วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เกี่ยวก้อยกันเถิดดด...


เดี๋ยวนะ..ก่อนจะเขียนไดอารี่ยัยกะทิ อิชั้นสงสัยว่า ไอ้ชื่อหัวไดอารี่วันนี้มันเกี่ยวอัลไลกับเนื้อเรื่องฟระ..ครึ ครึ..


ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ชีวิตอิ่เจ๊ก็ยังคงหมุนวนเวียนเทียนกันไปเป็นปกติฮ่ะ นอกจากงานการเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยไปดูแลทุกวันแล้วก็มีเด็กแสบที่ตึกนี่แหละ ที่เป็นห่วงรัดคอ ไม่ให้ไปไหนได้ไกลมาก เพราะนอกจากจะต้องไปดูแลให้อาหารเปียกสองแสบช่วงบ่ายเองแล้ว ช่วงหลายวันหลังนี่ สองแสบยังได้รับอนุยืดให้ออกมาเดิน วิ่ง เป็นลิงเป็นค่างนอกออฟฟิศวันละพักนึงด้วย


แต่การจะปล่อยสองแสบออกมานั้น ไม่ใช่ว่าจู่ๆ นึกอยากจะปล่อยก็ปล่อยนะฮะ ก็อย่างที่เคยบอกไว้ในไดอารี่หน้าก่อนๆ ว่าปกติแล้ว สองแสบเองนั้นไม่เคยออกมาเล่นนอกออฟฟิศตามลำพังโดยไม่มีสายจูง (เคยทดลองช่วงแรกๆ ที่รับตัวกะทิมาฮ่ะ แต่ไม่ไหว ตามจับไม่ไหว แก่แล้วก็งี้ วิ่งไม่ทันหมาแมวแล้วแหละ) เนื่องจากกลัวว่าคุณเธอจะเล่นเพลิน ไม่ยอมให้จับกลับเข้ากรง แถมยังเกรงว่าจะโดดดึ๋งๆ ไล่ตามนก ตามจิ้งจก กิ้งกือเข้าไปในบริเวณตึกหรือบ้านคนอื่น แล้วก็หายจ้อยไป จะด้วยตัวเองหรือน้ำมือของคนที่อุ้มไปก็ไม่รู้แหละ ดังนั้นทุกครั้งที่สองแสบได้ออกมาเดินนอกออฟฟิศ มันก็จะต้องมีเชือกร่มเส้นเล็ก ๆ ผูกจูงเอาไว้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์อันไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น..


แต่ไม่ต้องปริวิตกไปฮ่ะ สายจูงที่อิ่เจ๊ผูกสองแสบก่อนพาเดินเล่นนั้น ต้องบอกว่ายาวมาก..ยาวเกือบถึงสุไหงโกลกกันเลยทีเดียว แถมวิธีจูงก็ต้องมีเทคนิคด้วยนะฮะ คืออิ่เจ๊จะปล่อยเชือกจูงให้ทอดยาวตามความจำเป็น เช่น...เวลาสองแสบคึก..นึกอยากจะวิ่ง...(ซึ่งแน่นอนว่าอิ่เจ๊เองก็คงจะใส่ติงหมาตามติงแมวไม่ทันอยู่แระ) ...อิ่เจ๊ก็จะปล่อยเชือกให้ทอดยาวเท่าที่มันอยากวิ่ง และด้วยความที่เชือกสายจูงมันยาวมาก (คะเนด้วยสายตา น่าจะยาวประมาณ 15 เมตรได้ !!) กะทิและโกกิ จึงวิ่งสนุกได้ตามใจชอบ ซึ่งก็นะ...มันวิ่งกันไม่ไกลหรอก อย่างมากก็วิ่งไปจนเกือบจะสุดสายจูง แล้วก็หยุดกึ้ก..หันมามองอิ่เจ๊ด้วยความสงสัย ว่าทำไมอิ่เจ๊ไม่ตามหนูวะ ?? แล้วก็หันหลังกลับ เดินนวยนาดมาเอาตัวสีๆ ขาอิ่เจ๊ใหม่ เดาเอาว่านอกจากอิ่เจ๊จะกลัวมันหายแล้ว..มันคงกลัวอิ่เจ๊หายด้วย หึหึ..โดยเฉพาะกะทิ ซึ่งเมื่อก่อนนี้พอได้ออกจากออฟฟิศทีไร แม่มมม...สนุกจนลืมโลกทุกที คือมันพยายามจะหนีไปเที่ยวตึกข้างๆ ประจำอ่ะนะ แถมวันไหนที่บังเอิญหลุดออกไปนอกออฟฟิศได้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะจับตัวกันได้ง่ายๆ เลย แล้วคิดดู..ว่าไอ้การไล่จับแมวที่มีสี่ติงแถมโกยแน่บได้ไวยิ่งกว่าลิงอ่ะ มันจะยากแค่ไหน วิธีการป้องกันปัญหานี้ก็คือ อย่าปล่อยให้มันหลุดออกไปได้เป็นอันขาด (เด็ดมะ ? T^T) คืออิ่เจ๊และผู้คนในหมู่ออฟฟิศเข็ดแล้วอ่ะ..หลุดกันที T25 ไม่จำเป็นกันเลยทีเดียว....


