วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

อาการของภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง


เมื่อวานนี้เราคุยกันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ เกี่ยวกับการเกิดสภาวะ ฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยง หรือสภาวะที่สัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นจนอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหากเจ้าของไม่ได้สังเกตและช่วยแก้ไขได้ทันท่วงที เนืิ่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่บ้านเรามักจะมีอากาศที่ร้อนจัดทำให้สัตว์เลี้ยงหลายชนิดที่มีขนดกหนา หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง และมีการระบายความร้อนออกจากร่างกายไม่ทัน เกิดอาการช็อคจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันค่ะ ว่าอาการที่บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงของเรานั้น มีอาการแรกเริ่มของการเป็นฮีตสโตรกมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รีบแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีน่ะนะคะ

โกกิเล่นเยอะไปหน่อยค่ะ เลยเจอกับฮีตสโตรกเล็กๆ เข้า ต้องหายใจทางปากเลย
อาการของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในภาวะฮีตสโตรกนั้น ในระยะแรกๆ ที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ เมื่อเราจับตัวสัตว์เลี้ยงจะรู้สึกว่าสัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าในภาวะปกติค่ะ นอกจากนั้นก็จะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น หายใจถี่ขึ้น ชีพจรเต้นอ่อนลง และจะมีเหงื่อออกมาก หากเราไม่ช่วยลดอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยงของเราในช่วงนี้ อาการก็จะเริ่มมากขึ้น โดยจะไม่มีเหงื่อไหลออกมาเลย หายใจตื้นไม่เป็นจังหวะ ชีพจรเต้นเร็วมากและอ่อน สุดท้ายก็อาจถึงขั้นชักและเข้าสู่อาการโคม่าในที่สุด ซึ่งอาการเช่นนี้เราเรียกว่าเป็นการช็อคจากความร้อนที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองน่ะนะคะ

ดังนั้นหากจะแบ่งอาการของภาวะฮีตสโตรกให้ชัดเจนตามระดับความรุนแรงและอันตรายแล้ว เราจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับด้วยกันค่ะ

นั่นคือ ระดับทีี่ 1 สัตว์จะมีอาการตัวร้อน ใบหูร้อน เดินโซเซ หายใจลำบาก หายใจเร็ว รัว หอบ หายใจเสียงดัง หายใจทางปาก เส้นเลือดที่ใบหูขยาย หากวัดอุณหภูมิดู อุณหภูมิร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ซึ่งควรรีบลดอุณหภูมิร่างกายให้สัตว์นะคะ เพราะหากอุณหภูมิร่างกายเกิน 40.5 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าอาการของสัตว์เลี้ยงของเราเริ่มหนักแล้ว

ระดับที่ 2 ของภาวะฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยงที่อันตรายกว่าระดับที่ 1 ก็คือ สัตว์เลี้ยงของเราจะมีอาการจมูกเปียก น้ำลายไหลยืด กระสับกระส่าย หรือหงอยไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นใดๆ อย่างผิดปกติค่ะ หากปล่อยไว้โดยไม่รีบดูแลรักาา ก็จะเริ่มมีน้ำลายไหลเปียกแฉะไปทั้งจมูก ปาก คาง หน้าอก จากนั้นก็อาจถึงขึ้นช็อค ชักเกร็ง ซึ่งหากถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนใหญ่คุณหมอมักแจ้งว่ามีอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 90% เลยทีเดียว ซึ่งเราก็ควรที่จะคอยสังเกตอาการและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงของเราให้ดี ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้นะคะ

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูวิธีการรักษาอาการฮีตสโตรกในสัตว์เลี้ยงและการป้องกันกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้านะคะ


อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

ภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke) ในสัตว์เลี้ยง


ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ อากาศแถวเมืองอินดี้ (ที่วันไหนอยากจะเป็นจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่างก็เป็น หรือนึกอยากจะเป็นภาคกลางตอนบนก็เป็น) แถวนี้ ร้อนตับแทบแตกฮ่ะ

