แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมวไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมวไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เกี่ยวก้อยกันเถิดดด...


เดี๋ยวนะ..ก่อนจะเขียนไดอารี่ยัยกะทิ อิชั้นสงสัยว่า ไอ้ชื่อหัวไดอารี่วันนี้มันเกี่ยวอัลไลกับเนื้อเรื่องฟระ..ครึ ครึ..


ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ชีวิตอิ่เจ๊ก็ยังคงหมุนวนเวียนเทียนกันไปเป็นปกติฮ่ะ นอกจากงานการเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยไปดูแลทุกวันแล้วก็มีเด็กแสบที่ตึกนี่แหละ ที่เป็นห่วงรัดคอ ไม่ให้ไปไหนได้ไกลมาก เพราะนอกจากจะต้องไปดูแลให้อาหารเปียกสองแสบช่วงบ่ายเองแล้ว ช่วงหลายวันหลังนี่ สองแสบยังได้รับอนุยืดให้ออกมาเดิน วิ่ง เป็นลิงเป็นค่างนอกออฟฟิศวันละพักนึงด้วย


แต่การจะปล่อยสองแสบออกมานั้น ไม่ใช่ว่าจู่ๆ นึกอยากจะปล่อยก็ปล่อยนะฮะ ก็อย่างที่เคยบอกไว้ในไดอารี่หน้าก่อนๆ ว่าปกติแล้ว สองแสบเองนั้นไม่เคยออกมาเล่นนอกออฟฟิศตามลำพังโดยไม่มีสายจูง (เคยทดลองช่วงแรกๆ ที่รับตัวกะทิมาฮ่ะ แต่ไม่ไหว ตามจับไม่ไหว แก่แล้วก็งี้ วิ่งไม่ทันหมาแมวแล้วแหละ) เนื่องจากกลัวว่าคุณเธอจะเล่นเพลิน ไม่ยอมให้จับกลับเข้ากรง แถมยังเกรงว่าจะโดดดึ๋งๆ ไล่ตามนก ตามจิ้งจก กิ้งกือเข้าไปในบริเวณตึกหรือบ้านคนอื่น แล้วก็หายจ้อยไป จะด้วยตัวเองหรือน้ำมือของคนที่อุ้มไปก็ไม่รู้แหละ ดังนั้นทุกครั้งที่สองแสบได้ออกมาเดินนอกออฟฟิศ มันก็จะต้องมีเชือกร่มเส้นเล็ก ๆ ผูกจูงเอาไว้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์อันไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น..


แต่ไม่ต้องปริวิตกไปฮ่ะ สายจูงที่อิ่เจ๊ผูกสองแสบก่อนพาเดินเล่นนั้น ต้องบอกว่ายาวมาก..ยาวเกือบถึงสุไหงโกลกกันเลยทีเดียว แถมวิธีจูงก็ต้องมีเทคนิคด้วยนะฮะ คืออิ่เจ๊จะปล่อยเชือกจูงให้ทอดยาวตามความจำเป็น เช่น...เวลาสองแสบคึก..นึกอยากจะวิ่ง...(ซึ่งแน่นอนว่าอิ่เจ๊เองก็คงจะใส่ติงหมาตามติงแมวไม่ทันอยู่แระ) ...อิ่เจ๊ก็จะปล่อยเชือกให้ทอดยาวเท่าที่มันอยากวิ่ง และด้วยความที่เชือกสายจูงมันยาวมาก (คะเนด้วยสายตา น่าจะยาวประมาณ 15 เมตรได้ !!) กะทิและโกกิ จึงวิ่งสนุกได้ตามใจชอบ ซึ่งก็นะ...มันวิ่งกันไม่ไกลหรอก อย่างมากก็วิ่งไปจนเกือบจะสุดสายจูง แล้วก็หยุดกึ้ก..หันมามองอิ่เจ๊ด้วยความสงสัย ว่าทำไมอิ่เจ๊ไม่ตามหนูวะ ?? แล้วก็หันหลังกลับ เดินนวยนาดมาเอาตัวสีๆ ขาอิ่เจ๊ใหม่ เดาเอาว่านอกจากอิ่เจ๊จะกลัวมันหายแล้ว..มันคงกลัวอิ่เจ๊หายด้วย หึหึ..โดยเฉพาะกะทิ ซึ่งเมื่อก่อนนี้พอได้ออกจากออฟฟิศทีไร แม่มมม...สนุกจนลืมโลกทุกที คือมันพยายามจะหนีไปเที่ยวตึกข้างๆ ประจำอ่ะนะ แถมวันไหนที่บังเอิญหลุดออกไปนอกออฟฟิศได้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะจับตัวกันได้ง่ายๆ เลย แล้วคิดดู..ว่าไอ้การไล่จับแมวที่มีสี่ติงแถมโกยแน่บได้ไวยิ่งกว่าลิงอ่ะ มันจะยากแค่ไหน วิธีการป้องกันปัญหานี้ก็คือ อย่าปล่อยให้มันหลุดออกไปได้เป็นอันขาด (เด็ดมะ ? T^T) คืออิ่เจ๊และผู้คนในหมู่ออฟฟิศเข็ดแล้วอ่ะ..หลุดกันที T25 ไม่จำเป็นกันเลยทีเดียว....


แต่ช่วงหลังๆ นี่กะทิทำตัวน่ารักมากฮ่ะ แม้ว่าจะมีสายจูงยาวๆ คอยผูกคออยู่ ไม่ให้เตลิดไปไหนโดยควบคุมไม่ได้ และแม้ว่าอิ่เจ๊จะตามใจให้วิ่งไกลๆ ได้ตามใจชอบ แต่ทุกครั้งที่ได้ออกมาเดิน กะทิก็จะเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย เห็นขนนกตกอยู่ก็วิ่งงงง..ไปเล่น ทิ้งตัวลงนอนเกลือกพื้น กลิ้งไป กลิ้งมา นอนอาบแดดเหมือนแมวชาติตะวันตก (ประมาณชาติหน้าขนแกถึงจะขึ้นเป็นสีแทนได้อ่ะนะ) วิ่งไปเล็มหญ้าหลังตึก (มโนไปว่าตัวเองเป็นวัว) ไล่นก ตกแมงปอ แต่พอสนุกจนพอใจสักพัก ก็จะวิ่งกลับมาให้อิ่เจ๊ลูบเนื้อลูบตัวให้ แล้วก็เอาตัวสีๆ กลิ้งๆ แทบเท้าเจ๊ ท่าทางมีความสุขมากๆ อ่ะ เห็นแบบนี้แล้ว อิ่เจ๊ก็ยอมดำสุดชีวิต คือต้องพาออกเดินท่อมๆ กลางแดดสี่โมงเย็นเกือบทุกวัน (ที่อิ่เจ๊เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิร์ลไม่ทันก็เพราะบ่มผิวไม่ทันนะ..เข้าใจตามนี้นะ กร๊ากกก..) สถานการณ์ความดำก็เลยเข้าขึ้นตึงเครียดเข้าไปทุกที


ส่วนยัยโกกิ เปรียวกว่ากะทิเล็กน้อยฮ่ะ คือคุณเธอชอบที่จะเดินเล่นล่ะ แต่ไม่ยักกะใส่ใจอิ่เจ๊นัก คือเมื่อตรูได้ออกมาเดิน โลกทั้งใบก็เป็นของตรู..อิ่เจ๊ไม่เกี่ยว !! นึกอยากจะวิ่ง พี่ก็วิ่ง นึกอยากจะมุดพี่ก็มุด คือนอกจากพี่จะเป็นแมวแล้ว พี่ยังเป็นนินจาด้วยป่าวคะ..แต่ก็เอาเหอะ ใช่ว่าจะได้ออกมาเดินเล่นกันได้บ่อยๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะ จะมุด จะวิ่ง จะดื้อยังไงเจ๊ก็ยอม ขอแค่เอร็งได้มีเวลาสนุกกับคำว่าอิสระเสรีแต่พอตัวบ้างก็ดีละ..