แต่ช่วงหลังๆ นี่กะทิทำตัวน่ารักมากฮ่ะ แม้ว่าจะมีสายจูงยาวๆ คอยผูกคออยู่ ไม่ให้เตลิดไปไหนโดยควบคุมไม่ได้ และแม้ว่าอิ่เจ๊จะตามใจให้วิ่งไกลๆ ได้ตามใจชอบ แต่ทุกครั้งที่ได้ออกมาเดิน กะทิก็จะเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย เห็นขนนกตกอยู่ก็วิ่งงงง..ไปเล่น ทิ้งตัวลงนอนเกลือกพื้น กลิ้งไป กลิ้งมา นอนอาบแดดเหมือนแมวชาติตะวันตก (ประมาณชาติหน้าขนแกถึงจะขึ้นเป็นสีแทนได้อ่ะนะ) วิ่งไปเล็มหญ้าหลังตึก (มโนไปว่าตัวเองเป็นวัว) ไล่นก ตกแมงปอ แต่พอสนุกจนพอใจสักพัก ก็จะวิ่งกลับมาให้อิ่เจ๊ลูบเนื้อลูบตัวให้ แล้วก็เอาตัวสีๆ กลิ้งๆ แทบเท้าเจ๊ ท่าทางมีความสุขมากๆ อ่ะ เห็นแบบนี้แล้ว อิ่เจ๊ก็ยอมดำสุดชีวิต คือต้องพาออกเดินท่อมๆ กลางแดดสี่โมงเย็นเกือบทุกวัน (ที่อิ่เจ๊เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิร์ลไม่ทันก็เพราะบ่มผิวไม่ทันนะ..เข้าใจตามนี้นะ กร๊ากกก..) สถานการณ์ความดำก็เลยเข้าขึ้นตึงเครียดเข้าไปทุกที


ส่วนยัยโกกิ เปรียวกว่ากะทิเล็กน้อยฮ่ะ คือคุณเธอชอบที่จะเดินเล่นล่ะ แต่ไม่ยักกะใส่ใจอิ่เจ๊นัก คือเมื่อตรูได้ออกมาเดิน โลกทั้งใบก็เป็นของตรู..อิ่เจ๊ไม่เกี่ยว !! นึกอยากจะวิ่ง พี่ก็วิ่ง นึกอยากจะมุดพี่ก็มุด คือนอกจากพี่จะเป็นแมวแล้ว พี่ยังเป็นนินจาด้วยป่าวคะ..แต่ก็เอาเหอะ ใช่ว่าจะได้ออกมาเดินเล่นกันได้บ่อยๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะ จะมุด จะวิ่ง จะดื้อยังไงเจ๊ก็ยอม ขอแค่เอร็งได้มีเวลาสนุกกับคำว่าอิสระเสรีแต่พอตัวบ้างก็ดีละ..


นอกจากนั้นเวลาปล่อยสองแสบมาเดินเล่น ก็ต้องพาออกมาทีละตัวฮ่ะ แล้วไอ้เจ้าสองตัวนี่ก็รู้มาก พออิ่เจ๊เอาเชือกจูงออกมาปั๊บ ก็มานอนแผละ รอกันเลย คงรู้อ่ะเนาะ ว่าจะได้ออกไปวิ่งเล่น เดินเล่น ซึ่งแน่นอนว่าอิ่เจ๊มักจะพากะทิออกมาก่อนเป็นตัวแรก เพราะไอ้กิมันไม่ค่อยเรื่องมาก (แต่กะทิไม่ได้เลยฮ่ะ ถ้าน้องได้ออกมาก่อน มันจะร้องเมี๊ยวม๊าว ประท้วงกันจนบ้านแทบแตก) แต่ไอ้ที่ฮาก็คือ...เวลาเดินอย่าให้ตัวนึงเห็นอีกตัวนะคะ ไม่งั้นจะเป็นแบบนี้


แบบนี้...


แบบนี้...


และแบบนี้...


คือเจ๊ก็ไม่เข้าใจว่าเอร็งจะรักอะไรกันนักหน๊าาาา...555+ ในภาพนั้นก็คือยัยกะทิพยายามจะโดดกลับเข้าไปพาน้องออกมาเดินเล่นอ่ะนะคะ ซึ่งบอกเลยว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะพาสองแสบออกมาเดินพร้อมๆ กัน นอกเสียจากมีใครอีกคนที่ไว้ใจได้มากพอที่จะรู้เทคนิกการจูงเด็กแสบพวกนี้


แต่ก็เอาเหอะ..เอร็งรักกัน เจ๊เข้าจาย....... ♥♥

ในตอนหน้าของไดอารี่ยัยกะทิ เราจะแบกชั้นวางแมวมาซ่อมที่ลับเล็บสองแสบกันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ







วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องหลุดๆ


ไม่รู้มีใครเป็นอย่างอิ่เจ๊บ้างรึเปล่า ที่ตั้งแต่มีแมวมาเป็นของตัวเอง ก็มักจะได้แผลเล็กแผลน้อยต้อยตีวิดกันอยู่บ่อย ๆ ทั้งจากเจ้าตัวแสบมั่งล่ะ จากสภาวการณ์ที่เจ้าตัวแสบกระทำมั่งล่ะ เรียกได้ว่า ชีวิตไม่เคยว่างเว้นจากการเป็นแผลข่วน จิก มิคสัญญีกันเลยทีเดียว


นับจากวันที่รับกะทิเข้ามาอยู่ด้วย ก็ปาเข้าไปสองปีแล้วค่ะ เวลาผ่านไปเร็วเนอะ ดูเหมือนกะทิเริ่มจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสถานที่อยู่สถานที่กินมากขึ้นแล้ว แต่ไอ้อาการที่เมื่อ "หลุด" ออกไปจากออฟฟิศแล้ววิ่งแร่ดกระเจิดกระเจิงไม่ยอมให้อิ่เจ๊หรือใครๆ จับนี่..ทำไมไม่หายไปซะทีก็ไม่รู้


