว บางครั้งพวกอาหารเม็ดที่ใส่ไว้ให้ในกรง ก็โดนความชื้น+ละอองฝนที่ปลิวๆ  มาตามลมทำให้หายกรุบกรอบน่ากินอีก อย่ากระนั้นเลย วันนี้เราจะไปคุ้ยขวดพลาสติกที่ใส่น้ำดื่มมาทำเป็น ที่ให้อาหารแมว ด้วยวิธีง่าย ๆ กันดีกว่าเนอะ


ก่อนอื่นก็นี่เรา เราต้องไปหาวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้กันมาก่อน ซึ่งก็มีแค่สองอย่างเท่านั้นล่ะ ได้แก่

  1. ขวดน้ำ,ขวดนม พลาสติกทรงเหลี่ยมฝาเกลียว ขนาดเดียวกัน (ขวดกลางๆ ประมาณ 2 ลิตร) 2 ใบ
  2. กรรไกร,มีดคัตเตอร์
เมื่อพร้อมแล้วก็มาลงมือทำกันได้เลย

  1. เจาะขวดน้ำใบที่ 1 เป็นรูกลม ๆ บริเวณด้านบนของขวด กะขนาดรูให้พอดีกับการเอาปากขวดอีกใบใส่เข้าไป (ภาพที่ 1) ส่วนบริเวณด้านล่างของขวด ก็เจาะให้มีลักษณะเป็นถาด (ภาพที่ 2) ตามภาพตัวอย่าง
  2. นำขวดใบที่สองมาตัดแบ่งครึ่ง จากนั้นนำเอาอาหารใส่เข้าไปภายในขวดท่อนล่าง แล้วใช้ขวดท่อนบนสวมครอบทับปิดลงไปให้แน่น ถอดฝาเกลียวออก
  3. นำขวดที่บรรจุอาหารขวดที่ 2 มาสวมบริเวณปากขวดลงไปในรูกลมที่เจาะไว้บนขวดใบที่ 1 ตามภาพตัวอย่าง (ภาพที่ 6) เพียงเท่านี้เราก็จะได้ถาดใส่อาหารสุดประหยัดให้เจ้าตัวแสบที่บ้านกันละ ที่สำคัญ นอกจากจะใช้งานได้จริงแล้ว ยังจะช่วยรักษาความกรอบของอาหารเม็ดให้อยู่ได้นาน ๆ โดยไม่ต้องกังวลกับความชื้นในอากาศเหมือนที่ผ่านมาอีกด้วยนะคะ




วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เกี่ยวก้อยกันเถิดดด...


เดี๋ยวนะ..ก่อนจะเขียนไดอารี่ยัยกะทิ อิชั้นสงสัยว่า ไอ้ชื่อหัวไดอารี่วันนี้มันเกี่ยวอัลไลกับเนื้อเรื่องฟระ..ครึ ครึ..


ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ชีวิตอิ่เจ๊ก็ยังคงหมุนวนเวียนเทียนกันไปเป็นปกติฮ่ะ นอกจากงานการเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยไปดูแลทุกวันแล้วก็มีเด็กแสบที่ตึกนี่แหละ ที่เป็นห่วงรัดคอ ไม่ให้ไปไหนได้ไกลมาก เพราะนอกจากจะต้องไปดูแลให้อาหารเปียกสองแสบช่วงบ่ายเองแล้ว ช่วงหลายวันหลังนี่ สองแสบยังได้รับอนุยืดให้ออกมาเดิน วิ่ง เป็นลิงเป็นค่างนอกออฟฟิศวันละพักนึงด้วย


