แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคติดต่อแมว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคติดต่อแมว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อโกกิเป็นหวัด


เท่าที่จำความได้ ตั้งแต่ยัยโกกิมาอยู่ด้วยกันนี่ นี่เป็นหวัดที่สองของยัยตัวดีแล้วฮ่ะ

ครั้งแรกเมื่อตอนมาอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ ก็ราว ๆ สักหนึ่งขวบปีก่อนได้ ระหว่างที่โกกิอยู่ในช่วงกักกันโรค (เวลาเอาแมวใหม่เข้ามาในบ้าน ต้องพยายามทำวัคซีน+กักโรคไว้สักระยะก่อนเอาไปรวมกับแมวเก่าของเรานะคะ เพื่อให้แน่ใจว่า แมวใหม่จะไม่เป็นพาหะนำเชื้อโรคต่างๆ มาติดแมวที่เลี้ยงในระบบปิดของเราอีกทอดหนึ่ง) ยังไม่ทันจะได้เอาไปรวมกับพี่กะทิในกรงเลย เช้าวันนึง......อิ่เจ๊ก็สังเกตุว่าโกกิไอ...

คราวนั้นโกกิยังเล็กฮ่ะ สักสามเดือนหน่อย ๆ ได้มั๊ง พอรู้ตัวน่าจะติดหวัด อิ่เจ๊ก็เผ่นแน่บพาโกกิไปหาหมอ ก็พี่หมอตูนที่เปิดคลินิคอยู่หน้าตึกแหละ ซึ่งแน่นอนว่า คราวนั้นต้องกินยากันเป็นแรมเดือน แถมยังต้องขังกรงแยกกับพี่กะทิจนกว่าจะหายดีซะอีกด้วย เพราะไอ้เจ้าไข้หวัดของแมวตัวนี้ติดกันได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะทางลมหายใจ,อาหารการกิน,น้ำมูก,น้ำลาย,น้ำตา เรียกว่าเดินเฉียดกันแค่หน่อยนึงเชื้อไวรัสก็กระโดดเกาะขาหน้าของอีกตัวได้ละ T^T (อุปมาคล้ายอีโบล่าแมวยังไงยังงั้น แต่ดีที่รักษาได้ อัตราการตายต่ำกว่าหลายร้อยเท่า)

เค้าป่วยแหละตะเอ๊งงงง....

คราวนี้อาการหวัดมันกลับมาอิ่ตอนหน้าฝนตกชุกๆ พอดีฮ่ะ ด้วยความที่กรงของสองสาวอยู่ใต้ตึก ดังนั้น จึงมีลมพัดผ่านค่อนข้างแรง แถมบางช่วงที่ฝนตกอิ่เจ๊สันนิษฐานว่า คงจะมีละอองฝนปลิวตามแรงลมมาใส่กรงบ้างล่ะ ผลหรือคะ..ยัยโกกิที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแมวที่บึกบึนที่สุดในบ้าน ป่วยเป็นไข้หวัดซะจนได้

ตอนแรกอิ่เจ๊ก็ไม่แน่ใจหรอกฮ่ะ แม๊....ก็มีอย่างเหรอ..เลี้ยงระบบปิดแท้ ๆ ไอ้ไข้หวัดตัวดีมันจะตะกายมาจากไหนฟระ แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองที่เพิ่งป้อนยาถ่ายพยาธิให้สองสาวกันไป ซึ่งแทนที่จะทำให้กินเก่งอ้วนพีขึ้น ยัยโกกิกลับกินน้อยลง ๆ ๆ แถมซึมลง ๆ ๆ ซะอย่างนั้น ต่างกับพี่กะทิ ที่กินเป็นพายุบุแคม กินแบบทำลายล้าง กินแบบแอดว้านซ์ขั้นสูงสุด >.<

อิ่เจ๊ก็พยายามคิดในแง่ดีฮ่ะ ว่าคงเป็นเพราะฤทธิ์ของยาถ่ายพยาธิกระมัง มันคงเบื่ออาหารไป 2-3 วัน แต่จนแล้วจนรอด 4 วันก็แล้ว 5 วันก็แล้ว มันก็ยังกินน้อยเช่นเดิม แถมหนักข้อเข้าไปใหญ่ตรงที่ปกติจะมาเล่นนัวเนียกับอิ่เจ๊เป็นประจำ กลับหมางเมินเหมือนโกรธกันเรื่องอิ่เจ๊ปันใจไปให้แมวจรหลังบ้าน (จริง ๆ ตั้งใจจะเล่าเรื่อง "ไอ้หนมปัง" ต่อฮ่ะ แต่เอาไว้ก่อนเนอะ)

หนูซึมนะเจ๊...ไม่ได้ง่วงอย่างที่เจ๊เข้าใจอ่ะ !!