เมื่อวานนี้ก็เอาอีกแล้วฮ่ะ คือ..ต้องบอกกันก่อน ว่าปกติแล้ว กะทิกับโกกิ เป็นแมวที่อิ่เจ๊ตั้งใจเลี้ยงระบบปิด ทั้งสองตัวจะมีกรงใหญ่ส่วนตัวเอาไว้นอนเล่นนอนรออิ่เจ๊หรือใครๆ อยู่ที่ใต้ตึก ซึ่งไอ้เจ้ากรงนี้ก็ค่อนข้างจะใหญ่โตพอสมควรฮ่ะ คืออิ่เจ๊พยายามเลือกกรงที่มีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะให้นั่งเล่น นอนเล่น ปีนเล่นได้โดยไม่อึดอัดตั้งแต่แรกแล้วอ่ะนะคะ เพราะสองแสบจะต้องอยู่ในนั้นนานกว่าวันละ 19 ชม. เรียกว่าต้องอยู่ในกรงตั้งแต่ช่วงบ่ายหรือเย็น ไปจนถึงช่วงเที่ยง ๆ ของอีกวันหนึ่ง..ซึ่งพออิ่เจ๊ไปทำงานก็จะได้มีโอกาสเข้ามากินอาหารเปียกสุดโปรด วิ่งเล่น กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับบรรดาพี่ๆ คนเลี้ยง แล้วก็อิ่เจ๊สัก 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะส่งตัวกลับเข้ากรงต่อ


ดังนั้นพื้นที่ประจำที่เด็กสองตัวได้อยู่ ก็คือ กรง แล้วก็ ออฟฟิศแค่นั้นแหละ หรือหากวันไหนอิ่เจ๊มีเวลา ก็จะผูกเชือกพาไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง แต่ก็ไม่เคยวางใจจะให้ออกไปเดินโดยไม่มีสายจูงอ่ะนะคะ เนื่องจากก่อนหน้านั้นเคยไว้ใจให้เดินมาแล้ว และเกิดปัญหาว่า เดินๆ เล่นไป พี่กะทิไม่ยอมกลับเข้าบ้านซะงั้น วิ่งหน้าเริ่ดจะเข้ารกเข้าพงหลังตึก หรือไม่ก็พยายามจะโดดข้ามรั้วไปที่หอพักข้างๆ นู่น เล่นเอาอิ่เจ๊วิ่งไล่จับจนลมเกือบแดรกมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้น..ด้วยความกลัว..ว่าถ้ากะทิกับโกกิหลุดออกไป จะต้องวิ่งเตลิดหนีหายไปแน่นอน อิ่เจ๊ก็เลยพยายามที่จะระมัดระวังไม่ให้เด็กทั้งสองตัวนี่หลุดเป็นอันขาด

แต่ความระมัดระวังก็ไม่ได้เป็นเครื่องหมายการันตีว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่มีปัญหาเด็กหลุดออกจากออฟฟิศได้เสมอไปนะคะ ยกตัวอย่างก็เพิ่งเมื่อเกือบ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง...จู่ๆ ยัยกะทิก็ "หลุด" ออกจากออฟฟิศ ด้วยการมุดตะแกรงตรงหน้าต่างออกไปซะงั้น T^T


เรื่องของเรื่องคืองี้ฮ่ะ เมื่อวานช่วงบ่ายกะทิกับโกกิก็วิ่งเล่นกันตามปกตินั่นล่ะ แล้วจู่ ๆ กะทิก็โดดเทคตัวเอาหัวพุ่งชนตะแกรงที่อิ่เจ๊เอามาแขวนปิดช่องหน้าต่างออฟฟิศเอาไว้ เผอิ้น..ไอ้เจ้าตะแกรงพรรค์นี้มันพับกลางได้อ่ะ มันก็เลยเกิดเป็นช่องโหว่ด้านล่าง ซึ่งอิ่เด็กเผือกนี่ก็ไวปานว่อก..พอเห็นช่องปุ้บ แม่มมม...มุดออกไปปั๊บ ไวยังกะลิง !! ขนาดอิ่เจ๊วิ่งใส่ติงหมาจนไปเตะเอาโต๊ะตัวใกล้ๆ ก็ยังคว้าตัวไว้ไม่ทัน ผลหรือคะ..อิ่เจ๊ยืนสตั๊นด้วยความตกใจตรงช่องหน้าต่าง ในขณะที่เด็กแสบวิ่งออกไปบนลานจอดรถมอเตอร์ไซค์หลังตึกด้วยอาการลิงโลดสุดกู่..

เดชะบุญฮ่ะ...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวกะทิเองก็แปลกใจอยู่นิดๆ รึเปล่า ที่จู่ๆ ได้ออกมาเดินนอกออฟฟิศ โดยไม่มีเชือกจูงของอิ่เจ๊ เพราะมันใส่ติงแมววิ่งออกไปราวๆ 50 เมตรได้ แล้วก็หยุดกึ้กเอาดื้อๆ..ก่อนจะหันมาสบตากับอิ่เจ๊ด้วยโหมดสโลโมชั่น ท่าทางคงจะงง ๆ ว่าทำไมอิ่เจ๊อยู่ข้างในแล้วตรูมาอยู่ข้างนอกฟระ นาทีนั้นอิ่เจ๊ไม่ได้คิดถึงอาการเจ็บติงและแผลที่ตัวเองได้จากการวิ่งไปเตะโต๊ะหรอกฮ่ะ เพราะต้องรีบตะโกนบอกลูกน้องในออฟฟิศทันทีด้วยอารามร้อนรนกลัวกะทิจะออกวิ่งไปไกลกันใหญ่

"ไอซ์...กะทิหลุด !! "