นอกจากนั้นเวลาปล่อยสองแสบมาเดินเล่น ก็ต้องพาออกมาทีละตัวฮ่ะ แล้วไอ้เจ้าสองตัวนี่ก็รู้มาก พออิ่เจ๊เอาเชือกจูงออกมาปั๊บ ก็มานอนแผละ รอกันเลย คงรู้อ่ะเนาะ ว่าจะได้ออกไปวิ่งเล่น เดินเล่น ซึ่งแน่นอนว่าอิ่เจ๊มักจะพากะทิออกมาก่อนเป็นตัวแรก เพราะไอ้กิมันไม่ค่อยเรื่องมาก (แต่กะทิไม่ได้เลยฮ่ะ ถ้าน้องได้ออกมาก่อน มันจะร้องเมี๊ยวม๊าว ประท้วงกันจนบ้านแทบแตก) แต่ไอ้ที่ฮาก็คือ...เวลาเดินอย่าให้ตัวนึงเห็นอีกตัวนะคะ ไม่งั้นจะเป็นแบบนี้


แบบนี้...


แบบนี้...


และแบบนี้...


คือเจ๊ก็ไม่เข้าใจว่าเอร็งจะรักอะไรกันนักหน๊าาาา...555+ ในภาพนั้นก็คือยัยกะทิพยายามจะโดดกลับเข้าไปพาน้องออกมาเดินเล่นอ่ะนะคะ ซึ่งบอกเลยว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะพาสองแสบออกมาเดินพร้อมๆ กัน นอกเสียจากมีใครอีกคนที่ไว้ใจได้มากพอที่จะรู้เทคนิกการจูงเด็กแสบพวกนี้


แต่ก็เอาเหอะ..เอร็งรักกัน เจ๊เข้าจาย....... ♥♥

ในตอนหน้าของไดอารี่ยัยกะทิ เราจะแบกชั้นวางแมวมาซ่อมที่ลับเล็บสองแสบกันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ







วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องหลุดๆ


ไม่รู้มีใครเป็นอย่างอิ่เจ๊บ้างรึเปล่า ที่ตั้งแต่มีแมวมาเป็นของตัวเอง ก็มักจะได้แผลเล็กแผลน้อยต้อยตีวิดกันอยู่บ่อย ๆ ทั้งจากเจ้าตัวแสบมั่งล่ะ จากสภาวการณ์ที่เจ้าตัวแสบกระทำมั่งล่ะ เรียกได้ว่า ชีวิตไม่เคยว่างเว้นจากการเป็นแผลข่วน จิก มิคสัญญีกันเลยทีเดียว


นับจากวันที่รับกะทิเข้ามาอยู่ด้วย ก็ปาเข้าไปสองปีแล้วค่ะ เวลาผ่านไปเร็วเนอะ ดูเหมือนกะทิเริ่มจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสถานที่อยู่สถานที่กินมากขึ้นแล้ว แต่ไอ้อาการที่เมื่อ "หลุด" ออกไปจากออฟฟิศแล้ววิ่งแร่ดกระเจิดกระเจิงไม่ยอมให้อิ่เจ๊หรือใครๆ จับนี่..ทำไมไม่หายไปซะทีก็ไม่รู้


เมื่อวานนี้ก็เอาอีกแล้วฮ่ะ คือ..ต้องบอกกันก่อน ว่าปกติแล้ว กะทิกับโกกิ เป็นแมวที่อิ่เจ๊ตั้งใจเลี้ยงระบบปิด ทั้งสองตัวจะมีกรงใหญ่ส่วนตัวเอาไว้นอนเล่นนอนรออิ่เจ๊หรือใครๆ อยู่ที่ใต้ตึก ซึ่งไอ้เจ้ากรงนี้ก็ค่อนข้างจะใหญ่โตพอสมควรฮ่ะ คืออิ่เจ๊พยายามเลือกกรงที่มีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะให้นั่งเล่น นอนเล่น ปีนเล่นได้โดยไม่อึดอัดตั้งแต่แรกแล้วอ่ะนะคะ เพราะสองแสบจะต้องอยู่ในนั้นนานกว่าวันละ 19 ชม. เรียกว่าต้องอยู่ในกรงตั้งแต่ช่วงบ่ายหรือเย็น ไปจนถึงช่วงเที่ยง ๆ ของอีกวันหนึ่ง..ซึ่งพออิ่เจ๊ไปทำงานก็จะได้มีโอกาสเข้ามากินอาหารเปียกสุดโปรด วิ่งเล่น กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับบรรดาพี่ๆ คนเลี้ยง แล้วก็อิ่เจ๊สัก 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะส่งตัวกลับเข้ากรงต่อ


ดังนั้นพื้นที่ประจำที่เด็กสองตัวได้อยู่ ก็คือ กรง แล้วก็ ออฟฟิศแค่นั้นแหละ หรือหากวันไหนอิ่เจ๊มีเวลา ก็จะผูกเชือกพาไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง แต่ก็ไม่เคยวางใจจะให้ออกไปเดินโดยไม่มีสายจูงอ่ะนะคะ เนื่องจากก่อนหน้านั้นเคยไว้ใจให้เดินมาแล้ว และเกิดปัญหาว่า เดินๆ เล่นไป พี่กะทิไม่ยอมกลับเข้าบ้านซะงั้น วิ่งหน้าเริ่ดจะเข้ารกเข้าพงหลังตึก หรือไม่ก็พยายามจะโดดข้ามรั้วไปที่หอพักข้างๆ นู่น เล่นเอาอิ่เจ๊วิ่งไล่จับจนลมเกือบแดรกมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้น..ด้วยความกลัว..ว่าถ้ากะทิกับโกกิหลุดออกไป จะต้องวิ่งเตลิดหนีหายไปแน่นอน อิ่เจ๊ก็เลยพยายามที่จะระมัดระวังไม่ให้เด็กทั้งสองตัวนี่หลุดเป็นอันขาด

แต่ความระมัดระวังก็ไม่ได้เป็นเครื่องหมายการันตีว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่มีปัญหาเด็กหลุดออกจากออฟฟิศได้เสมอไปนะคะ ยกตัวอย่างก็เพิ่งเมื่อเกือบ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง...จู่ๆ ยัยกะทิก็ "หลุด" ออกจากออฟฟิศ ด้วยการมุดตะแกรงตรงหน้าต่างออกไปซะงั้น T^T


เรื่องของเรื่องคืองี้ฮ่ะ เมื่อวานช่วงบ่ายกะทิกับโกกิก็วิ่งเล่นกันตามปกตินั่นล่ะ แล้วจู่ ๆ กะทิก็โดดเทคตัวเอาหัวพุ่งชนตะแกรงที่อิ่เจ๊เอามาแขวนปิดช่องหน้าต่างออฟฟิศเอาไว้ เผอิ้น..ไอ้เจ้าตะแกรงพรรค์นี้มันพับกลางได้อ่ะ มันก็เลยเกิดเป็นช่องโหว่ด้านล่าง ซึ่งอิ่เด็กเผือกนี่ก็ไวปานว่อก..พอเห็นช่องปุ้บ แม่มมม...มุดออกไปปั๊บ ไวยังกะลิง !! ขนาดอิ่เจ๊วิ่งใส่ติงหมาจนไปเตะเอาโต๊ะตัวใกล้ๆ ก็ยังคว้าตัวไว้ไม่ทัน ผลหรือคะ..อิ่เจ๊ยืนสตั๊นด้วยความตกใจตรงช่องหน้าต่าง ในขณะที่เด็กแสบวิ่งออกไปบนลานจอดรถมอเตอร์ไซค์หลังตึกด้วยอาการลิงโลดสุดกู่..