แต่การจะปล่อยสองแสบออกมานั้น ไม่ใช่ว่าจู่ๆ นึกอยากจะปล่อยก็ปล่อยนะฮะ ก็อย่างที่เคยบอกไว้ในไดอารี่หน้าก่อนๆ ว่าปกติแล้ว สองแสบเองนั้นไม่เคยออกมาเล่นนอกออฟฟิศตามลำพังโดยไม่มีสายจูง (เคยทดลองช่วงแรกๆ ที่รับตัวกะทิมาฮ่ะ แต่ไม่ไหว ตามจับไม่ไหว แก่แล้วก็งี้ วิ่งไม่ทันหมาแมวแล้วแหละ) เนื่องจากกลัวว่าคุณเธอจะเล่นเพลิน ไม่ยอมให้จับกลับเข้ากรง แถมยังเกรงว่าจะโดดดึ๋งๆ ไล่ตามนก ตามจิ้งจก กิ้งกือเข้าไปในบริเวณตึกหรือบ้านคนอื่น แล้วก็หายจ้อยไป จะด้วยตัวเองหรือน้ำมือของคนที่อุ้มไปก็ไม่รู้แหละ ดังนั้นทุกครั้งที่สองแสบได้ออกมาเดินนอกออฟฟิศ มันก็จะต้องมีเชือกร่มเส้นเล็ก ๆ ผูกจูงเอาไว้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์อันไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น..


แต่ไม่ต้องปริวิตกไปฮ่ะ สายจูงที่อิ่เจ๊ผูกสองแสบก่อนพาเดินเล่นนั้น ต้องบอกว่ายาวมาก..ยาวเกือบถึงสุไหงโกลกกันเลยทีเดียว แถมวิธีจูงก็ต้องมีเทคนิคด้วยนะฮะ คืออิ่เจ๊จะปล่อยเชือกจูงให้ทอดยาวตามความจำเป็น เช่น...เวลาสองแสบคึก..นึกอยากจะวิ่ง...(ซึ่งแน่นอนว่าอิ่เจ๊เองก็คงจะใส่ติงหมาตามติงแมวไม่ทันอยู่แระ) ...อิ่เจ๊ก็จะปล่อยเชือกให้ทอดยาวเท่าที่มันอยากวิ่ง และด้วยความที่เชือกสายจูงมันยาวมาก (คะเนด้วยสายตา น่าจะยาวประมาณ 15 เมตรได้ !!) กะทิและโกกิ จึงวิ่งสนุกได้ตามใจชอบ ซึ่งก็นะ...มันวิ่งกันไม่ไกลหรอก อย่างมากก็วิ่งไปจนเกือบจะสุดสายจูง แล้วก็หยุดกึ้ก..หันมามองอิ่เจ๊ด้วยความสงสัย ว่าทำไมอิ่เจ๊ไม่ตามหนูวะ ?? แล้วก็หันหลังกลับ เดินนวยนาดมาเอาตัวสีๆ ขาอิ่เจ๊ใหม่ เดาเอาว่านอกจากอิ่เจ๊จะกลัวมันหายแล้ว..มันคงกลัวอิ่เจ๊หายด้วย หึหึ..โดยเฉพาะกะทิ ซึ่งเมื่อก่อนนี้พอได้ออกจากออฟฟิศทีไร แม่มมม...สนุกจนลืมโลกทุกที คือมันพยายามจะหนีไปเที่ยวตึกข้างๆ ประจำอ่ะนะ แถมวันไหนที่บังเอิญหลุดออกไปนอกออฟฟิศได้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะจับตัวกันได้ง่ายๆ เลย แล้วคิดดู..ว่าไอ้การไล่จับแมวที่มีสี่ติงแถมโกยแน่บได้ไวยิ่งกว่าลิงอ่ะ มันจะยากแค่ไหน วิธีการป้องกันปัญหานี้ก็คือ อย่าปล่อยให้มันหลุดออกไปได้เป็นอันขาด (เด็ดมะ ? T^T) คืออิ่เจ๊และผู้คนในหมู่ออฟฟิศเข็ดแล้วอ่ะ..หลุดกันที T25 ไม่จำเป็นกันเลยทีเดียว....