"ห๊ะ...." ลูกน้องคนสวยที่นั่งจัดการบิลใบเสร็จผู้เช่าพักอยู่ลุกพรวด แล้วก็รีบวิ่งออกจากออฟฟิศออกไปทางประตูหลัง ส่วนอิ่เจ๊ก็วิ่งไปทางประตูหน้า สรุปก็คือ ตอนนั้นยัยกะทิถูกดักอยู่ตรงกลางระหว่างสองเจ๊ ซึ่งแน่นอน ก่อนที่อิ่เจ๊จะออกไป ก็คว้าถุงขนมแมวออกไปด้วย กะว่าจะใช้มุขเก่าล่อให้มากินขนมก่อนตะครุบตัวไว้นี่แหละฟระ จะได้ผลรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่มีวิธีไหนที่กะทิจะยอมให้จับตัวแล้ว

สถานการณ์ตอนนั้นตึงเครียดมากฮ่ะ อิ่เจ๊คนงามดักไว้ด้านหนึ่ง ส่วนพี่ไอซ์ก็ดักไว้อีกด้าน ส่วนด้านขวาก็เป็นรั้วอิฐบล็อกของหอพักอื่นซึ่งกะทิเคยโดดหนีเข้าไปมาแล้ว และแน่นอนว่า..คราวนี้ถ้าโดดเข้าไปอีก มีหวังได้เตลิดเปิดเปิง ถูกคนอื่นอุ้มไปไม่ได้กลับบ้านแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย อิ่เจ๊พยายามจะไม่ทำให้กะทิตื่นตกใจไปมากกว่านี้ ก็เลยเขย่าซองขนมไปเรื่อยๆ แล้วพยายามเรียกด้วยเสียงอ่อนหวาน

"กะทิ...กะทิ มากินขนมกันมา เร้ววว..." อิ่เจ๊เขย่าซองขนม ได้ผลฮ่ะ กะทิมองมาตากลมป๊อง..แต๊...คิดว่ามันจะยอมมาง่ายๆ เหรอคะ

"นี่ไง มากินขนมเร็ว ขนมที่กะทิชอบไงมา" อิ่เจ๊หยิบขนมอันนึงโยนลงไปบนพื้นไม่ไกลตัวนัก พอขนมหล่นลงบนพื้นปุ๊บ..ยัยทิพุ่งปร๊าด..ออกมาดมขนมค่ะ..แต๊ (ครั้งที่สอง)...มันไม่ยักกินอ่ะ (กรรม) แย่กว่านั้น..พอดมเสร็จแทนที่จะยืนนิ่งๆ ให้เจ๊จับตัว มันกลับวิ่งพรวดออกไปทางพี่ไอซ์ ซึ่งยืนดักอยู่ทางด้านหลังตึก แล้วก็วิ่งเหยาะ ๆ ท่าทางลั้นลาไปทางพงหญ้ารกชัฎด้านหลังโน่น อิ่เจ๊ขอถามสักสามคำฮ่ะ ว่าเอร็งจะไปทำซากอะไรตรงนั้นวะคะ..ฮื้ดดด... T0T


"พี่แหม่ม ๆ อย่าวิ่งตามนะ ถ้ามันวิ่งเข้าพงหญ้าไปล่ะก็ หายแน่นอนเลย" เจ้าไอซ์รีบบอก ประสบการณ์ที่เจ้ายูกิหลุด แล้วหายเข้ารกเข้าพงไปเมื่อสองปีก่อนย้อนกลับมาให้อกสั่นขวัญแขวนกันอีกครั้ง "..เดี๋ยวรอให้มันเข้ามาเองเหอะ มันไม่ไปไหนไกลหรอก"

อิ่เจ๊ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ แน่นอนว่าจริงอย่างที่ไอซ์พูด ว่าถ้ากะทิตกใจวิ่งหายเข้าไปในป่าด้านหลังก็ไม่ต้องตามกันแล้ว เพราะพงหญ้าที่ว่าสูงกว่าเอวอิ่เจ๊ได้ T^T ทางเลือกก็คือต้องรอให้กะทิใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ ตะล่อมจับตัวจะดีกว่า

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ เพราะแค่ไม่ถึงสามนาที รถเก๋งของใครก็ไม่รู้ ก็วิ่งมาทางด้านหลังตึก ทำท่าจะมากลับรถที่ยัยกะทิยืนสินะ...ป๊าดดดด...แกจะมากลับรถอะไรอิ่ตอนนี้ @@##%&.....แมวตรูยังหลุดยืนเด่นเป็นสง่าอยู่่นะเฟร้ยย..ฮืออออ....อิ่เจ๊แทบจะเอาหินเฟี้ยงกระจกรถ รีบเดินย่องๆ ไปที่ยัยกะทิซึ่งตอนนี้เดินดมหญ้าอยู่

"กะทิ..มากินหนมมา" เสียงรถเก๋งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และอาจจะเป็นเพราะเห็นอิ่เจ๊เดินขวางประตูทางออกอยู่กระมัง รถเก๋งคันนั้นก็เลยจอดนิ่งอยู่ห่างจากประตูสัก 30 เมตรได้

กะทิเองก็คงได้ยินเสีียงรถยนต์ที่ว่านั่นเหมือนกันฮ่ะ และเดาเอาว่า อาจจะกลัวเสียงรถด้วยรึเปล่า เพราะมันวิ่งเหยาะ ๆ กลับมาหาอิ่เจ๊ซึ่งโยนขนมไว้บนพื้นทันที พอเข้ามาในระยะเอื้อมถืงปั๊บ อิ่เจ๊ก็รีบใช้มือกดหลังมันไว้แล้วอุ้มมันขึ้นมากอด...โอ้โห..นาทีนั้น ดีใจซะยิ่งกว่าถูกหวยสามตัวล่างอีก T^T นี่ถ้ามันไม่ยอมวิ่งมาหา ป่านนี้ก็คงหลุดไปเป็นไอ้ลูกหมาหลงแม่ถึงไหนต่อไหนแล้วมั๊ง...