เดชะบุญฮ่ะ...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวกะทิเองก็แปลกใจอยู่นิดๆ รึเปล่า ที่จู่ๆ ได้ออกมาเดินนอกออฟฟิศ โดยไม่มีเชือกจูงของอิ่เจ๊ เพราะมันใส่ติงแมววิ่งออกไปราวๆ 50 เมตรได้ แล้วก็หยุดกึ้กเอาดื้อๆ..ก่อนจะหันมาสบตากับอิ่เจ๊ด้วยโหมดสโลโมชั่น ท่าทางคงจะงง ๆ ว่าทำไมอิ่เจ๊อยู่ข้างในแล้วตรูมาอยู่ข้างนอกฟระ นาทีนั้นอิ่เจ๊ไม่ได้คิดถึงอาการเจ็บติงและแผลที่ตัวเองได้จากการวิ่งไปเตะโต๊ะหรอกฮ่ะ เพราะต้องรีบตะโกนบอกลูกน้องในออฟฟิศทันทีด้วยอารามร้อนรนกลัวกะทิจะออกวิ่งไปไกลกันใหญ่

"ไอซ์...กะทิหลุด !! "

"ห๊ะ...." ลูกน้องคนสวยที่นั่งจัดการบิลใบเสร็จผู้เช่าพักอยู่ลุกพรวด แล้วก็รีบวิ่งออกจากออฟฟิศออกไปทางประตูหลัง ส่วนอิ่เจ๊ก็วิ่งไปทางประตูหน้า สรุปก็คือ ตอนนั้นยัยกะทิถูกดักอยู่ตรงกลางระหว่างสองเจ๊ ซึ่งแน่นอน ก่อนที่อิ่เจ๊จะออกไป ก็คว้าถุงขนมแมวออกไปด้วย กะว่าจะใช้มุขเก่าล่อให้มากินขนมก่อนตะครุบตัวไว้นี่แหละฟระ จะได้ผลรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่มีวิธีไหนที่กะทิจะยอมให้จับตัวแล้ว

สถานการณ์ตอนนั้นตึงเครียดมากฮ่ะ อิ่เจ๊คนงามดักไว้ด้านหนึ่ง ส่วนพี่ไอซ์ก็ดักไว้อีกด้าน ส่วนด้านขวาก็เป็นรั้วอิฐบล็อกของหอพักอื่นซึ่งกะทิเคยโดดหนีเข้าไปมาแล้ว และแน่นอนว่า..คราวนี้ถ้าโดดเข้าไปอีก มีหวังได้เตลิดเปิดเปิง ถูกคนอื่นอุ้มไปไม่ได้กลับบ้านแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย อิ่เจ๊พยายามจะไม่ทำให้กะทิตื่นตกใจไปมากกว่านี้ ก็เลยเขย่าซองขนมไปเรื่อยๆ แล้วพยายามเรียกด้วยเสียงอ่อนหวาน

"กะทิ...กะทิ มากินขนมกันมา เร้ววว..." อิ่เจ๊เขย่าซองขนม ได้ผลฮ่ะ กะทิมองมาตากลมป๊อง..แต๊...คิดว่ามันจะยอมมาง่ายๆ เหรอคะ

"นี่ไง มากินขนมเร็ว ขนมที่กะทิชอบไงมา" อิ่เจ๊หยิบขนมอันนึงโยนลงไปบนพื้นไม่ไกลตัวนัก พอขนมหล่นลงบนพื้นปุ๊บ..ยัยทิพุ่งปร๊าด..ออกมาดมขนมค่ะ..แต๊ (ครั้งที่สอง)...มันไม่ยักกินอ่ะ (กรรม) แย่กว่านั้น..พอดมเสร็จแทนที่จะยืนนิ่งๆ ให้เจ๊จับตัว มันกลับวิ่งพรวดออกไปทางพี่ไอซ์ ซึ่งยืนดักอยู่ทางด้านหลังตึก แล้วก็วิ่งเหยาะ ๆ ท่าทางลั้นลาไปทางพงหญ้ารกชัฎด้านหลังโน่น อิ่เจ๊ขอถามสักสามคำฮ่ะ ว่าเอร็งจะไปทำซากอะไรตรงนั้นวะคะ..ฮื้ดดด... T0T


"พี่แหม่ม ๆ อย่าวิ่งตามนะ ถ้ามันวิ่งเข้าพงหญ้าไปล่ะก็ หายแน่นอนเลย" เจ้าไอซ์รีบบอก ประสบการณ์ที่เจ้ายูกิหลุด แล้วหายเข้ารกเข้าพงไปเมื่อสองปีก่อนย้อนกลับมาให้อกสั่นขวัญแขวนกันอีกครั้ง "..เดี๋ยวรอให้มันเข้ามาเองเหอะ มันไม่ไปไหนไกลหรอก"

อิ่เจ๊ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ แน่นอนว่าจริงอย่างที่ไอซ์พูด ว่าถ้ากะทิตกใจวิ่งหายเข้าไปในป่าด้านหลังก็ไม่ต้องตามกันแล้ว เพราะพงหญ้าที่ว่าสูงกว่าเอวอิ่เจ๊ได้ T^T ทางเลือกก็คือต้องรอให้กะทิใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ ตะล่อมจับตัวจะดีกว่า

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ เพราะแค่ไม่ถึงสามนาที รถเก๋งของใครก็ไม่รู้ ก็วิ่งมาทางด้านหลังตึก ทำท่าจะมากลับรถที่ยัยกะทิยืนสินะ...ป๊าดดดด...แกจะมากลับรถอะไรอิ่ตอนนี้ @@##%&.....แมวตรูยังหลุดยืนเด่นเป็นสง่าอยู่่นะเฟร้ยย..ฮืออออ....อิ่เจ๊แทบจะเอาหินเฟี้ยงกระจกรถ รีบเดินย่องๆ ไปที่ยัยกะทิซึ่งตอนนี้เดินดมหญ้าอยู่

"กะทิ..มากินหนมมา" เสียงรถเก๋งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และอาจจะเป็นเพราะเห็นอิ่เจ๊เดินขวางประตูทางออกอยู่กระมัง รถเก๋งคันนั้นก็เลยจอดนิ่งอยู่ห่างจากประตูสัก 30 เมตรได้

กะทิเองก็คงได้ยินเสีียงรถยนต์ที่ว่านั่นเหมือนกันฮ่ะ และเดาเอาว่า อาจจะกลัวเสียงรถด้วยรึเปล่า เพราะมันวิ่งเหยาะ ๆ กลับมาหาอิ่เจ๊ซึ่งโยนขนมไว้บนพื้นทันที พอเข้ามาในระยะเอื้อมถืงปั๊บ อิ่เจ๊ก็รีบใช้มือกดหลังมันไว้แล้วอุ้มมันขึ้นมากอด...โอ้โห..นาทีนั้น ดีใจซะยิ่งกว่าถูกหวยสามตัวล่างอีก T^T นี่ถ้ามันไม่ยอมวิ่งมาหา ป่านนี้ก็คงหลุดไปเป็นไอ้ลูกหมาหลงแม่ถึงไหนต่อไหนแล้วมั๊ง...

อิ่เจ๊มันใจคอยังไม่ดีอยู่ฮ่ะ ระหว่างอุ้มกะทิไปใส่กรง ก็พูดกับน้องไปด้วยว่าออกมาทำไม...ถ้าหลงไปกลับบ้านไม่ได้นะ คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ..คือประเด็นก็ไม่รู้ว่ากะทิจะฟังรู้เรื่องมั้ย แต่อิ่เจ๊มันอยากพูดอ่ะ

หลังจากพากะทิกับโกกิกลับใส่กรงเรียบร้อยแล้ว แผลที่วิ่งเตะโต๊ะก็เริ่มออกฤทธิ์ค่ะ อิ่เจ๊เองก็เพิ่งจะเห็นว่ามันถลอกปอกเปิกเป็นแผลมีปริมาณเลือดออกนะ แล้วก็ปวดตุ้บ ๆ ด้วย เรียกว่าอาการเจ็บมาเต็ม..ก็ได้แต่รีบเข้าไปล้างแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วก็เดินเขยกๆ เคลียส์พื้นที่ภายในออฟฟิศปานประหนึ่งคนเหล็กกันต่อไป

จากเหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า..จงอย่าไว้ใจตะแกรงกันหน้าต่างเด็ดขาดฮ่ะ และยิ่งกว่านั้น จงอย่าไว้ใจแมวเผือกว่าจะไม่พยายามหนีออกจากออฟฟิศออกมาข้างนอกด้วย ลำพังออกมาเดินเล่นธรรมดาๆ อิ่เจ๊ไม่ว่ากระไรหรอกฮ่ะ ปัญหาคือวิสัยแมว..มันชอบเที่ยวอ่ะ และการเที่ยวของกะทิก็อาจเป็นที่มาของการกลับบ้านไม่ได้ เนื่องจากกะทิเองไม่เคยออกไปเดินไหนไกลกว่าบริเวณตึก แถมแม่กะทิยังเป็น แมวขาวมณีตาสองสี ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยงต่อการถูกอุ้มต่อไปเป็นทอดๆ เป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้อิ่เจ๊ก็เลยต้องพยายามบอกเด็ก ๆ ในออฟฟิศทุกคนให้ระมัดระวังมากขึ้นฮ่ะ และคาดว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่อิ่เจ๊จะต้องเผชิญกับความอกสั่นขวัญแขวนแบบนี้

ก็หวังว่าจะไม่ต้องมีเรื่องให้ต้องใจแป้วแบบนี้บ่อยๆ ก็ละกันนะคะ

อารมณ์มา................ T^T



อิ่เจ๊ของสองแสบ


วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ก้อบลิน


เพื่อนๆ บล็อกยัยกะทิหลายคน คงพอจะรู้เรื่องฝูงแมวเด็กเอเลี่ยน แขนขาลีบ กระดูกกรอบ ตาแฉะ  ที่ถูกแม่มาคลอดไว้ในห้องเก็บของแล้วก็ทิ้งไปเป็นสิบๆ วันตั้งแต่ลูกแมวอายุยังไม่ถึงสองเดือน เดือดร้อนถึงอิ่เจ๊ต้องไปรับตัวลงมาอนุบาลไว้ในออฟฟิศกันมาบ้างแล้วนะคะ และเชื่อว่าอีกหลายคนก็น่าจะพอจำ "ก้อบลิน" ไอ้เจ้าเด็กขาเดฟ ขี้ตากรัง กรอบบบ...ที่สุดในฝูง ที่ชอบสำแดงตัวไปทั่วกล้องอิ่เจ๊กันได้บ้าง.... ^^"


"ก้อบลิน" เป็นลูกแมวตัวที่เล็กที่สุด ผอมหย็องกรอดที่สุด แต่ก็เป็นเด็กที่ฮาที่สุดด้วยค่ะ (>0<") เพราะไม่ว่ามันจะนั่งอยู่ตรงไหนในฝูง อิ่เจ๊ก็ต้องเห็นมันก่อนเสมอ และอาจจะเป็นเพราะรูปร่างแสนทุเรศทุรังของมันกระมังที่ทำให้อิ่เจ๊ไม่คิดว่าก้อบลินจะมีคนจับจองตัว ได้บ้านอยู่ก่อนใครเขาเพื่อน


คงต้องท้าวความกันเล็กน้อยค่ะ ว่าก่อนหน้านั้นอิ่เจ๊มีน้องผู้ช่วยงานอยู่คนนึง ซึ่งช่วยดูแลกะทิกับโกกิอยู่เป็นประจำฮ่ะ ซึ่งลูกน้องคนนี้พื้นเพดั้งเดิมคงต้องบอกว่าเป็นคนที่ไม่ได้คิดจะเลี้ยงตัวอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเค้าเลย แต่บังเอิ้นนนน...ดันมีเจ้านายที่รักสัตว์ แถมยังหอบเอาไอ้เจ้าสองแสบมาให้เลี้ยงถึงที่ ดังนั้นหน้าที่ในการให้อาหารและน้ำในบางเวลาที่อิ่เจ๊ไม่อยู่ก็เลยตกเป็นของลูกน้องคนนี้ เลี้ยงไปเลี้ยงมา จับไปจับมา จากที่ไม่เคยคิดจะคลุกคลีตีโมงด้วย ก็เลยกลายเป็นคนที่เริ่มจะเอ็นดูแมวขึ้นมาดื้อๆ ซะงั้น...(ออฟฟิศนี้ใช้ระบบอ่อนโยนออสโมซิสฮ่ะ กรั่ก ๆ ๆ)


วันแรกที่จับฝูงเด็กลงมาจากห้องเก็บของ ลูกน้องคนนี้ก็ถูกเกณฑ์มาช่วยด้วยฮ่ะ ไม่รู้เพราะชะตาต้องกันหรือไร เพราะในขณะที่พี่ๆ น้องๆ ฝูงเอเลี่ยนเค้าออกมาเขมือบนมด้วยความหิวโหยเดินพล่านร้องเงี้ยวง๊าวไปทั่ว..ไอ้เจ้าก้อบลินตัวนี้กลับเดินเอาหัวชนกรง ป๊าบ ป๊าบ..ป๊าบ..หาทางออกกับเค้าไม่เจอซะงั้น..(แกเป็นแพะเร๊อะ ??)


"เฮ้ย..ดูดิ่ไอซ์..ไอ้ตัวนี้นอกจากกรอบกว่าใครเขาเพื่อนแล้ว ยังโง่อีกด้วยว่ะ มันหาประตูออกจากกรงไม่เจออ่ะ..เรียกมันว่าเจ้าโง่ดีมะ..5555+" อิ่เจ๊แกล้งเรียกมันไปงั้นแหนะ จริงๆ แอบเอ็นดูมันมิใช่น้อย ลองนึกภาพลูกแมวตัวจ้อย แขนขาลีบ หางงอ คอตีบ เดินต้วมเตี้ยมหมุนอยู่ในกรงตัวเดียว ทั้งๆ ที่ประตูกรงก็เปิดกว๊าง..กว้างแต่มันเจือกหาทางออกไม่เจอดูดิ่ ว่ามันน่าขำขนาดไหน

"ฮึ้ย..พี่แหม่มอย่าไปเรียกมันแบบนั้นสิ" แน๊...... !! มีเถียง

"ทำไมอ่ะ..ก็มันโง่จริงๆ อ่ะ ดูสิ ตัวอื่นเค้าออกมาได้หมด มีมันเดินเอาหัวชนกรงอยู่นั่นแหละ ตาก็แฉะ ตัวก็เล็ก หางก็หัก ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กระดูก..ขี้เหร่แบบนี้ สงสัยจะไม่ได้บ้านกับใครเค้าหรอก คงต้องอยู่ตกค้างเป็นแมวที่ตึกนี่ล่ะ" ว่าแล้วอิ่เจ๊ก็ต้องลงมือไปควักมันออกมาจากกรงเองจนได้ เฮ้อ..กรรมของเอร็งมั้ยนี่ !!

...คนฟังนิ่ง......เริ่มเอานิ้วเขี่ยไอ้เจ้าโง่

"หนูว่าจะเลี้ยงสักตัว..ดีมั้ยอ่ะ"

"ห๊ะ...." อิ่เจ๊หันไปมองหน้าลูกน้อง "..เธอจะเลี้ยงแมวเหรอ"

"มันก็น่ารักดีอ่ะ แต่จะเอาตัวไหนดียังไม่รู้"....คำว่ายังไม่รู้หลุดออกมาจากปาก แต่ตาแม่ลูกน้องไพล่ไปจับที่ "ไอ้โง่" ที่เดินเขย่งเก็งกอย ตัวสั่น ๆ แกร็นๆ เบียดซี่โครงบานๆ เข้าไปอยู่ใจกลางวงพรรคพวก

"เธอก็เอาไอ้เจ้าตัวเล็กนี่ไปสิ มันก็น่ารักดีนะไอซ์" ลูกน้องอีกคนเชียร์ ส่วนอิ่เจ๊นึกในใจ..มันเหลือความน่ารักให้เห็นตรงไหนวะ !!??