แต่ช่วงหลังๆ นี่กะทิทำตัวน่ารักมากฮ่ะ แม้ว่าจะมีสายจูงยาวๆ คอยผูกคออยู่ ไม่ให้เตลิดไปไหนโดยควบคุมไม่ได้ และแม้ว่าอิ่เจ๊จะตามใจให้วิ่งไกลๆ ได้ตามใจชอบ แต่ทุกครั้งที่ได้ออกมาเดิน กะทิก็จะเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย เห็นขนนกตกอยู่ก็วิ่งงงง..ไปเล่น ทิ้งตัวลงนอนเกลือกพื้น กลิ้งไป กลิ้งมา นอนอาบแดดเหมือนแมวชาติตะวันตก (ประมาณชาติหน้าขนแกถึงจะขึ้นเป็นสีแทนได้อ่ะนะ) วิ่งไปเล็มหญ้าหลังตึก (มโนไปว่าตัวเองเป็นวัว) ไล่นก ตกแมงปอ แต่พอสนุกจนพอใจสักพัก ก็จะวิ่งกลับมาให้อิ่เจ๊ลูบเนื้อลูบตัวให้ แล้วก็เอาตัวสีๆ กลิ้งๆ แทบเท้าเจ๊ ท่าทางมีความสุขมากๆ อ่ะ เห็นแบบนี้แล้ว อิ่เจ๊ก็ยอมดำสุดชีวิต คือต้องพาออกเดินท่อมๆ กลางแดดสี่โมงเย็นเกือบทุกวัน (ที่อิ่เจ๊เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิร์ลไม่ทันก็เพราะบ่มผิวไม่ทันนะ..เข้าใจตามนี้นะ กร๊ากกก..) สถานการณ์ความดำก็เลยเข้าขึ้นตึงเครียดเข้าไปทุกที


ส่วนยัยโกกิ เปรียวกว่ากะทิเล็กน้อยฮ่ะ คือคุณเธอชอบที่จะเดินเล่นล่ะ แต่ไม่ยักกะใส่ใจอิ่เจ๊นัก คือเมื่อตรูได้ออกมาเดิน โลกทั้งใบก็เป็นของตรู..อิ่เจ๊ไม่เกี่ยว !! นึกอยากจะวิ่ง พี่ก็วิ่ง นึกอยากจะมุดพี่ก็มุด คือนอกจากพี่จะเป็นแมวแล้ว พี่ยังเป็นนินจาด้วยป่าวคะ..แต่ก็เอาเหอะ ใช่ว่าจะได้ออกมาเดินเล่นกันได้บ่อยๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะ จะมุด จะวิ่ง จะดื้อยังไงเจ๊ก็ยอม ขอแค่เอร็งได้มีเวลาสนุกกับคำว่าอิสระเสรีแต่พอตัวบ้างก็ดีละ..


นอกจากนั้นเวลาปล่อยสองแสบมาเดินเล่น ก็ต้องพาออกมาทีละตัวฮ่ะ แล้วไอ้เจ้าสองตัวนี่ก็รู้มาก พออิ่เจ๊เอาเชือกจูงออกมาปั๊บ ก็มานอนแผละ รอกันเลย คงรู้อ่ะเนาะ ว่าจะได้ออกไปวิ่งเล่น เดินเล่น ซึ่งแน่นอนว่าอิ่เจ๊มักจะพากะทิออกมาก่อนเป็นตัวแรก เพราะไอ้กิมันไม่ค่อยเรื่องมาก (แต่กะทิไม่ได้เลยฮ่ะ ถ้าน้องได้ออกมาก่อน มันจะร้องเมี๊ยวม๊าว ประท้วงกันจนบ้านแทบแตก) แต่ไอ้ที่ฮาก็คือ...เวลาเดินอย่าให้ตัวนึงเห็นอีกตัวนะคะ ไม่งั้นจะเป็นแบบนี้


แบบนี้...


แบบนี้...


และแบบนี้...