อิ่เจ๊มันใจคอยังไม่ดีอยู่ฮ่ะ ระหว่างอุ้มกะทิไปใส่กรง ก็พูดกับน้องไปด้วยว่าออกมาทำไม...ถ้าหลงไปกลับบ้านไม่ได้นะ คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ..คือประเด็นก็ไม่รู้ว่ากะทิจะฟังรู้เรื่องมั้ย แต่อิ่เจ๊มันอยากพูดอ่ะ

หลังจากพากะทิกับโกกิกลับใส่กรงเรียบร้อยแล้ว แผลที่วิ่งเตะโต๊ะก็เริ่มออกฤทธิ์ค่ะ อิ่เจ๊เองก็เพิ่งจะเห็นว่ามันถลอกปอกเปิกเป็นแผลมีปริมาณเลือดออกนะ แล้วก็ปวดตุ้บ ๆ ด้วย เรียกว่าอาการเจ็บมาเต็ม..ก็ได้แต่รีบเข้าไปล้างแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วก็เดินเขยกๆ เคลียส์พื้นที่ภายในออฟฟิศปานประหนึ่งคนเหล็กกันต่อไป

จากเหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า..จงอย่าไว้ใจตะแกรงกันหน้าต่างเด็ดขาดฮ่ะ และยิ่งกว่านั้น จงอย่าไว้ใจแมวเผือกว่าจะไม่พยายามหนีออกจากออฟฟิศออกมาข้างนอกด้วย ลำพังออกมาเดินเล่นธรรมดาๆ อิ่เจ๊ไม่ว่ากระไรหรอกฮ่ะ ปัญหาคือวิสัยแมว..มันชอบเที่ยวอ่ะ และการเที่ยวของกะทิก็อาจเป็นที่มาของการกลับบ้านไม่ได้ เนื่องจากกะทิเองไม่เคยออกไปเดินไหนไกลกว่าบริเวณตึก แถมแม่กะทิยังเป็น แมวขาวมณีตาสองสี ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยงต่อการถูกอุ้มต่อไปเป็นทอดๆ เป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้อิ่เจ๊ก็เลยต้องพยายามบอกเด็ก ๆ ในออฟฟิศทุกคนให้ระมัดระวังมากขึ้นฮ่ะ และคาดว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่อิ่เจ๊จะต้องเผชิญกับความอกสั่นขวัญแขวนแบบนี้

ก็หวังว่าจะไม่ต้องมีเรื่องให้ต้องใจแป้วแบบนี้บ่อยๆ ก็ละกันนะคะ

อารมณ์มา................ T^T



อิ่เจ๊ของสองแสบ


วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เจ้าสีหมอก


"สีหมอก" เป็นแมวเด็กตัวสุดท้ายในฝูงเด็กแม่ทิ้ง ที่อิ่เจ๊ยอมปล่อยออกจากอ้อมอกฮ่ะ T^T

คงต้องบอกกันก่อน ว่าจริงๆ แล้วอิ่เจ๊แอบสังเกตอุปนิสัยของแมวเด็กทุกตัวในมือ ว่าแต่ละตัวมีนิสัยอย่างไรบ้าง อย่างเช่น เจ้าก้อบลินที่ไปอยู่กับแม่ไอซ์ เป็นเด็กเป๋อเหวอ เหวอได้ทุกสภาวะการณ์ แต่ก็ใจกล้าหน้าด้านเข้าตำราตัวเล็กใจใหญ่ ส่วนเจ้าส้มป่อยที่ไปอยู่กับลูกค้าของตึกอีกคนนึง ก็เป็นเด็กขี้อ้อน คือมันอ้อนได้ทุกสภาวะการณ์ อ้อนได้ทุกโอกาส อ้อนได้ทุกขณะจิต อ้อนจนอิ่เจ๊นึกในใจว่าเอร็งจะอ้อนเอาโล่ห์หรือไร อิ่เจ๊คิดว่ามันอ้อนเกินหน้าเกินตาพี่น้องไปนะ และพราะอ้อนๆ แบบนี้..อิ่เจ๊ถึงยังนึกใจหายทุกครั้ง ที่นึกถึงว่าไม่ควรให้ส้มป่อยกับคนที่มาขอไปก่อนเป็นตัวแรก


มาถึงนิสัยของเจ้า "สีหมอก" กันบ้างค่ะ หลายๆ คนที่มีแมวเด็กในอุปการะคงจะนึกภาพลูกแมวที่จับคู่เล่นกันเป็นหย่อม ๆ ได้นะคะ อย่างในฝูงนี้ สีส้มกับสามสีเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก คือมันเล่นกันได้ทั้งวัน กินก็เล่น นอนก็เล่น บทจะขรี้บางครั้งก็ยังตามไปขรี้เล่นๆ พร้อมกันในกระบะอีก ส่วนก้อบลินของแม่ไอซ์ก็เล่นได้กับทุกตัว ส้มป่อยก็ชอบมานัวเนียกับอิ่เจ๊...คงจะมีแต่สีหมอกกระมัง ที่ไม่เอาใครเลย..เอ๊ะ หรือมันไม่มีใครเอากันแน่ก็ไม่รุ..