เมื่อวานนี้อิ่เจ๊เพิ่งแน่ใจอ่ะ ว่าโกกิมันโดนหวัดแดร่กเข้าให้แล้ว สถานการณ์การรับรู้ก็ไม่มีไรมากฮ่ะ ด้วยความที่กังวลเรื่องโกกิซึม กินน้อยอยู่ ก็เลยพยายามสั่งลูกน้องที่ตึกให้คอยสังเกตอาหาร ไม่ค่อยกินอาหารก็เที่ยวไปหาไข่ต้มมาบิเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กิน ลูกน้องก็ดีใจหาย..ช่วยดูแลให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ปัญหาก็คือ ก่อนหน้านั้นมันไม่มีอาการที่ส่อว่าจะเป็นหวัดให้เห็นชัด ๆ ไอก็ไม่ไอ ตาก็ไม่แฉะ (แต่อิ่เจ๊สังเกตเห็นขอบตามันแดง ๆ ปริ่มๆ น้ำตามาตั้งแต่วันก่อน) ลูกน้องก็เลยบอก..ไม่เป็นไรม้างงง..พี่แหม่ม มันคงเบื่ออาหารเฉยๆ แหละ

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น.....เช้าวันก่อนอิ่เจ๊เข้าออฟฟิศไวกว่าปกติเล็กน้อย และเดินไปไขกุญแจจะพาสองสาวเข้าออฟฟิศมากินข้าว มาวิ่งเล่นเหมือนเคย แต่พอไขกุญแจเท่านั้นล่ะ ยัยโกกิที่นอนเอาคอพาดตะกร้าอยู่ในกรง ก็หันมาสบตาด้วยแววตาตัดพ้อ

จากนั้น...ภาพเก่า ๆ ที่เคยเห็นเมื่อปีก่อนโน้นก็กลับมาอ่ะ....

โกกิมันไอ !!!....(หนูเปื่อย ๆ เห็นป่ะ หนูไอ หนูไอ !........เหมือนโกกิมันจะบอกงั้น)

ให้ตายดิ่..เหมือนมันจะตั้งใจไอให้อิ่เจ๊เห็น เพราะมันหันมาสบตา แล้วส่งเสียง "ครึิด ครึ้ดดด...ครึก ครึกก.." อยู่ในลำคอเหมือนเด็กมีเสลดและเป็นหวัด...ส่งผลให้อิ่เจ๊ยืนสตั๊นไปสามวิ ก่อนจะรีบคว้าตัวยัยกะทิออกจากกรงไปโยนไว้ในออฟฟิศ ล็อกกุญแจห้อง แล้วกลับมาคว้ายัยโกกิอุ้มขึ้นบ่าวิ่งแน่บไปหาหมอตูนที่คลินิกหน้าบ้าน

"หมอคะ...พี่สงสัยว่าโกกิมันเป็นหวัด" หมอตูนมองหมูขนสีขาวที่ถูกอุ้มพาดบ่าด้วยสีหน้างง ๆ

"อาการมันเป็นไงคะพี่"

"มันไอค่ะ (ข้อนี้เจ๊แน่ใจ !) ไม่ค่อยกินข้าวมา 4-5 วันละ ตอนแรกนึกว่าเพราะป้อนยาถ่ายพยาธิ (ข้อนั้นอิเจ๊ไม่ค่อยมั่นใจ) ก็พยายามจับตาดู แต่ผลปรากฎว่าเมื่อวานขอบตามันเริ่มแดง ๆ ซึม แล้วก็ไอด็อกแด็กเมื่อตะกี้นี้อ่ะ"