คือเจ๊ก็ไม่เข้าใจว่าเอร็งจะรักอะไรกันนักหน๊าาาา...555+ ในภาพนั้นก็คือยัยกะทิพยายามจะโดดกลับเข้าไปพาน้องออกมาเดินเล่นอ่ะนะคะ ซึ่งบอกเลยว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะพาสองแสบออกมาเดินพร้อมๆ กัน นอกเสียจากมีใครอีกคนที่ไว้ใจได้มากพอที่จะรู้เทคนิกการจูงเด็กแสบพวกนี้


แต่ก็เอาเหอะ..เอร็งรักกัน เจ๊เข้าจาย....... ♥♥

ในตอนหน้าของไดอารี่ยัยกะทิ เราจะแบกชั้นวางแมวมาซ่อมที่ลับเล็บสองแสบกันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ







วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องหลุดๆ


ไม่รู้มีใครเป็นอย่างอิ่เจ๊บ้างรึเปล่า ที่ตั้งแต่มีแมวมาเป็นของตัวเอง ก็มักจะได้แผลเล็กแผลน้อยต้อยตีวิดกันอยู่บ่อย ๆ ทั้งจากเจ้าตัวแสบมั่งล่ะ จากสภาวการณ์ที่เจ้าตัวแสบกระทำมั่งล่ะ เรียกได้ว่า ชีวิตไม่เคยว่างเว้นจากการเป็นแผลข่วน จิก มิคสัญญีกันเลยทีเดียว


นับจากวันที่รับกะทิเข้ามาอยู่ด้วย ก็ปาเข้าไปสองปีแล้วค่ะ เวลาผ่านไปเร็วเนอะ ดูเหมือนกะทิเริ่มจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสถานที่อยู่สถานที่กินมากขึ้นแล้ว แต่ไอ้อาการที่เมื่อ "หลุด" ออกไปจากออฟฟิศแล้ววิ่งแร่ดกระเจิดกระเจิงไม่ยอมให้อิ่เจ๊หรือใครๆ จับนี่..ทำไมไม่หายไปซะทีก็ไม่รู้


เมื่อวานนี้ก็เอาอีกแล้วฮ่ะ คือ..ต้องบอกกันก่อน ว่าปกติแล้ว กะทิกับโกกิ เป็นแมวที่อิ่เจ๊ตั้งใจเลี้ยงระบบปิด ทั้งสองตัวจะมีกรงใหญ่ส่วนตัวเอาไว้นอนเล่นนอนรออิ่เจ๊หรือใครๆ อยู่ที่ใต้ตึก ซึ่งไอ้เจ้ากรงนี้ก็ค่อนข้างจะใหญ่โตพอสมควรฮ่ะ คืออิ่เจ๊พยายามเลือกกรงที่มีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะให้นั่งเล่น นอนเล่น ปีนเล่นได้โดยไม่อึดอัดตั้งแต่แรกแล้วอ่ะนะคะ เพราะสองแสบจะต้องอยู่ในนั้นนานกว่าวันละ 19 ชม. เรียกว่าต้องอยู่ในกรงตั้งแต่ช่วงบ่ายหรือเย็น ไปจนถึงช่วงเที่ยง ๆ ของอีกวันหนึ่ง..ซึ่งพออิ่เจ๊ไปทำงานก็จะได้มีโอกาสเข้ามากินอาหารเปียกสุดโปรด วิ่งเล่น กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับบรรดาพี่ๆ คนเลี้ยง แล้วก็อิ่เจ๊สัก 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะส่งตัวกลับเข้ากรงต่อ


ดังนั้นพื้นที่ประจำที่เด็กสองตัวได้อยู่ ก็คือ กรง แล้วก็ ออฟฟิศแค่นั้นแหละ หรือหากวันไหนอิ่เจ๊มีเวลา ก็จะผูกเชือกพาไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง แต่ก็ไม่เคยวางใจจะให้ออกไปเดินโดยไม่มีสายจูงอ่ะนะคะ เนื่องจากก่อนหน้านั้นเคยไว้ใจให้เดินมาแล้ว และเกิดปัญหาว่า เดินๆ เล่นไป พี่กะทิไม่ยอมกลับเข้าบ้านซะงั้น วิ่งหน้าเริ่ดจะเข้ารกเข้าพงหลังตึก หรือไม่ก็พยายามจะโดดข้ามรั้วไปที่หอพักข้างๆ นู่น เล่นเอาอิ่เจ๊วิ่งไล่จับจนลมเกือบแดรกมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้น..ด้วยความกลัว..ว่าถ้ากะทิกับโกกิหลุดออกไป จะต้องวิ่งเตลิดหนีหายไปแน่นอน อิ่เจ๊ก็เลยพยายามที่จะระมัดระวังไม่ให้เด็กทั้งสองตัวนี่หลุดเป็นอันขาด