สีหมอกเป็นแมวสีเปรอะค่ะ คืออิ่เจ๊ว่ามันเปรอะไปหมด สีเทาๆ ส้มๆ ขาวๆ มอมๆ ตัวเล็กๆ จ๋อยๆ เวลาพี่น้องเค้าเล่นกัน ก็เที่ยวไปนอนแอบ นึกสนุกขึ้นมาก็เล่นกับฝากรง (!!??) อิ่เจ๊เพียรมองสีหมอกแล้วหยิบมาพาดพุงตัวเองบ่อยๆ แบบว่า..กลัวมันเป็นเด็กมีปัญหาน่ะนะคะ ต้องใช้เวอชั่นพุงกะทิให้ความอบอุ่นกันอยู่เรื่อยๆ


สีหมอกโตขึ้นเรื่อยๆ ในออฟฟิศนี่ล่ะ ผ่านจากหนึ่งสัปดาห์ เป็นสองสัปดาห์ และเข้าสัปดาห์ที่สามในที่สุด..อิ่เจ๊ก็เพียรถ่ายรูป ถ่ายคลิปลงเฟสเรื่อยๆ จริงๆ คือตั้งใจจิ่อวดแมวเฟร้ย 555+ แต่ก็นะ..พอคุณเพื่อนที่ออกปากจะช่วยเลี้ยงเห็นเข้า ก็เริ่มสงสัย ว่านี่อิ่เจ๊คิดจะโกงแมวเด็กมันหรือไร.. >.<


"..ไม่มีใครรับไปเลี้ยงก็ไม่เป็นไรเนอะ..อยู่กับอิ่เจ๊ก็ได้.." อิ่เจ๊หว่านสเตตัสถามทางในเย็นวันหนึ่ง พร้อมกับโพสภาพสีหมอกทำตาบ้องแบ๊วน่ารักน่าชัง จูจุ๊บ ๆ ไปหลายภาพ


"อ้าว....แกไม่ได้เก็บลูกไว้ให้ชั้นเหรอ" ไวปานว่อกฮ่ะ..5555+ คุณเพื่อนเคาะถามมาโดยพลัน อิ่เจ๊ก็เลยรู้ว่าเพื่อนสะดวกในการรับเลี้ยงมากกกก....และตั้งตารอที่จะขับรถจากกรุงเทพฯ มารับสีหมอกที่พิษณุโลกปลายเดือนนี้อย่างใจจดใจจ่อ


"เอ่อ..เก็บไว้ให้สิ ชั้นนึกว่าแกไม่เอาแล้วอ่ะ จริงๆ อยากให้อยู่กับแกนะ เพราะถ้าสีหมอกอยู่กับแก ชั้นก็ก็อุ่นใจกว่าไปอยู่กับคนอื่น"....ปากไวนะนั่น..งื้ด... T^T จริงๆ คงต้องบอกว่าตอนบอกเพื่อนไปว่าเก็บไว้ให้ ในใจนึกหาวิธีโกงเพื่อนอยู่นิดๆ 5555+ แต่พอมาลองนึกดูแล้ว หากสีหมอกได้ไปอยู่กับเพื่อนถือว่าเป็นบุญของสีหมอกนะ เพราะเพื่อนคนนี้จิตใจอ่อนโยนไม่มีลูกและมีแมวตัวโตเลี้ยงอยู่แล้วที่บ้านสองตัวด้วยกัน นอกจากสีหมอกจะได้บ้านดีๆ ได้ความรักดีๆ แล้ว ยังจะได้มีเพื่อนมีสังคมแมวด้วยกันอีกต่างหากด้วย

"โอเค. งั้นปลายๆ เดือนชั้นแวะไปรับนะ"

.....จ้ะ.....

อิ่เจ๊หงอยค่ะ..5555+ แต่ระหว่างที่หงอย ก็พยายามบอกตัวเองว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับสีหมอกนะ อย่าเอาตัวเองเป็นหลักสิ

อาทิตย์นึงต่อจากนั้นมา อิ่เจ๊ก็เทียวแวะไปเล่นกับสีหมอกบ่อยขึ้นค่ะ สีหมอก..ซึ่งปกติเป็นแมวติสท์แตก (ไม่รู้ไปจำใครมา) ชอบแยกตัวไปเล่นคนเดียว เริ่มแก่นกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ จากเด็กหงอยๆ ที่เขี่ยแล้วเขี่ยอีกก็ไม่ค่อยอยากจะเล่นด้วย กลายเป็นแสบจิ๋วที่ชอบหาเรื่องทะเลาะกับนิ้วอิ่เจ๊เป็นที่สุด..กัดแม่มมม..อยู่นั่นแหละ ไม่ให้กัดก็โวยวาย สู้ไม่ได้ก็แง๊ววว..ใส่ วิ่งเล่นไปทั่วออฟฟิศ แอบตรงนู้น แอบตรงนี้ ของเล่นบานพะเนิน และแน่นอน..ความรักของสีหมอกในใจของอิ่เจ๊ก็กองพะเนินด้วยเช่นกัน

เย็นวันหนึ่ง..ขณะอิ่เจ๊แอบแอบแว่บไปตัดผม เสียงโทรศัพท์ของเพื่อนก็ดังขึ้นค่ะ

"เฮ้ย..แก ชั้นจะแวะไปรับสีหมอกนะ แต่คงจะไปถึงเย็นหน่อย แกยังอยู่ออฟฟิศป่าว"

ห๊ะ..อิ่เจ๊ใจหล่นตุ้บ..อาไยเนี่ย..จะมารับกันวันนี้เลยเหรอ "..ก็อยู่นะ..เออ ๆ มาเลยก็ได้ เดี๋ยวชั้นรอ" อิ่เจ๊ตัดผมด้วยความห่อเหี่ยว 555+ เคยเห็นคนตัดผมใหม่ที่ออกมาสวยแบบเหี่ยวๆ มั้ยคะ นั่นแหละค่ะ อารมณ์เจ๊แบบนั้นเลย

ไม่ถึงสองชั่วโมงถัดมา.....เพื่อนก็มารับสีหมอกค่ะ เหมือนสีหมอกจะรู้...เพราะวิ่งไปแอบตรงโน้นตรงนี้จนอิ่เจ๊ต้องไปอุ้มออกมาส่งให้เพื่อน อิ่เจ๊อุ้มสีหมอกร่ำลากันเล็กน้อย ไม่อยากร่ำลากันนานนัก เดี๋ยวจะน้ำตาแตกไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน บอกตัวเองว่า..สีหมอกไม่ได้ไปไหนไกลหรอก อย่างน้อยก็อยู่บ้านเพื่อน เพื่อนเป็นคนเลี้ยง แต่สีหมอกก็ยังเป็นแมวจิ๋วของเจ๊เสมอ...