หมอตูนรับตัวโกกิจากบ่าเข้าไปวางบนโต๊ะตรวจไข้ คลำดูหลอดลมโกกิแป๊บนึง ซึ่งไอ้เจ้าโกกิก็ทำท่าขย้อนไอให้เห็น...เรียกว่าโชว์ออฟอาการเต็มที่ งานนี้หมอตูนก็เลยถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันมาบอกอิ่เจ๊ว่า

"หลอดลมอักเสบค่ะ ถ้าลงปอดก็จะกลายเป็นปอดบวม อันตรายนะคะ นี่ก็เรียกว่าเป็นหวัดล่ะ เดี๋ยวหมอฉีดยากับให้ยาไปกินนะคะ พี่แหม่มต้องแยกกะทิกับโกกินะ ไม่งั้นกะทิจะติดด้วย"

ครือออ..น้องหมอคะ มันอยู่ด้วยกันมาเป็นอาทิตย์แล้วค่ะ กินด้วยกัน นอนด้วยกัน เกือบ 24 ชั่วโมง กะทิยังปกติดีทุกอย่าง ถ้ามันติดป่านนี้มันคงติดไปแล้วมั๊งคุณหม๊อออ...

"หรือถ้าไม่แยกก็ต้องคอยสังเกตอาการค่ะ ว่าติดด้วยมั้ย จะได้เอามาหาหมออีกตัว"

"คงแยกลำบากค่ะ เพราะไม่มีอุปกรณ์สำรองสำหรับแยกกรงเลย ขังรวมได้มั้ยคะ แล้วขอยาแก้หวัดหมอไปให้กะทิด้วย"

"แต่ถ้าไม่มีอาการ กินยาไปก็เปล่าประโยชน์นะคะ" เฮ้ย..หมองกโว้ย ไม่ยอมจ่ายยาสำหรับกะทิด้วย อิ่เจ๊หน้าบูดเป็นตรูดลิง ปานประหนึ่งเสี้ยนยา(แก้หวัด)ซะเอง

"ยาแก้หวัดแบบที่เคยให้กะทิกินกันไว้คราวก่อนก็ได้ค่ะ" อิ่เจ๊ตื๊อ..

"อือ์ม..ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวจ่ายยาแก้หวัดให้กะทิกินตัวนึง ส่วนโกกิ เดี๋ยวหมอฉีดยาฆ่าเชื้อให้เข็มนึง ยาแก้อักเสบอีกเข็ม แล้วก็มียาละลายเสมหะกับยาฆ่าเชื้อ,ยาแก้หวัด ไปให้กินครบชุดนะคะ"

สรุปว่างานนี้อิ่เจ๊โดนไป 500 บาทขาดตัวฮ่ะ.....จริง ๆ แล้วไม่ได้ยี่หระเรื่องเงินหรอก พอมีจ่ายอยู่แล้วสำหรับเรื่องแบบนี้ แต่กังวลเรื่องความปลอดภัยของมันเท่านั้น โชคดีที่มีคลินิคหมอมาตั้งหน้าบ้าน ไม่งั้นคงได้เผ่นแน่บพาแมวเข้าเมืองกันแบบทุลักทุเลแน่ๆ

ยาวแระ.....เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังต่อตอนหน้านะคะ..วันนี้ขออาบน้ำไปดูอาการสองแสบก่อนค่ะ ว่าเป็นไงบ้าง เย็น ๆ จะกลับมาอัพเดทอาการให้ฟังนะคะ

ปล.1 ผลของการป่วยในครั้งนี้ทำให้อิ่เจ๊รู้ น้ำหนักตัวโกกิเป็นครั้งแรก...โกกิหนัก 4.1 กิโลกรัมนะคะ คาดว่า น้ำหนักตัวคงลดลงบ้างแหละ เพราะกินข้าวน้อยลงมาเป็นอาทิตย์ T^T ไม่เป็นไร เดี๋ยวหายแล้วเจ๊ขุนใหม่ก็ได้เนอะ

ปล.2 เจ้าไอซ์และเจ้าหน่อง ถ้าเข้ามาอ่าน อย่าลืมป้อนยาน้องด้วยนะ สั่งมันตรงนี้ดื้อ ๆ เลยแหละ 5555+




วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โรคติดต่อในแมว ตอน โรคเอดส์แมว

เพื่อน ๆ สมาชิกผู้รักแมวทั้งหลาย พอได้ยินชื่อ โรคเอดส์แมว แล้ว อาจจะตกใจแล้วพาลนึกไปถึงโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในคนขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนน่ะนะคะ