"อือ..ก็ว่าจะเอามันนี่แหละ...." นิ่งไปนิด คงลังเล เพราะตัวสวยๆ อนาคตไกลก็มีให้เลือก..แต่สายตาก็ยังจับอยู่ที่ก้อบลินที่เดินเก้ๆ กังๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่หนังหุ้มกระดูก "หนูเอาตัวนี้ก็ได้พี่แหม่ม..."

ห๊ะ....อิ่เจ๊ประหลาดใจค่ะ..555+ แต่ก็ดีใจนะ เพราะคิดว่าลูกแมวตัวสวยๆ น่าจะหาบ้านได้ไม่ยาก แต่ไอ้ที่ขี้เหร่ๆ สุดๆ แบบก้อบลินนี่สิ คงไม่มีใครเขาอยากได้หรอก ใจจริงก็ตั้งใจไว้แล้วนะคะว่าถ้ามีตัวไหนตกค้างไม่มีคนเอา อิ่เจ๊ก็คงต้องเลี้ยงไว้ล่ะ แต่ก็ไม่นึกว่่าลูกน้องตัวเองซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะมีแมวเป็นของตัว จะเอ่ยปากขอแมวตัวที่ขี้ก้างที่สุดในฝูงไปเลี้ยง


ไม่พูดพร่ำทำเพลงค่ะ ถัดมาอีกสองวันเท่านั้น ก้อบลินก็ย้ายนิวาสถานไปอยู่ที่ห้องพักกับ "แม่ใหม่" หน้าตาเฉย..

"อะไร..เธอเอาก้อบลินไปเลี้ยงที่ห้องแล้วเหรอ" อิ่เจ๊แวะไปนับหัวลูกแมวในเย็นวันนึง แล้วก็พบว่าก้อบลินไม่มาเช็คชื่อเหมือนเคยก็เลยถาม..

"เอาไปแล้วพี่แหม่ม เอาไปเลี้ยงไว้ที่ห้องมันจะได้กินเต็มที่อ่ะ" น้องมันว่างั้น..หุหุ..ในตอนหน้าเรามาดูวิวัฒนาการของเจ้าก้อบลินเมื่อย้ายเข้าไปเป็นเด็กในบ้านแม่ไอซ์กันนะคะ ว่ามันเติบโตแข็งแรงและเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ :D




วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ส้มป่อย


ถ้าจะถามแอดมินว่าความสุขของแอดมินคืออะไร....

ความสุขของแอดมินก็แค่การมีชีวิตที่สงบ ราบรื่น มีเวลาให้กับครอบครัว มีเวลาท่องเที่ยวบ้าง ได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก คนที่ตัวเองรัก และไอ้เจ้าสี่ขาทั้งหลายที่ตัวเองรัก...แต่ก็นั่นแหละเนอะ ความสุขของแต่ละคนก็ย่อมที่จะแตกต่างกันไป แต่เชื่อว่าหลายๆ คนที่มี "สิ่งที่ตัวเองรัก" มากกว่า "สิ่งที่ตัวเองเกลียด" มักจะเป็นคนที่มีความสุขมากกว่าเสมอ.... :)

หลังจากรับตัวฝูงก้อบลินแม่ทิ้งมาอนุบาลเกือบอาทิตย์ เจ้าตัวแรกที่จากอกแอดมินไปสู่อ้อมอกของครอบครัวใหม่ก็คือเจ้า "ส้มป่อย" ค่ะ ส้มป่อยเป็นแมวตัวผู้สีส้ม "ตัวแรก" ที่รู้จักฝากเนื้อฝากตัวกับแอดมิน (นึกถึงทีไร..ใจหายทุกครั้ง) ทุกครั้งที่แอดมินไปเยี่ยมไปหา ส้มป่อยก็มักจะปีนขึ้นตัก ปีนขึ้นมานอนซบอกแอดมินอยู่เสมอ เหมือนประหนึ่งว่า อุ่นใจแล้ว..ที่แม้ไม่มีแม่อยู่ด้วย ส้มป่อยก็ยังมีอิ่เจ๊อยู่ข้างๆ.....ดังนั้นเมื่อส้มป่อยถูกน้องคนหนึ่งซึ่งมาดูห้องพักที่ตึกเอ่ยปากขอเอาไปอยู่ด้วย แอดมินจึงลังเลสุด ๆ....


หากแต่ในความลังเลนั้น...แอดมินก็รู้ดี ว่าควรให้ส้มป่อยได้ไปอยู่ใน "บ้าน" ที่เป็นบ้านแท้ ๆ ไม่ใช่เติบโตขึ้นมาในตึกที่มีสภาพเป็นหอพัก ที่ซึ่งบ้านของมันก็คงเป็นได้แค่เพียงออฟฟิศเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง เที่ยวเดินท่อมๆ ไปวันๆ มีพี่ๆ หรือมีอิ่เจ๊ดูแลแค่ไม่กี่ชั่วโมง.....

"บ้าน" ของส้มป่อย..ควรเป็นบ้านที่มีสมาชิกในบ้านอยู่ครบถ้วน มีที่ให้วิ่งเล่น มีคนที่รักส้มป่อยคอยลูบเนื้อลูบตัว คอยกอดส้มป่อยได้ตลอดเวลาที่ส้มป่อยต้องการ (หรือบางทีส้มป่อยอาจจะยังไม่ต้องการ แต่ก็ยังมีคนอยากกอด >.<) ดังนั้นหลังจากสอบถามความสมัครใจของน้องเรียบร้อยแล้วว่าเลี้ยงได้แน่นะ.....อิ่เจ๊ก็ต้องกัดฟันยอมให้ส้มป่อยกับน้องคนนั้นไป ทั้งที่ในใจมันร้องว่า ไม่..ไม่..ไม่อยากให้ ดังลั่น

หะแรกแอดมินรู้แต่เพียงว่า...บ้านของน้องคนนี้ซึ่งอยู่ต่างจังหวัด มีแมวเลี้ยงอยู่แล้วที่บ้านหลายตัวค่ะ ด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าส้มป่อยจะไม่มีบ้านอยู่ ก็เลยไม่ได้สอบถามรายละเอียดอย่างอื่นมากนัก รับรู้แต่เพียงว่า น้องโทร.ไปขออนุญาตที่บ้านน้องต่อหน้าแอดมินว่า จะขอเอาลูกแมวไปเลี้ยงที่บ้านเพิ่มอีกตัว พอที่บ้านน้องเอ่ยปากอนุญาต ก็เลยมัวแต่ดีใจ..ที่ส้มป่อยจะได้บ้านอยู่เสียที กลับกลายเป็นว่า....พอน้องอุ้มส้มป่อยไปแล้ว เพิ่งนึกออก....ว่าตัวเองพลาดที่จะสอบถามหรือบอกเล่าเรื่องราวของส้มป่อยไปหลายอย่าง

ประการแรก...อิ่เจ๊ลืมบอกน้องคนที่ขอส้มป่อยไป ว่าส้มป่อยยังเด็กนัก ยังต้องกินอาหารเม็ดแช่น้ำอยู่นะ ถ้าไม่เอาอาหารเม็ดแช่น้ำให้มันนิ่ม ส้มป่อยจะกินไม่ได้ (กลัวส้มป่อยอด กลัวส้มป่อยหิว)

ประการที่สอง...อิ่เจ๊ก็ลืมถามน้องไป ว่าบ้านน้องมีแมวใหญ่เลี้ยงไว้กี่ตัวแล้ว และถ้าเอาส้มป่อยไป จะกลายเป็นแมวตัวที่เท่าไหร่ของน้อง (อันนี้กลัวน้องเห่อส้มป่อยแต่ตอนเด็ก ๆ กลัวมันโดนทิ้งๆ ขว้างๆ ตอนมันโตอ่ะ)

สุดท้าย...ด้วยความที่น้องเองก็จองห้องพักที่ตึกไว้แล้ว ก็เลยหน้าด้านโทร.หาลูกน้องให้โทร.บอกน้องคนที่รับตัวส้มป่อยไปอีกครั้ง ว่าส้มป่อยต้องกินอาหารเม็ดแช่น้ำนะ แล้วก็ให้ลองถามคร่าวๆ เรื่องรายละเอียดการเลี้ยงแมวที่บ้านน้องด้วย

ปรากฎว่า....ส้มป่อยจะไปเป็นแมวตัวที่ 9 ของครอบครัวน้องค่ะ !! ตัวที่ 9 ได้ยินแค่นั้น อิ่เจ๊ถึงกับตบหน้าผากตัวเองดังป๊าบ...เฮ้ย...แล้วไอ้เจ้าส้มป่อยของเราจะได้รับความรักจากครอบครัวใหม่เป็นลำดับบ๊วยๆ ด้วยป่าวฟระ

ทำไงได้....ดันให้น้องไปแล้วนี่ T^T นาทีนั้น ถ้าเอาคืนได้ ตรูเอาคืนจริงด้วยนะ...