ออฟฟิศที่ไม่มีสีหมอก..มันเหงานะ...

...................

อิ่เจ๊ยังจำบรรยากาศความวุ่นวายของฝูงเด็กก้อบลินทั้ง 5 ได้....

ยังจำคราบนม..คราบน้ำตา คราบน้ำลาย เท้าเล็กๆ ขาตะเกียบที่วิ่งตบแผะกันไปทั่วออฟฟิศได้...

ยังจำนิ้วเล็ก ๆ เล็บเล็กๆ ที่ไต่ขึ้นมาบนตัวอิ่เจ๊ได้...และยังจำแววตาของสีหมอกในวันที่ต้องจากกันไปได้ดี

...เหมือนสีหมอกจะถามว่าจะให้หนูไปไหน..หนูไม่อยากไป หนูอยากอยู่กับเจ๊..


แต่ท้ายที่สุดแล้ว เจ๊ก็ต้องนึกถึงอนาคตของหนูเอาไว้ก่อน เจ๊อยากให้หนูมีบ้าน มีครอบครัวอบอุ่น และเจ๊ก็เลือกแล้ว..ว่าแม่ใหม่ของสีหมอกเป็นคนดี มีใจเมตตาและพร้อมที่จะอุ้มชูหนูไปตลอดชีวิต

อย่างน้อยหนูก็ไม่ได้จากไปไหนไกล เวลาคิดถึง เจ๊ก็ยังพอที่จะถามไถ่ข่าวคราวหนูได้บ้าง....ก็ขอให้หนูเติบโตขึ้นมาเป็นแมวที่แข็งแรง มีชีวิตยืนยาว ไม่ดื้อไม่ซน อยู่ให้ความชื่นใจกับพ่อใหม่แม่ใหม่ไปนานๆ นะ


เจ๊จะรักและคิดถึงหนูเสมอไม่เปลี่ยนแปลง...........สีหมอก..





เจ้าส้มและเจ้าสามสี


วันนี้มาอัพเดทไดอารี่ยัยกะทิด้วยการส่งข่าวดีต่อเนื่องมาจากฝูงเด็กที่ถูกแม่ทิ้งในห้องเก็บของ แล้วก็ถูกอิ่เจ๊ไปควักตัวลงมาอนุบาลเพื่อหาบ้านและครอบครัวอบอุ่นให้กันต่อนะฮะ

"เจ้าส้ม" และ "เจ้าสามสี" ก็คือเด็กอีกสองตัวที่ได้ "ว่าที่บ้าน" ตั้งแต่ตอนแรก ๆ ที่อิ่เจ๊ถ่ายรูปเกรอะกรังของมันมาโพสในเฟสบุ้คของตัวเองฮ่ะ


หะแรกที่อิ่เจ๊เอาฝูงเด็กก็อปลินตัวจิ๋ว กระดูกโปนทั้งหลายมาโพส ในใจก็นึกอยู่หรอกว่าคงจะหาบ้านใหม่ให้เด็กกลุ่มนี้ยากอยู่ เพราะไม่ว่าใครไหนๆ ก็คงนึกอยากจะได้ลูกแมวที่อ้วนพี แลดูน่ารักกันทั้งนั้น ไฉนเลยใครจะอยากได้ ลูกแมวขี้เหร่ ตาแฉะ ซี่โครงบานจนนับซี่ได้แบบนี้ไปเลี้ยง ที่เอามาโพสนี่ไม่ใช่อะไรร้อก...ก็แค่เผื่อมีใครจะเวทนามันมั่งก็เท่านั้น



แต่สงสัยอิ่เจ๊จะคิดผิดฮ่ะ เพราะเพียงส่งข่าวทางเฟสบุ้คออกไปในหมู่เพื่อนฝูง เพียงแค่ไม่ถึงสองวัน "ว่าที่พ่อใหม่" ของสองจิ๋วก็เคาะโต๊ะตอบรับ

"เดี๋ยวผมช่วยเลี้ยงด้วยก็แล้วกันครับ"

คุณพระช่วย..อิ่เจ๊ยกมือขึ้นทาบอก นอกจากรูปหล่อกล้ามใหญ่แล้วยังใจดีอีกด้วยนะนี่ (ฮ่าาา~) ไหนๆ ก็มีจิตอาสาช่วยเลี้ยงลูกแมวหลงแม่พวกนี้แล้ว เลยมาเลี้ยงลูกของเราเลยได้มั้ยคะ (อย่าเยอะเจ๊..เดี๋ยวแฟนเค้าจะค้อนเอา ครึ ครึ)


"โอ้โห..ขอบคุณมากเลยค่ะ อยากได้ตัวไหนคะ"

"อยากได้ตัวสีส้มน่ะครับ" เมดบายออเดอร์เลยค่ะ..อิ่เจ๊นับเด็กในสต๊อกได้สองตัว

"งั้นเดี๋ยวเก็บสีส้มไว้ให้นะคะ แต่ตอนนี้คงต้องขอรักษาโรคไข้หวัดแมวให้เด็ก ๆ ก่อน ติดกันงอมแงมเลยค่ะ อยากให้เด็กๆ แข็งแรงก่อนไปอยู่บ้านใหม่ เดี๋ยวจะดูแลไว้ให้ก่อนนะคะ"

ว่าที่พ่อใหม่ซึ่งอยู่ไกลเมืองโคราชนู่น ฝากฝังแมวสีส้มตัวไหนก็ไม่รู้ไว้ในอ้อมอกอิ่เจีหนึ่งตัว ผ่านมาอีกสองวัน หลังจากที่อนุบาลจนเด็ก ๆ เริ่มหายตาแฉะแล้ว "พ่อแมว"ก็เคาะมาใหม่