จริง ๆ แล้ว โรคเอดส์แมว (Feline immunodeficiency virus; FIV) ที่ว่านี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส FIV ในกลุ่ม retrovirus ค่ะ ซึ่งเป็นไวรัสตระกูลเดียวกับโรคลูคีเมียในแมว และเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกันกับไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ในคนอีกด้วย


แม้ว่าโรค เอดส์แมว จะเป็นโรคติดต่อระหว่างแมวสู่แมวที่ร้ายแรงและสำคัญอีกโรคหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโรคเอดส์แมวนี้เป็นโรคที่ติดต่อมาสู่คนแต่อย่างใดนะคะ การติดต่อของโรคนี้มักเกิดขึ้นผ่านการสัมผัสเลือดหรือน้ำลายของแมวป่วย ดังนั้น จึงมักจะพบได้ว่า แมวที่เป็นโรคนี้มักเป็นแมวที่เลี้ยงในระบบเปิดหรือเป็นแมวที่เลี้ยงไว้หลายตัวภายในบ้าน อีกทั้งเป็นแมวที่เป็นตัวผู้มากกว่าตัวเมีย และที่สำคัญมักเป็นแมวที่ไม่ได้ทำหมัน ดังนั้นเมื่อออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน จึงมักจะมีพฤติกรรมกัดกันกับแมวเจ้าถิ่นตัวอื่นเสมอ ๆ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่แมวเราจะติดโรคนี้มาจากนอกบ้าน นอกจากนี้แล้วโรคเอดส์แมวนี้ยังสามารถติดต่อกันได้ผ่านทางน้ำนมและน้ำลายค่ะ แม้แต่การผสมพันธุืก็อาจทำให้แมวติดเชื้อนี้ได้ แม้ว่าจะพบไม่บ่อยนัก

อาการของโรคเอดส์แมวนั้น เมื่อแมวติดเชื้อมาแล้ว บางครั้งก็ยังไม่แสดงอาการอยู่นานเป็นปีหรือหลายปีเลยค่ะ หากแมวยังมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ก็ยังพอต้านทานเชื้อโรคแทรกซ้อนได้ แต่หากแมวมีภูมิคุ้มกันต่ำลงเมื่อไหร่ แมวก็จะแสดงอาการจากการติดเชื้อต่าง ๆ ทันที โดยเราสามารถที่จะแบ่งการติดเชื้อตามอาการได้สามระยะด้วยกัน ได้แก่

ระยะแรก หรือระยะฉับพลัน เกิดขึ้นหลังติดเชื้อแล้วในช่วง 2-3 วัน ระยะนี้แมวจะมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต อาจมีอาการท้องเสียหรือโลหิตจางร่วมด้วย

ระยะที่สอง เรียกว่า ระยะแฝง ระยะนี้แมวจะไม่แสดงอาการผิดปกติให้เห็นเด่นชัดเหมือนในระยะแรกค่ะ แต่แมวจะมีเชื้อแฝงอยู่ในร่างกายและสามารถติดต่อไปยังแมวตัวอื่นได้ ซึ่งการป่วยระยะนี้อาจกินเวลานานเป็นปีหรือหลายปีจนกว่าภูมิคุ้มกันของแมวจะลดต่ำลงจนติดเชื้อโรคอื่น ๆ ตามมา

ระยะที่สาม เรียกว่า ระยะเรื้อรัง ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของแมวค่ะ แมวที่ป่วยจะพบความผิดปกติหลายอย่างด้วยกัน อาทิเช่น น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองโต ขนหยาบ มีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร เหงือและช่องปากอักเสบ ติดเชื้อที่ผิวหนัง กระเพาะปัสสาวะและทางเดินหายใจ อาจมีอาการทางประสาท ตาอักเสบ และเป็นโรคไต,เนื้องอกร่วมด้วย

การวินิจฉัยและการรักษาแมวที่เป็นโรคเอดส์แมวนั้น ปัจจุบันมีการใช้ชุดตรวจสำเร็จรูปเพื่อหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสค่ะ และ และเนื่องจากโรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ไม่มียารักษา จึงทำได้เพียงการรักษาตามอาการและพยายามส่งเสริมให้แมวมีสุขภาพและภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้แมวเจ็บป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนและมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นน่ะนะคะ