แต่ก็อย่างว่า......เมื่อตัดใจให้น้องไปแล้ว ก็ต้องยอมรับมันแต่โดยดี

สามอาทิตย์ถัดมานับตั้งแต่ส้มป่อยจากอกอิ่เจ๊ไป....

เมื่อวานนี้น้องเจ้าของส้มป่อยโทร.ติดต่อเพื่อย้ายเข้าตึกมาเป็นครั้งแรกค่ะ

ได้ยินน้องเสมียนที่ตึกซึ่งก็รัก "เด็กๆ 4 ขา" เหมือนกันถามเรื่องส้มป่อยว่าเป็นไงบ้าง..คำตอบของน้องคนเลี้ยงก็ทำให้พอได้ยิ้มออก

น้องคนเลี้ยงส้มป่อยบอกว่า....ส้มป่อยเป็นเด็กร่าเริงค่ะ เข้ากับพี่ๆ แมวได้ดี ชอบวิ่งเล่น ชอบอยู่กับคน ขี้อ้อนมาก ที่สำคัญคือชอบปีนต้นไม้ตามพี่ๆ แมวโตๆ มาก (บ้านส้มป่อยมีต้นไม้ให้ปีน อิ่เจ๊ยิ้่มปากจะฉีกถึงใบหู)...มีอยู่คราวหนึ่งพี่ๆ ปีนต้นไม้เล่นกันแล้วส้มป่อยปีนด้วย พวกตัวโตๆ ขึ้นได้แล้วก็ปีนลงได้ แต่ส้มป่อยปีนขึ้นแล้ว..ดันปีนลงไม่ได้ (อิ่ส้มป่อย !!??) สรุปว่า..คืนนั้นส้มป่อยต้องนอนค้างเติ่งอยู่บนต้นไม้ทั้งคืน รอจนกระทั่งน้องต้องไปช่วยลงมา

สรุปว่าตอนนี้.....ส้มป่อยสบายดีนะคะ...ก็ได้แต่หวังว่าส้มป่อยจะโตขึ้นมาเป็นแมวที่แข็งแรง สมกับที่เคยเป็นเด็กในตึกอิ่เจ๊ และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน...เจ้าลูกแมวสีส้มตัวเล็ก ๆ ที่ชอบปีนขึ้นมานอนหลับบนอกอิ่เจ๊....ก็ยังคงเป็น "ส้มป่อยของเจ๊" เสมอ

เวลาของเรามาบรรจบกันชั่วขณะหนึ่ง แต่ความคิดถึงจะอยู่ตลอดไป........รักนะส้มป่อย............
.
.
.

"คิดถึงเนอะ.............................."







วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรียลลิตี้ฟันน้ำนม ตอน..1 2 3 4 5


เมื่อตอนที่แล้วอิ่เจ๊ลากเอาไอ้เด็กขาตะเกียบมาแนะนำกันไปแล้ว..หนึ่งตัวถ้วน..น่ะนะคะ หุหุ (ฟังดูเยอะนะ ??!!) มามะ วันนี้เรามาดูภาพกีฬามันๆ ของไอ้เจ้าฝูงก้อบลินตัวที่เหลือกัน ว่าแต่ละตัวมันสภาพน่าเอาไปทิ้งอีกรอบขนาดไหน T^T

มาเริ่มจากเจ้าหย็องกรอดตัวแคระสุดในฝูงก่อนละกัน.. "เจ้าก้อบลิน"


"เจ้าก้อบลิน" นี่เป็นเด็กหางงอคอตีบฮ่ะ ทั้งเนื้อทั้งตัวแทบจะมีหนังหุ้มกระดูก ที่เห็นในรูปก็คือถ่ายไว้ในวันที่ 3 ที่ไปเอาตัวลงมาจากบนห้องเก็บของแล้วนะคะ ดูตัวฟูขึ้นมานิด ๆ ละ วันแรกที่พาตัวลงมา อิ่เจ๊แทบไม่กล้าจับตัวมันด้วยซ้ำ ท่าทางจะอดกินนมมาเป็นสิบๆ วัน แม่ก็ไม่มี เวลาหิวก็ได้แต่ร้องขอโดยไม่มีใครรู้ใครเห็น....น่าสงสารที่สุด


ตามมาด้วยเจ้า "ส้มป่อย" ฮ่ะ เจ้าตัวนี้ขี้อ้อนมาก ๆ อนุบาลไว้แค่ 4-5 วันเท่านั้นเอง เธอก็ยึดแอดมินเป็น "บ้าน" ไปซะแระ..(แอบดีใจที่เห็นมันพุงป่องเพราะกินอิ่มนอนอุ่นอีกครั้ง แอดมินเอาเด็กกลุ่มนี้ลงมาไว้ในออฟฟิศนะคะ สั่งลูกน้องผลัดเปลี่ยนกันมาให้อาหาร,ให้ยา ให้ความอบอุ่นหลายคนอยู่)


"ส้มป่อย" เป็นตัวแรกที่กล้าปีนขึ้นตัก แล้วก็มาหลับเงกอยู่บนอกอิ่เจ๊..สงสัยจะคิดถึงแม่เนอะ T^T


ตัวที่สามนี่ให้ชื่อง่ายๆ ว่า "เจ้าสีส้ม" ค่ะ แสบ ซ่า แสนซน ดูแข็งแรงที่สุดในหมู่พี่น้องละ ที่สำคัญ มันติดกันหนึบยังกะตังเมกับไอ้เจ้า "สามสี" ตัวล่างนู่น


นี่ค่ะ "เจ้าสามสี" ตัวที่สี่นี่สีสวยสุดละ..อิ่เจ๊ตั้งชื่อชั่วคราวไม่ค้างคืนให้ว่า "เจ้าสามสี" เล็งๆ ไว้ว่าจะส่งตัวไปอยู่กับพ่อใหม่-แม่ใหม่ใจดีที่โคราชโน่น และคงจะให้ไปคู่กับเจ้าส้มอีกตัวน่ะนะคะ เพราะคู่นี้เค้าสนิทกัน เห็นเล่นกันนัวเนียสองตัวพี่น้องทู๊กวัน..ถ้าจับแยกกันคงจะหงอยน่าดู >0<


ตัวสุดท้ายนี่ สงสัยเป็นเด็กอารมณ์ติสท์ ขาดความอบอุ่นอย่างแรง เพราะตอนเอาลงมาใหม่ ๆ เข้ากับพี่ๆ น้องๆ ไม่ได้เลย อิ่เจ๊หัดให้ใช้กระบะอึ มันก็ดั๊น...หนีเข้าไปนอนอยู่บนกองขรี้ตัวเอง (มันใช่ที่นอนเหร่อะ ห๊ะ ??!!) ถนัดนักล่ะ ไอ้เรื่องปลีกวิเวกเล่นเองตัวเดียวเนี่ย เขี่ยกรงมั่ง เขี่ยถ้วยข้าวมั่ง..อิ่เจ๊ต้องคอยไปควักเอามาเล่นด้วยประจำ สงสาร..แม่ก็ทิ้ง พี่น้องก็ไม่รัก เค้าจับคู่เล่นกันเองไปหมดแระ เหลือเศษเป็นตัวเองตลอดๆ