แต่ความระมัดระวังก็ไม่ได้เป็นเครื่องหมายการันตีว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่มีปัญหาเด็กหลุดออกจากออฟฟิศได้เสมอไปนะคะ ยกตัวอย่างก็เพิ่งเมื่อเกือบ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง...จู่ๆ ยัยกะทิก็ "หลุด" ออกจากออฟฟิศ ด้วยการมุดตะแกรงตรงหน้าต่างออกไปซะงั้น T^T


เรื่องของเรื่องคืองี้ฮ่ะ เมื่อวานช่วงบ่ายกะทิกับโกกิก็วิ่งเล่นกันตามปกตินั่นล่ะ แล้วจู่ ๆ กะทิก็โดดเทคตัวเอาหัวพุ่งชนตะแกรงที่อิ่เจ๊เอามาแขวนปิดช่องหน้าต่างออฟฟิศเอาไว้ เผอิ้น..ไอ้เจ้าตะแกรงพรรค์นี้มันพับกลางได้อ่ะ มันก็เลยเกิดเป็นช่องโหว่ด้านล่าง ซึ่งอิ่เด็กเผือกนี่ก็ไวปานว่อก..พอเห็นช่องปุ้บ แม่มมม...มุดออกไปปั๊บ ไวยังกะลิง !! ขนาดอิ่เจ๊วิ่งใส่ติงหมาจนไปเตะเอาโต๊ะตัวใกล้ๆ ก็ยังคว้าตัวไว้ไม่ทัน ผลหรือคะ..อิ่เจ๊ยืนสตั๊นด้วยความตกใจตรงช่องหน้าต่าง ในขณะที่เด็กแสบวิ่งออกไปบนลานจอดรถมอเตอร์ไซค์หลังตึกด้วยอาการลิงโลดสุดกู่..

เดชะบุญฮ่ะ...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวกะทิเองก็แปลกใจอยู่นิดๆ รึเปล่า ที่จู่ๆ ได้ออกมาเดินนอกออฟฟิศ โดยไม่มีเชือกจูงของอิ่เจ๊ เพราะมันใส่ติงแมววิ่งออกไปราวๆ 50 เมตรได้ แล้วก็หยุดกึ้กเอาดื้อๆ..ก่อนจะหันมาสบตากับอิ่เจ๊ด้วยโหมดสโลโมชั่น ท่าทางคงจะงง ๆ ว่าทำไมอิ่เจ๊อยู่ข้างในแล้วตรูมาอยู่ข้างนอกฟระ นาทีนั้นอิ่เจ๊ไม่ได้คิดถึงอาการเจ็บติงและแผลที่ตัวเองได้จากการวิ่งไปเตะโต๊ะหรอกฮ่ะ เพราะต้องรีบตะโกนบอกลูกน้องในออฟฟิศทันทีด้วยอารามร้อนรนกลัวกะทิจะออกวิ่งไปไกลกันใหญ่

"ไอซ์...กะทิหลุด !! "

"ห๊ะ...." ลูกน้องคนสวยที่นั่งจัดการบิลใบเสร็จผู้เช่าพักอยู่ลุกพรวด แล้วก็รีบวิ่งออกจากออฟฟิศออกไปทางประตูหลัง ส่วนอิ่เจ๊ก็วิ่งไปทางประตูหน้า สรุปก็คือ ตอนนั้นยัยกะทิถูกดักอยู่ตรงกลางระหว่างสองเจ๊ ซึ่งแน่นอน ก่อนที่อิ่เจ๊จะออกไป ก็คว้าถุงขนมแมวออกไปด้วย กะว่าจะใช้มุขเก่าล่อให้มากินขนมก่อนตะครุบตัวไว้นี่แหละฟระ จะได้ผลรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่มีวิธีไหนที่กะทิจะยอมให้จับตัวแล้ว