การป้องกันโรคเอดส์แมว วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ก็คือ การนำแมวของเราไปทำวัคซีนค่ะ ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคเอดส์แมวนั้น แม้ว่าจะป้องกันได้ไม่เต็ม 100% แต่ก็ช่วยลดโอกาสที่แมวจะติดโรคนี้ได้ถึง 70% วัคซีนนี้มีข้อเสียก็คือมีราคาที่แพงมาก และไม่ครอบคลุมไวรัสทุกสายพันธุ์ ดังนั้นจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนทำการฉีดวัคซีนตัวนี้

ส่วนวิธีที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งในการป้องกันแมวของเราเป็นโรคเอดส์แมว ก็คือการเลี้ยงแมวในระบบปิดค่ะ เนื่องจากจะเป็นการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อมาจากนอกบ้าน รักษาสุขอนามัยของที่อยู่แมวให้ดี และพาแมวไปพบสัตวแพทย์เืพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำตามนัด ก็จะช่วยให้น้องแมวของเรามีอายุยืนยาวปราศจากโรคเอดส์แมวและโรคต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นน่ะนะคะ





เรียบเรียงข้อมูลจาก catinlove.com
ภาพประกอบจาก catster.com/lifestyle/cat-health-9-facts-feline-chronic-kidney-disease

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โรคติดต่อในแมว ตอน โรคพิษสุนัขบ้าในแมว


แม้ว่าจะได้ชื่อว่า โรคพิษสุนัขบ้า แต่โรคนี้ก็เกิดขึ้นใน แมว ได้เช่นกันค่ะ โรคพิษสุนัขบ้านั้นเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rhabdovirus น่ะนะคะ โดยจะสามารถเกิดขึ้นได้ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมทั้งสามารถติดเชื้อสู่คนได้ด้วย โรคนี้จึงเป็นโรคที่ควรเฝ้าระวังในระดับที่สูงกว่าโรคอื่น ๆ เพราะนอกจากเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตสัตว์แล้ว ยังเป็นภัยต่อชีวิตมนุษย์อีกด้วย


อาการของโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้นในแมวนั้น สามารถสังเกตอาการได้หลายประการค่ะ โดยจะแบ่งอาการที่สังเกตได้ออกง่าย ๆ เป็นสองแบบด้วยกัน คือแบบคลุ้มคลั่งและแบบอัมพาต โดยอาการในแบบคลุ้มคลั่งนั้น จะมีตั้งแต่อาการซึมผิดปกติ หรือ ตื่นเต้น อาละวาด ตื่นกลัว น้ำลายยืด ม่านตาขยาย กัดแทะตัวเอง กัดสิ่งต่าง ๆ แม้แต่เจ้าของ อาจมีอาการชักให้เห็น ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นใน 5 วันแรกและจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว หากยังไม่เสียชีวิตก็จะเข้าสู่อาการในระยะที่สอง คือเป็นอัมพาต แขนขาอ่อนแรง ซึ่งในระยะที่สองนี้สัตว์อาจเสียชีวิตภายใน 13 วัน อนึ่งสำหรับอาการดังกล่าวข้างต้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดขึ้นทุกอาการนะคะ สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจแสดงอาการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพียงกลุ่มอาการใดอาการหนึ่ง ซึ่งก็ต้องสังเกตและเฝ้าระวัง

สำหรับในคนนั้น สามารถติดโรคนี้ได้จาการที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรค ข่วน กัด ค่ะ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายจากการน้ำลายของสัตว์ และที่น่ากลัวก็คือโรคนี้สามารถติดต่อได้จากระบบหายใจได้เช่นกัน หากมีปริมาณเชื้อมาก ๆ และอยู่ในพื้นที่คับแคบอับชื้น ไม่มีอากาศถ่ายเท แต่กรณีหลังนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ เมื่อคนได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกาย เชื้อนี้ก็จะวิ่งเข้าสู่เส้นประสาทและตรงเข้าสู่สมองทำให้ไม่มียาตัวใดสามารถรักษาได้และจะทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งก็คือ โรคนี้สามารถติดต่อสู่คนได้ ก่อนที่อาการของสัตว์จะกำเริบหรือแสดงให้เห็นล่วงหน้าก่อนได้ถึง 10 วัน ดังนั้นจึงเป็นโรคติดต่อรุนแรงที่น่ากลัวที่สุด หากถูกสัตว์เลี้ยงกัด หรือข่วนก็อย่าชะล่าใจ ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลเบื้องต้น ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาตีน ทิงเจอร์ หรือแอลกอฮอร์ และขอให้ไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อฉีดยาป้องกันไว้ก่อน อีกทั้งควรกักบริเวณสัตว์เลี้ยงเพื่อเฝ้าดูหรือสังเกตอาการของโรคอีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 วันด้วยน่ะนะคะ