ในตอนหน้าเราจะมาดูความคืบหน้าของเด็กอนุบาลฝูงนี้กันนะคะ แล้วมาดูกันค่ะ ว่าอิ่เจ๊จะทำยังไงกับเด็กฝูงนี้ได้บ้าง แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ






วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ก้อบลิน...ไอ้เด็กขาตะเกียบ



เฮือก..แอดมินกลับมาจากหนีเที่ยวได้ 6-7 วันแล้วค่ะ แต่งานก็เยอะแยะยุบยุ่งอิ่รุงตุงนังไปหมด หะแรกว่าจะยังไม่เขียนไดอารี่สองแสบเพลานี้ แต่มานึกดูอีกที ขืนไม่เขียนตอนนี้อิ่เจ๊ก็คงหาเรื่องขี้เกียจเขียนต่อไปได้เรื่อยๆ (แหะๆ....) อย่ากระนั้นเลย มาลงสมุดบันทึกไว้หน่อยดีกว่าฮ่ะ ว่าฝูงเด็กเอเลี่ยนแม่ทิ้งทั้ง 5 ตัวที่รับอุปการะชั่วคราวเอาไว้เป็นยังไงกันบ้าง

เราจะมาเริ่มกันที่ ไอ้เจ้าเด็กขาตะเกียบ ขี้ตาเขลอะ กระดูกซี่โครงบาน ตาโปน พุงโร ก้นปอด กันก่อนนะคะ..เจ้าตัวนี้แอดมินจิ้มหัวแล้วเรียกมันว่า "เจ้าก้อบลิน"ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกันเลยค่ะ
 

ทำไมถึงเรียก มันว่าก้อบลิน ??...หลายๆ คนที่มีลูกแมวเกิดใหม่ภายในบ้านสักฝูงสองฝูง คงจะพอรู้กันดีฮ่ะ ว่าในหนึ่งฝูงของเด็ก ๆ พวกนั้น มันก็มักจะมีตัวใดตัวหนึ่ง ที่มีจุดเด่นพิเศษ จนเราต้องจับตามองเสมอๆ


กรณีนี้แอดมินยกเจ้าตัวพิเศษที่ไม่เหมือนใครและโดดเด่นในฝูงไม่ใช่ด้วยความน่ารัก แต่ด้วยความ "สังเวชใจ" ให้กับเจ้าก้อบลินนี่ล่ะนะคะ


ก้อบลินคือตัวอัลไล..หลาย ๆ คนที่เคยดูหนังหรือเทพนิยายอาจจะเคยเห็นภาพลักษณ์ของเจ้าก้อบลินอ่ะนะคะ วิกิพีเดียเค้าให้คำอธิบายไว้ว่า ก้อบลิน หรือ ก็อบลิน (Goblin) ก็คือโนมที่มีรูปร่างพิกลพิการชนิดหนึ่งฮ่ะ เจ้าโนมที่อยู่ในสปีชี่ส์นี้มักมีนิสัยที่ชอบเล่นสนุก แต่ก็เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่สามารถทำอันตรายแก่ผู้คนได้ บางตำราก็บอกว่า ก้อบลินนั้นมีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส เป็นปีศาจที่อาสัยอยู่ใต้ดิน ส่วนฝั่งยุโรปก็เล่าว่า ก้อบลินคือ ปีศาสจร่างเล็ก (สูงประมาณ 70 ซม.เท่านั้นเอง) มีรูปร่างลักษณะคล้ายซากศพ อัปลักษณ์ไม่ชวนมอง ซึ่งรูปร่างหน้าตาของก้อบลินในแต่ละชาติก็มักจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำนานและความเชื่อของผู้คนในแถบนั้นๆ 


อย่ากระนั้นเลย เมื่อพิจารณาจากสภาพของเจ้าจิ๋วตัวที่เล็กที่สุด ขาตะเกียบที่สุด ซี่โครงบานที่สุด ตาโปนที่สุด หูใหญ่แหลมที่สุด และหน้าเจ๋อเหรอที่สุดในกลุ่มเด็กหลงแม่แล้ว ชื่อนี้ก็ช่างเหมาะกับมันซะจริงๆ >0</


ก้อบลินเป็นลูกแมวที่สภาพร่างกายดู "กรอบ" ที่สุด เท่าที่แอดมินเคยมีไว้ในกำมือฮ่ะ (จริงๆ ก็ไม่มีลูกแมวตัวเล็กเท่านี้ในสังกัดมานานหลายสิบปีละ >.<) แต่ในความกรอบนั้น แอดมินก็มักจะเห็นอะไรแว้บๆ ในตัวมันเสมอ เพราะไม่ว่าก้อบลินจะนั่งอยู่ตรงไหน ก็ดูเหมือนว่าจะเจ๋อเหรอผิดพี่ผิดน้องจนโฟกัสกล้องลำเอียงจับภาพมันได้ชัดเจนกว่าตัวอื่นๆ ทุกครั้ง


นอกจากตัวเล็กแล้ว เรี่ยวแรงยังน้อยกว่าเค้าด้วย..ในขณะที่พี่ ๆ น้อง ๆ เค้าแย่งกันกินด้วยความหิวโหย...ก้อบลินก็....


และก้อบลินก็................


แต่ถึงอย่างไร..ก้อบลินก็เป็นก้อบลินที่ไม่ว่าจะนั่งอยู่อิ่ตรงไหน ก็เตะเข้าเบ้าตาแอดมินอยู่วันยังค่ำ


เตะเข้าเบ้าตายังไม่พอ ยังขยันฮุคซ้ายเข้าที่ปลายคางอีกด้วย


ไดอารี่สองแสบตอนหน้า เรามาตามติดชีวิตก้อบลินและพี่ๆ น้องๆ กันต่อนะคะ....ขอฝากไอ้เด็กกรอบขาตะเกียบไว้ในอ้อมใจด้วยค่ะ....




วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ใส่ปุ๋ยเร่งโต "ห้าเด็กกรอบ" (วันที่ 4-5)


เฮือกก..อิ่เจ๊มีภารกิจจะต้องเดินทางไป ปตท. เอ๊ย..ตปท. วันจันทร์ที่นะถึงนี้นะคะ ตอนนี้ต้องรีบปั่นบล็อกเขียนไดอารี่ของเด็ก ๆ ให้เสร็จก่อน ไม่งั้นอาจเข้าสู่สภาวะจำศีล ทิ้งบล็อกได้นานหลายสัปดาห์กันเลยทีเดียว.....เรามาดูวิวัฒนาการของสัตว์โลกมุมต่ำฝูงนี้กันนะคะ (อะไรคือสัตว์โลกมุมต่ำ !!??)

แววน่ารักเริ่มมาแระ ♥
4 วันผ่านไป ไวเหมือนโกหก เด็ก ๆ ทั้ง 5 ตัว มีสัญญาณฟื้นตัวที่ดีขึ้นค่ะ ลูกน้องที่ช่วยดูแลเด็ก ๆ พวกนี้บอกว่าตอนนี้อาการไข้หวัดของเด็ก ๆ หายหมดแล้ว และอาการตาเจ็บก็ไม่ปรากฎให้เห็น กินเก่ง นอนเก่ง แต่ก็ยังมีระแวดระวังตัวกับบรรดามนุษย์โลกอยู่บ้าง ก็เป็นธรรมดาแหละเนอะ...อยู่กับแม่มาตั้งแต่เกิด วันดีคืนดีก็ได้มาอยู่กับ "แหม่ม" ซะงั้น :P