สถานการณ์ตอนนั้นตึงเครียดมากฮ่ะ อิ่เจ๊คนงามดักไว้ด้านหนึ่ง ส่วนพี่ไอซ์ก็ดักไว้อีกด้าน ส่วนด้านขวาก็เป็นรั้วอิฐบล็อกของหอพักอื่นซึ่งกะทิเคยโดดหนีเข้าไปมาแล้ว และแน่นอนว่า..คราวนี้ถ้าโดดเข้าไปอีก มีหวังได้เตลิดเปิดเปิง ถูกคนอื่นอุ้มไปไม่ได้กลับบ้านแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย อิ่เจ๊พยายามจะไม่ทำให้กะทิตื่นตกใจไปมากกว่านี้ ก็เลยเขย่าซองขนมไปเรื่อยๆ แล้วพยายามเรียกด้วยเสียงอ่อนหวาน

"กะทิ...กะทิ มากินขนมกันมา เร้ววว..." อิ่เจ๊เขย่าซองขนม ได้ผลฮ่ะ กะทิมองมาตากลมป๊อง..แต๊...คิดว่ามันจะยอมมาง่ายๆ เหรอคะ

"นี่ไง มากินขนมเร็ว ขนมที่กะทิชอบไงมา" อิ่เจ๊หยิบขนมอันนึงโยนลงไปบนพื้นไม่ไกลตัวนัก พอขนมหล่นลงบนพื้นปุ๊บ..ยัยทิพุ่งปร๊าด..ออกมาดมขนมค่ะ..แต๊ (ครั้งที่สอง)...มันไม่ยักกินอ่ะ (กรรม) แย่กว่านั้น..พอดมเสร็จแทนที่จะยืนนิ่งๆ ให้เจ๊จับตัว มันกลับวิ่งพรวดออกไปทางพี่ไอซ์ ซึ่งยืนดักอยู่ทางด้านหลังตึก แล้วก็วิ่งเหยาะ ๆ ท่าทางลั้นลาไปทางพงหญ้ารกชัฎด้านหลังโน่น อิ่เจ๊ขอถามสักสามคำฮ่ะ ว่าเอร็งจะไปทำซากอะไรตรงนั้นวะคะ..ฮื้ดดด... T0T


"พี่แหม่ม ๆ อย่าวิ่งตามนะ ถ้ามันวิ่งเข้าพงหญ้าไปล่ะก็ หายแน่นอนเลย" เจ้าไอซ์รีบบอก ประสบการณ์ที่เจ้ายูกิหลุด แล้วหายเข้ารกเข้าพงไปเมื่อสองปีก่อนย้อนกลับมาให้อกสั่นขวัญแขวนกันอีกครั้ง "..เดี๋ยวรอให้มันเข้ามาเองเหอะ มันไม่ไปไหนไกลหรอก"

อิ่เจ๊ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ แน่นอนว่าจริงอย่างที่ไอซ์พูด ว่าถ้ากะทิตกใจวิ่งหายเข้าไปในป่าด้านหลังก็ไม่ต้องตามกันแล้ว เพราะพงหญ้าที่ว่าสูงกว่าเอวอิ่เจ๊ได้ T^T ทางเลือกก็คือต้องรอให้กะทิใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ ตะล่อมจับตัวจะดีกว่า

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ เพราะแค่ไม่ถึงสามนาที รถเก๋งของใครก็ไม่รู้ ก็วิ่งมาทางด้านหลังตึก ทำท่าจะมากลับรถที่ยัยกะทิยืนสินะ...ป๊าดดดด...แกจะมากลับรถอะไรอิ่ตอนนี้ @@##%&.....แมวตรูยังหลุดยืนเด่นเป็นสง่าอยู่่นะเฟร้ยย..ฮืออออ....อิ่เจ๊แทบจะเอาหินเฟี้ยงกระจกรถ รีบเดินย่องๆ ไปที่ยัยกะทิซึ่งตอนนี้เดินดมหญ้าอยู่