"ผมขอรับไปสองตัวก็แล้วกันครับ"

ห๊ะ..อิ่เจ๊รู้สึกเหมือนถูกหวยสองตัวล่างอีกรอบ (ทำไมไม่ถูกรางวัลที่สามมั่งฟระ) "..เอาจริงๆ นะคะ งั้นเดี๋ยวเก็บไว้ให้อีกตัวค่ะ เอาตัวสวยๆ เลยเนอะ" ปากก็ว่าไป๊...แต่ในใจนึกละ ว่าคงต้องยัดเอาเจ้าเด็กสามสีไปกับเจ้าสีส้มแน่ๆ เพราะคู่นี้เค้าสนิทกัน ขืนปล่อยให้ไปอยู่คนละบ้าน อิ่เจ๊มันคงหงอยแย่เลยอ่ะ (ไม่ใช่แมวหงอยนะ อิ่เจ๊ต่างหากที่หงอย เพราะคงรู้สึกผิดที่แยกพี่แยกน้องที่สนิทกันปานนี้ให้ไปอยู่กันคนละบ้าน)


มีแมวสองตัวในบ้านนี่ดีนะคะ อย่างน้อย..เวลาที่เราไม่อยู่ เค้าก็อยู่เป็นเพื่อนกันได้ ยังมีแมวอีกตัวให้คุยภาษาเดียวกันกรุ๊งกริ๊ง จรุ๋งจิ๋ง กันรู้เรื่อง..(บทเรียนมาจากการรับเจ้าแสบกิมาอยู่เป็นเพื่อนยัยกะทิ)

หลังจากนั้นอิ่เจ๊มันก็เฝ้าเพียรพยายามทำนุบำรุงให้รุ่งเรือง สมเป็นเมืองของแมวอยู่อีกราวสองอาทิตย์ค่ะ พร้อมๆ กับความผูกพันที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ณ.แว่บหนึ่ง..นึกอยากจะให้พ่อแมวมารับตัวเด็กๆ ไปตอนเด็กอายุ 12 ขวบจัง (มันใช่เหร่อะ !!) แต่เอาเข้าจริงแล้วก็คงไม่ได้นิ...

"ผมจะไปรับแมววันนี้เลยได้มั้ยครับ" และแล้วก็ถึงเวลา...และแล้วเธอก็ต้องไป ฉันก็เข้าใจที่เธอเลือกเดิน.....ฝืนยิ้มด้วยความยินดี ทั้งที่เจ็บปวดเหลือเกิน ได้แต่เฝ้ามองเธอเดินไปกับเขาาาาา.. <<มาเป็นเพลง (อิชั้นคิดว่า...อิ่เจ๊แอบอู้)


"ได้ค่ะ...จะมาถึงกี่โมงคะ"

"คงไปถึงดึกหน่อยฮะ น่าจะประมาณเที่ยงคืน แล้วก็จะตีรถกลับเลย"

โอ้โห..วัยรุ่นใจร้อนนะเนี่ย อิ่เจ๊มันแทบเตรียมตัวไม่ทัน มาแล้วกลับเลยเหรอ..ไม่คิดจะอยู่ดินนงดินเนอร์เจอหน้าเจอตาแม่บุญธรรมแมวจิ๋วมั่งเลยเหรอ..ที่สุดอิ่เจ๊ก็เลยต้องโทรศัพท์ให้ลูกน้องที่อยู่กะตึกและอยู่ออฟฟิศเดียวกับที่อนุบาลสองจิ๋วไว้คอย "รับแขกยามค่ำ"

"เดี๋ยวผมเตรียมกล่องไว้ให้ครับคุณแหม่ม" ลูกน้องที่ตึกรับทราบ แล้วก็เตรียมตัวหากล่องใส่แมวไว้ให้ แม้ว่าจะเตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องมาถึงวันนี้ แต่อิ่เจ๊ก็อดใจหายเล็ก ๆ ไม่ได้..แต่ทำไงได้เนอะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตเด็ก ๆ ทั้งนั้นล่ะ อย่างน้อยเจ้าลูกแมวไม่มีแม่กลุ่มนี้ก็โชคดีที่ไม่ต้องกลายเป็นแมวข้างถนน ต้องหากินอดๆ อยากๆ ไม่มีบ้าน ไม่มีคนคอยให้ความรักความอบอุ่นเหมือนแม่มัน..เราทำดีที่สุดแล้วล่ะ

อีก 6 ชม.ถัดมาเมื่อถึงเช้าวันใหม่...อิชั้นก็ได้รับข้อความและภาพที่น่าชื่นใจตามมาน่ะนะคะ


"รับแมวเรียบร้อยแล้วนะครับ...กำลังเดินทางกลับบ้าน"

อิเจ๊ได้แต่อ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาพร้อมรอยยิ้ม...แม้รู้สึกว่าในหัวใจมันเกิดจุดว่างโหวงเล็ก ๆ ขึ้นมาอีกสองจุด แต่อย่างน้อยอิชั้นก็รู้ว่า จุดเล็ก ๆ ทั้งสองจุดนั้น..ได้ไปอยู่กับคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว..ก็ได้แต่เพียงหวังว่า ทั้งเจ้าส้มและสามสี คงจะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตครอบครัวของพ่อใหม่ให้มีความสุขไปนานเท่านานนะคะ

ดูแลตัวเองดีๆ นะสองจิ๋ว.....เจ๊จะคิดถึงหนูเสมอ รักนะ..และจะรักเสมอไม่มีจืดจาง..

จากอิ่เจ๊ของสองแสบและฝูงเด็กก้อบลิน