ร้อนมากจนถึงขั้นที่ว่าตอนนี้ผิวสีไข่ไก่ของอิ่เจ๊ได้เกือบจะแปรสภาพไปเป็นสีของไข่เยี่ยวม้าเข้าไปทุกทีละ T^T ต่อให้ไวเทนนิ่งที่มีแสนยานุภาพมากมายขนาดเขย่ากระเป๋าตังค์อิ่เจ๊มากมายแค่ไหนก็ยังเอาไม่อยู่

ร้อนๆ แบบนี้อย่าว่าแต่คนที่อยากจะนอนแช่โอ่งน้ำมันทั้งวันเลยฮ่ะ แม้แต่สัตว์เลี้ยงของเราก็พลอยได้รับอานิสงฆ์ของความร้อนกันโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่่งไอ้เจ้าสองแสบที่ตึก ที่วันๆ เอาแต่นอนเกลือกกลิ้งผึ่งลมผึ่งพุงกันถ้วนหน้า แถมบางวันที่อากาศร้อนจัดแล้วอิ่เจ๊คึก..ชวนเล่นไม้ตกแมว ก็เล่นเอาสองแสบหอบแฮ่ก ๆ อ้าปากลิ้นห้อยระบายความร้อนภายในตัวกันถ้วนหน้ากัน


เพิ่งมารู้ทีหลังฮ่ะ ว่าอากาศร้อนๆ แบบนี้ชวนแมวเล่นแบบหนักหน่วงไม่ได้นะ เนื่องจากจะทำให้อุณหภูมิภายในตัวแมว(หรือสัตว์เลี้ยงของเราประเภทอื่น)สูงขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน และทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ภาวะฮีทสโตรกในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ภาวะที่ว่านี้ ไม่เป็นผลดีกับหมู หมา กา ไก่ ม้า แมว หรือแม้แต่ลิงที่เราเลี้ยงอยู่แน่ๆ

แล้วไอ้ภาวะฮีทสโตรกที่ว่านี่คืออะไร? ทำไมอิ่เจ๊ถึงบอกว่ามันอันตรายกับสัตว์เลี้ยงของเรานัก วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับภาวะที่ว่านี้ พร้อมทั้งวิธีป้องกันและบรรเทาอาการเบื้องต้นหากเกิดภาวะฉุกเฉินกับสัตว์เลี้ยงของเรากันค่ะ

ภาวะ ฮีทสโตรก ในสัตว์เลี้ยง ไฮเปอร์เทอเมีย Hyperthermia หรือ ฮีทสโตรก Heat Stroke ก็คือภาวะที่ สัตว์เลี้ยงของเรามีอุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้น อันเนื่องมาจากร่างกายได้รับความร้อนภายนอกมากขึ้นหรือร่างกายเกิดความร้อนภายในมากเกินไปอันเนื่องมาจากการระบายความร้อนจากร่างกายน้อยลงนั่นเองฮ่ะ

สาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงของเราเกิดภาวะฮีตสโตรกนั้น มีได้หลายอย่างด้วยกันนะคะ หลักๆ แล้วก็คือ เกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงของเราได้รับอากาศร้อนจัดภายนอกเป็นเวลานานๆ อย่างเช่นฤดูร้อนหน้าแหกของเมืองไทยเช่นนี้ หรือเกิดจากการที่เราให้สัตว์เลี้ยงของเราออกกำลังมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความชื้นในอากาศสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสัตว์เลี้ยงของเรามีขนหนา และอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศได้ไม่ดีพอ ก็เกิดภาวะฮีตสโตรกได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะที่สัตว์เลี้ยงของเราอ้วนเกินไป หรือเกิดจากการให้ยาบางชนิดเช่นยาระงับประสาทก็ยังได้ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงของเราโดยที่เรารู้ไม่เท่าทันแล้ว โอกาสที่เกิดอัตรายถึงชีวิตก็มีได้สูงทีเดียว

แล้วอาการของโรคฮีตสโตรกนี้มีอะไรบ้างล่ะ ในตอนห้าของบล็อกยัยกะทิเราจะมาดูข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมรบกับอาการของโรคฮัตสโตรกในสัตว์เลี้ยงของเรากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้าค่ะ