"กะทิ..มากินหนมมา" เสียงรถเก๋งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และอาจจะเป็นเพราะเห็นอิ่เจ๊เดินขวางประตูทางออกอยู่กระมัง รถเก๋งคันนั้นก็เลยจอดนิ่งอยู่ห่างจากประตูสัก 30 เมตรได้

กะทิเองก็คงได้ยินเสีียงรถยนต์ที่ว่านั่นเหมือนกันฮ่ะ และเดาเอาว่า อาจจะกลัวเสียงรถด้วยรึเปล่า เพราะมันวิ่งเหยาะ ๆ กลับมาหาอิ่เจ๊ซึ่งโยนขนมไว้บนพื้นทันที พอเข้ามาในระยะเอื้อมถืงปั๊บ อิ่เจ๊ก็รีบใช้มือกดหลังมันไว้แล้วอุ้มมันขึ้นมากอด...โอ้โห..นาทีนั้น ดีใจซะยิ่งกว่าถูกหวยสามตัวล่างอีก T^T นี่ถ้ามันไม่ยอมวิ่งมาหา ป่านนี้ก็คงหลุดไปเป็นไอ้ลูกหมาหลงแม่ถึงไหนต่อไหนแล้วมั๊ง...

อิ่เจ๊มันใจคอยังไม่ดีอยู่ฮ่ะ ระหว่างอุ้มกะทิไปใส่กรง ก็พูดกับน้องไปด้วยว่าออกมาทำไม...ถ้าหลงไปกลับบ้านไม่ได้นะ คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ..คือประเด็นก็ไม่รู้ว่ากะทิจะฟังรู้เรื่องมั้ย แต่อิ่เจ๊มันอยากพูดอ่ะ

หลังจากพากะทิกับโกกิกลับใส่กรงเรียบร้อยแล้ว แผลที่วิ่งเตะโต๊ะก็เริ่มออกฤทธิ์ค่ะ อิ่เจ๊เองก็เพิ่งจะเห็นว่ามันถลอกปอกเปิกเป็นแผลมีปริมาณเลือดออกนะ แล้วก็ปวดตุ้บ ๆ ด้วย เรียกว่าอาการเจ็บมาเต็ม..ก็ได้แต่รีบเข้าไปล้างแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วก็เดินเขยกๆ เคลียส์พื้นที่ภายในออฟฟิศปานประหนึ่งคนเหล็กกันต่อไป

จากเหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า..จงอย่าไว้ใจตะแกรงกันหน้าต่างเด็ดขาดฮ่ะ และยิ่งกว่านั้น จงอย่าไว้ใจแมวเผือกว่าจะไม่พยายามหนีออกจากออฟฟิศออกมาข้างนอกด้วย ลำพังออกมาเดินเล่นธรรมดาๆ อิ่เจ๊ไม่ว่ากระไรหรอกฮ่ะ ปัญหาคือวิสัยแมว..มันชอบเที่ยวอ่ะ และการเที่ยวของกะทิก็อาจเป็นที่มาของการกลับบ้านไม่ได้ เนื่องจากกะทิเองไม่เคยออกไปเดินไหนไกลกว่าบริเวณตึก แถมแม่กะทิยังเป็น แมวขาวมณีตาสองสี ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยงต่อการถูกอุ้มต่อไปเป็นทอดๆ เป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้อิ่เจ๊ก็เลยต้องพยายามบอกเด็ก ๆ ในออฟฟิศทุกคนให้ระมัดระวังมากขึ้นฮ่ะ และคาดว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่อิ่เจ๊จะต้องเผชิญกับความอกสั่นขวัญแขวนแบบนี้

ก็หวังว่าจะไม่ต้องมีเรื่องให้ต้องใจแป้วแบบนี้บ่อยๆ ก็ละกันนะคะ

อารมณ์มา................ T^T



อิ่เจ๊ของสองแสบ