การป้องกันไม่ให้แมวของเราติดโรคนี้ ที่ดีที่สุดก็คือ การทำวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามโปรแกรมที่กำหนด ปีละหนึ่งครั้งค่ะ



     
เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,jabchai.com/main/view_joke.php?id=2140
ภาพประกอบจาก funnycatsite.com/pictures/Very_Mad_Cat.jpg

โรคติดต่อในแมว ตอน โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Fip)


โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือที่เรารู้จักในชื่อของโรค FIP (feline infectious peritonitis) ก็คือโรคติดต่อในแมวที่ไม่ติดต่อสู่คนอีกโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสค่ะ

โรคนี้ถือว่าเป็นโรคติดต่อในแมวที่ร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตได้ โดยแมวจะได้รับเชื้อโรคโดยการติดต่อผ่านทางช่องปากและจมูก น้ำลายและอุจจาระของแมวด้วยกันเอง รวมไปถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมและใช้สิ่งของที่มีเชื้อโรคที่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ที่นอน กระบะทราย ชามอาหารและน้ำ



อาการที่เด่นชัดของโรคนี้โดยทั่วไปมีสองแบบด้วยกันค่ะ คือเป็นอาการแบบเปียกและแบบแห้ง อาการแบบเปียกก็คือ แมวจะเกิดอาการซึม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องเสีย มีไข้ มีน้ำมูก จาม น้ำตาไหล มีอาการอักเสบภายในช่องท้อง หายใจลำบาก (แมวส่วนใหญ่จะพบว่ามีอาการแบบเปียก) ส่วนอาการแบบแห้งนั้นก็คือ แมวจะมีอาการซึม น้ำหนักลด โลหิตจางและมีไข้เนื่องจากไวรัสมีการแบ่งตัวอย่างช้า ๆ และจะทำให้เกิดการอักเสบแบบเรื้อรังกับอวัยวะภายใน อาทิ ปอด ไต และระบบประสาทเป็นต้น

การติดต่อของโรคนี้ คงต้องบอกว่าติดต่อได้ง่ายมากค่ะ เพราะสามารถติดต่อได้ทั้งจากตัวแมวเองและสภาพแวดล้อม รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ของแมวที่ใช้ร่วมกัน มักระบาดในสถานที่ที่มีแมวอยู่กันอย่างหนาแน่นและสุขอนามัยของแมวไม่ดี โดยจะติดต่อผ่านการกิน การหายใจ และการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนของอุจจาระของแมวที่มีเชื้อนี้

แนวทางการรักษาเมื่อพบว่าแมวของเรามีอาการของโรคที่น่าจะเข้าข่ายเป็น FIP ก็คือ การรีบพาแมวไปพบสัตวแพทย์ค่ะ และเนื่องจากยังไม่มียารักษาโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นโรคที่รักษายากพอสมควร จึงต้องใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ โดยการให้ยาลดการอักเสบและให้ยากดภูมิน่ะนะคะ

การป้องกันโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบในแมว ที่สำคัญที่สุดก็คือ การพาแมวของเราไปทำวัคซีน รักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยแมว และการเลี้ยงแมวระบบปิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แมวของเราไปติดเชื้อโรคนี้มาจากนอกบ้าน และกลาเป็นพาหะนำโรคติดต่อมาสู่แมวตัวอื่น ๆ ภายในครอบครัวของเราอีกด้วยค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก rayongvetclinic.wordpress.com,แมวไทย.คอม
ภาพประกอบจาก lijiun.files.wordpress.com/2012/01/p1020802.jpg