อ้างอิงข้อมูลจาก บทความของ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล





วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

DIY. ตุ๊กตาน้องแมวจากถุงเท้าคู่เก่า


แฮ่~ไม่ได้อัพบล็อกยัยกะทิซะนาน เพราะช่วงนี้อิ่เจ๊มัวแต่เดินทางไปนู่น เดินทางไปนี่ บางวันอยู่ออฟฟิศก็จริง แต่งานก็รุมสุมหัว แทบมิได้เปิดบล็อกดูความเป็นไปของไดอารี่เลย  วันนี้เอาซะหน่อยค่ะ แก้คิดถึง ♥ เราจะหยิบเอาถุงเท้าคู่เก่ามาประดิษฐ์เป็นตุ๊กตาแมวแสนน่ารักกันนะคะ อ่ะ..มาดูภาพตัวอย่างของงานสำเร็จชิ้นนี่กันก่อนค่ะ


น่ารักเนอะ เห็นภาพตัวอย่างแล้ว หลาย ๆ คนก็คงจะทำตามได้ไม่ยากเลยค่ะ วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ก็ได้แก่

  1. ถุงเท้าไหมพรมชนิดยาว 1 ข้าง
  2. กระดุมพลาสติกแบน 1 เม็ด
  3. ด้ายไหมพรมสีใดก็ได้เล็กน้อย
  4. ใยสังเคาะห์
  5. ไหมปักสีดำ
  6. เข็ม,กรรไกร,ด้ายสีใกล้เคียงกับสีถุงเท้า
เมื่อพร้อมแล้วก็มาลงมือทำกันได้เลยค่ะ



เพียงเพื่อนๆ ตัดถุงเท้าให้เป็นสองส่วน โดยตัดบริเวณเหนือส้นเท้าขึ้นมาประมาณ 1 นิ้วออก แล้วนำเฉพาะส่วนบนมาใช้ จากนั้นเย็บปิดด้านบน ยัดภายในถุงเท้าให้เต็มด้วยใยสังเคาะห์ (ใครอยากให้แมวรักแมวหลง หรือเอาไปให้แมวเล่น ใส่กัญชาแมวเข้าไปด้วยก็ได้ค่ะ อุอุ) เย็บรูดปิดส่วนด้านล่างของชิ้นงาน จากนั้นจึงนำด้ายสีดำมาปักเป็นรูปตา จมูก ปากแมว ร้อยด้ายไหมพรมลงไปในรูกระดุมแล้เวอาด้ายไหมพรมไปผูกบริเวณคอแมว เพียงเท่านี้เราก็จะได้แมวเหมียวจากถุงเท้าน่ารัก ๆ ที่นอกจากจะเอาไว้ตั้งโชว์แล้ว ยังสามารถนำไปให้น้องแมวของเราเล่นได้อีกด้วยนะคะ :)



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต



วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

โรค FIP โรคร้ายที่รักษาไม่หายของน้องแมว


นึกอยู่นานว่าจะจั่วหัวเรื่องไดอารี่ของสองแสบว่าจะไดดี..

เอาเป็นว่าสืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้แอดมินเปิดเฟสของแอดมินน่ารักแห่ง เจ้าขาวเดอะแคท ซึ่งมีมวลมหาประชาแมวชุมนุมอยู่อย่างมีความสุขในบ้านสิบกว่าตัวขึ้นมาอ่านตามปกติฮ่ะ

จริง ๆ แล้วเพจแมวเพจนี้เป็นหนึ่งในเพจโปรดของแอดมิน เพราะเจ้าของเพจแกมีแมวเยอะมว้ากกก..แถมแมวแต่ละตัวก็ล้วนแล้วแต่มีสีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ (ขอแรงมาทุบแอดมินแหม่มหน่อย)โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่ขาว ซึ่งเป็นแมวที่พิการ ขาหลังเสีย จนคุณเจ้าของต้องดูแลเป็นพิเศษหลายอย่าง แต่เชื่อมั้ย ว่าแมวทุกตัวของคุณเจ้าของคนนี้ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดมา


ภาพจากเพจ เจ้าขาวเดอะแคท
เมื่อเดือนที่แล้วอิชั้นจำได้คร่าว ๆ ว่า แอดมินแห่งเพจเจ้าขาว พบเจอกับความสูญเสีย ต้องเสียน้องแมวตัวโปรดตัวหนึ่งไปด้วยโรค FIP ฮ่ะ เจ้าโรคนี้แอดมินไปอ่านเอาความรู้มามั่งแล้ว ขอสรุปโดยย่นย่อให้ฟังสักเล็กน้อยก็ละกันนะคะ ว่ามันเป็นโรคที่มีชื่อไทย ๆ ว่า โรคช่องท้องอักเสบติดต่อ และแหงล่ะ....ขึ้นชื่อว่าติดต่อมันก็คือ โรคที่ติดต่อกันได้ในแมวชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแล้ว นอกจากจะรักษาไม่หายยังติดต่อไปยังแมวตัวอื่น ๆ ที่ใช้ชีวิต,ของใช้ ร่วมกันได้อีกด้วย

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Coronavirus ฮ่ะ ซึ่งไอ้เจ้าเชื้อไวรัสชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายน้องแมวแล้ว ระยะแรกจะไม่แสดงอาการป่วยให้เจ้าของเห็นแต่อย่างใด (ซึ่งระหว่างนั้น น้องแมวตัวที่เป็นก็จะกลายเป็นพาหะนำโรคไปติดตัวอื่น ๆ จากการใช้กระบะทราย,ชามน้ำ,ชามอาหาร ร่วมกันได้ด้วย) โน่นล่ะ กว่าอาการจะแสดงออกมาก็มักจะอยู่ในระยะท้าย ๆ หรือที่เรียกว่าเกือบเพียบแปร้จนเจ้าของเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติแล้วนั่นเอง

อาการโดยทั่ว ๆ ไปที่มักจะพบในน้องแมวที่ป่วยด้วยโรค FIP นี้ก็คือ อาการท้องเสีย,มีไข้,ตาอักเสบ และมักจะมีอาการอื่น ๆ ตามมาสมทบได้อย่างรวดเร็วขึ้นอยู่กับว่า น้องแมวป่วยเป็นโรค FIP ชนิดไหน (มีทั้งแบบแสดงอาการแบบเปียกและแบบแห้ง)

ปัจจุบันยังไม่มีอาการตรวจวินิจฉัยที่ให้ผลร้อยเปอเซ็นต์ว่าน้องแมวป่วยเป็นโรคนี้ฮ่ะ โดยเฉพาะหากน้องมีอาการป่วยแบบแห้ง ซึ่งการตรวจโดยทั่วๆ ไปนั้นมักจะตรวจจากอาการ,ประวัติ และตรวจจากห้องปฏิบัติการโดยใช้การตรวจผลเลือด,ตรวจหาเชื้อจากชุดตรวจสำเร็จรูป และการตรวจอาการของโรคอื่น ๆ ประกอบ

ซ้ำร้ายกว่านั้น โรคนี้นอกจากเป็นง่าย ติดง่ายแล้ว ยังไม่มีวิธีรักษาด้วยอ่ะนะคะ ซึ่งเมื่อมันไม่มีวิธีรักษา ความเสี่ยงในการเสียชีวิตของน้องแมวที่เป็นโรคนี้ก็พูดได้ว่าเกือบจะร้อยเปอเซ็นต์กันเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแมวว่าจะสามารถต้านทานโรคนี้ได้มากแค่ไหนและนานแค่ไหน (เรียกว่าเป็นแล้วเจ้าของต้องเตรียมใจสถานเดียว)

การป้องกันโรค FIP นั้นก็พอมีอยู่บ้างฮ่ะ แต่อาจจะไม่ได้ป้องกันได้แบบให้ผลเต็มร้อยนัก อย่างเช่น การพาน้องแมวไปทำวัคซีนแบบหยอดจมูก (ได้ผลในการป้องกัน 70%) และการเลี้ยงแบบระบบปิด เพื่อลดโอกาสติดเชื้อจากภายนอกบ้านจนเป็นพาหะนำมาติดตัวอื่น ๆ ภายในบ้าน นอกจากนั้นควรทำความสะอาดสถานที่อยู่อาศัยและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แมวใช้งานเป็นประจำ เช่นกระบะทราย,ชามน้ำ,ชามอาหาร ที่สำคัญคือ อย่าเลี้ยงแมวจำนวนมากไว้ในพื้นที่คับแคบหรือจำกัด เพื่อไม่ให้แมวเครียดจนภูมิคุ้มกันโรคต่ำ

และหากพบว่าน้องแมวตัวใดเป็นโรคนี้ ต้องแยกน้องแมวตัวนั้นออกจากแมวตัวอื่นโดยทันทีค่ะ แยกอุปกรณ์ใช้งานของแน้องแมวป่วยออกจากน้องแมวดี และต้องรักษากันไปตามอาการจนกว่าจะสิ้นสุดสภาวะโรค ซึ่งแน่นอนว่าโอกาสหาย..คงเรียกได้ว่า..ต้องทำใจมากกว่าน่ะนะคะ

ล่าสุด..แอดมินได้ข่าวจากเพจของ เจ้าขาวเดอะแคทมาอีกระลอกว่า..น้องแมวสีน้ำตาลสุดสวยแสนน่ารักอีกตัวติดโรคนี้เข้าด้วยแล้ว และแอดมินของเพจนั้นก็ต้องผจญกับความเศร้าโศกท้อใจอีกรอบหนึ่ง..ซึ่งในฐานะของคนเลี้ยงแมว รักแมวเหมือนกัน (แม้ว่ายัยกะทิกับยัยโกกิจะไม่ได้โด่งดังอะไรกับใครเค้า แหะๆ) แอดมินเข้าใจพวกเขานะ และรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างมาก เมื่อคืนถึงกับเก็บไปฝันตื่นขึ้นมาก็ครุ่นคิดหาหนทางป้องกันสองแสบให้ไกลห่างจากไอ้เจ้าโรคบ้าโรคนี้อย่างละเอียดกันเลยทีเดียว รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิด เมื่อคิดว่า...ก่อนรับยัยโกกิเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน ยัยโกกิได้รับการกักกันโรคอยู่ที่ร้านหมอตั้งเกือบสองอาทิตย์ แล้วยังมากักโรคอยู่ที่ตึกไม่ได้เลี้ยงรวมกับกะทิอีกเกือบเดือน ก็ยังนับว่าโชคดีที่ไม่มีอาการป่วยใด ๆ ให้เห็นนอกจากอาการหวัดที่สามารถรักษาได้แบบไม่ได้ยุ่งยากอะไรสักเท่าไหร่

ก็หวังว่าไดอารี่ของสองแสบในวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนรักแมวทุกคนด้วยน่ะนะคะ สำคัญที่สุดเลยก็คือ แมวของเราจะต้องมีความสุขและสุขภาพดี เพราะเค้าไม่ใช่แค่เพียงสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่เชื่อว่าในใจของเจ้าของแมวทุกคน แมวทุกตัวบนโลกใบนี้ก็เปรียบเสมือนเด็กน้อยในครอบครัวที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้หัวใจเราชุ่มชื่นมีความสุขอยู่เสมอ

ขอเป็นกำลังใจให้แอดมินของเพจ เจ้าขาวเดอะแคท และขอให้น้องแมวทุกตัวบนโลกใบนี้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ขอให้วงการสัตวแพทย์สามารถหาวิธีรักษาโรคร้าย ๆ ของน้องแมวได้ในเร็ววัน..แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


ปล.เขียนไดอารี่เรื่องนี้จบ เพิ่งทราบข่าวตะกี้ว่าน้องแฮปปี้แมวของคุณเจ้าของเพจ เจ้าขาวเดอะแคท จากไปแล้ว ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ ขอให้น้องแฮปปี้ไปวิ่งเล่นอยู่บนสวรรค์ หมดทุกข์หมดโศกหมดโรคหมดภัยเสียที หลับให้สบายนะแฮปปี้ T^T