เจ้าตัวนี้ตอนพาไปหาหมอ จมูกก็เป็นแผล ในปากก็เป็นแผลค่ะ มิน่าไม่ค่อยกินข้าว แต่ได้ยาไป 3 วัน ดูดีขึ้นมากๆ
ช่วงนี้อิ่เจ๊เปิดตำราหาวิธีเลี้ยงแมวเด็กอย่างง่ายๆ เพื่อใช้อนุบาลลูกแมวไปพลาง ๆ ก่อนหาบ้านให้เจ้าตัวเล็กค่ะ สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงเด็กฝูงนี้ อิชั้นใช้อาหารเม็ดฟริสกี้แช่น้ำเปล่าให้เม็ดมันพอง ๆ นิ่ม ๆ ซึ่งสังเกตว่าเด็ก ๆ จะกินกันได้เรื่อย ๆ แต่ก็มีบางตัวล่ะ ที่ติดนิสัยการดูดนมแม่มา แทนที่จะอ้าปากกินอาหารเม็ด เด็กจิ๋วพวกนี้กลับใช้วิธีดูดอาหารเม็ดจ๊วบ ๆ แทนซะงั้น (แหม่~~...คงจะได้สารอาหารอยู่หรอกนะแกนะ .. >0<)

อาหารเม็ดแม้จะเป็นของแมวเด็กแต่ก็แข็งน่าดูฮ่ะ เคี้ยวยาก เพราะฉะนั้น หยอดน้ำให้ทุกเม็ดบานฉ่ำก่อนโล่ด
นอกจากอาหารเม็ดแล้ว อิชั้นยังเสริมด้วยอาหารเปียกสำหรับแมวเด็กให้นิดหน่อยด้วย โดยจะฉีกอาหารเปียกใส่ถ้วยทิ้งไว้ให้ตอนกลางคืน เพราะหมอตูนแนะนำว่า ส่วนใหญ่แล้วพวกแมวจะหากินตอนกลางคืน (เหมือนกันเลย ?? อิ่เจ๊ก็คุ้ยตู้เย็นหาของกินตอนกลางคืนประจำ !!??) อิชั้นก็ควรจะเล่นตามน้ำ หาอาหารรอบดึกมาประเคนพวกมันใช่มั้ยคะ...

 คือ...นี่คือช่วงเวลางมหาหอยกันหรือไงยะ ??..

ให้อาหารแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะเอาน้ำสะอาดใส่ถ้วยตั้งไว้ให้ด้วย สังเกตว่าวันแรก ๆ มันไม่กินน้ำกันเลยค่ะ (เกิดความสงสัยว่ามันกินน้ำเป็นกันป่าววะ ?) แต่พอวันถัดมา เห็นกับตาว่ามันเลียน้ำในถ้วยแผล็บๆ เออ....เอร็งเก่ง รู้จักปรับตัวเพื่อการอยู่รอดกันเองได้มั่ง


กินแล้วก็ต้องหัดให้รู้จักขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทางด้วยค่ะ โชคดี..ยังมีกระบะทรายใบเก่าของยัยโกกิกับทรายแมวที่เอาไว้เติมให้สองแสบเหลืออยู่สักค่อนถุงได้ ก็เลยเอามาให้เด็ก ๆ หัดใช้..โว๊ะ ฉลาดเป็นกรดเลย ทุกตัวใช้เป็นเหมือนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้กันเลยทีเดียว

ตอนหน้าของบล็อก เรามาแนะนำเด็ก ๆ เรียงตัวกันนะคะ :)











วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฝูงก๊อบลินกับสภาวะ "หวัดแดก" (วันที่ 3)


ช่วงนี้อิ่เจ๊มัววุ่นวายอยู่กับการดูแลงาน,สองแสบประจำตึก และฝูงก๊อบลินหลงแม่อยู่ค่ะ (งานการแม่มมม..ไม่ต้องทำกันละ) แต่ขอแอบมาบันทึกเอาไว้หน่อย เผื่อจะเป็นทะเบียนประวัติสำหรับฝูงก๊อบลิน ที่บัดนี้แปรสภาพมาเป็นสินค้าในเครืออิ่เจ๊ชั่วคราวไปเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเล่าย้อนในวันที่ 3 ที่เริ่มเข้าไปดูแลบรรดาเด็กน้อยกันก่อนนะคะ

หลายๆ คนที่ไม่ได้อ่านไดอารี่ของสองแสบมาตั้งแต่ต้น อาจจะอยากรู้ความเป็นมาของฝูงก๊อบลินกลุ่มนี้สักเล็กน้อยกันก่อนฮ่ะ เนื่องจากอิ่เจ๊เองทำงานเกี่ยวกับการให้บริการห้องพักรายเดือน-รายวัน สำหรับน้องๆ นิสิต,คณาจารย์ และแขกที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด อยู่แถว มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก (เนื้อที่โฆษณา กรั่ก ๆ ๆ) ดังนั้นจึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องไปดูงานทุกวัน แต่ชีวิตที่ราบรื่น (ตรงไหน?) ของอิ่เจ๊ ก็ต้องมาสั่นคลอนเพราะมีแม่แมวจรมาคลอดลูกไว้ในห้องเก็บของของตึก 5 จากนั้นช่วงเวลาหนึ่งเดือนต่อมา แม่แมวจู่ ๆ ก็เปิดตรูดหนีไป ไม่มาให้นมลูกซะงั้น กว่าอิชั้นจะรู้ทันว่ามีลูกแมวตกค้างอยู่บนตึก ก็เกือบจะได้ซากแมวแทนลูกแมวตัวเป็นๆ ซะแระ


หลังจากแน่ใจว่าแม่แมวไม่กลับมาเลี้ยงลูกแน่ ๆ ภาระในการดูแลเด็ก ๆ ก็เลยกลายมาเป็นของอิชั้นกับลูกน้องที่ตึกฮ่ะ วันที่ 3 หลังจากรอจนแน่ใจแล้วว่าเด็กฝูงนี้ต้องเป็นกำพร้า อิ่เจ๊ก็เลยต้องจัดการดูแลไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างอันดับแรก...เนื่องจากอิ่ลูกแมวแต่ละตัว มันหยองกรอดซะเหลือเกิน (จริงๆ ควรจะเรียกว่าเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกด้วยซ้ำ คาดว่าคงขาดนมมาเป็นสิบวัน) แถมยังมีอาการตาแฉะ ตาปิด ขี้ตาเกรอะกรัง บางตัวเริ่มขึ้นขั้นมีแผลในปาก,ในจมูก และเริ่มซึมบ้างแล้ว ดังนั้นอิชั้นก็เลยให้ลูกน้องหอบทุกตัวใส่กล่องแล้วก็พาข้ามถนนไปหาหมอที่คลินิกสัตวแพทย์ใกล้ๆ ตึก


ปรากฎว่าผลการตรวจเบื้องต้น..อิ่เด็กพวกนี้มันเป็นหวัดกันยกฝูงเลยฮ่ะคุณผู้โชม และไอ้โรคหวัดแมวนี่ก็ไม่ใช่เล่นๆ นะฮะ มันเป็นโรคที่ถึงตายได้ หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ แถมติดกันง่ายอีกต่างหาก ดังนั้นหมอตูน ซึ่งเป็นหมอประจำตัวของสองแสบ (กะทิ,โกกิ) ก็เลยจัดการการดูแลรักษาเต็มที่...เริ่มตั้งแต่หยอดยาฆ่าแมลง เฮ่ย...ไม่ช้ายยย..หยอดยาถ่ายพยาธิ,ยาแก้อักเสบ,เช็ดไรในหู,ตัดเล็บ สุดท้าย อิ่เจ๊ทนไม่ไหว ก็เลยบอกให้หมอตูน อาบน้ำให้ทุกตัวเลย....กระเป๋าแบนแฟนทิ้งกันก็คราวนี้ (ขุ่นพระ...อิ่เจ๊มีแฟน ??)


"เด็กพวกนี้เดือนครึ่งแล้วนะคะ ฟันขึ้นแล้ว กินอาหารได้เองละแต่อาจมีบางตัวที่ยังดูจิ๋วๆ อยู่" หมอตูนง้างปากเด็กๆ ดู ก่อนจะจ่ายยากินกับยาป้ายตาแก้ตาแฉะมาให้เป็นออเดิร์ฟเล่นๆ


สรุปว่าอีก 3-4 วันต่อจากนี้ เด็กๆ ต้องกินยา+ป้ายยากันทุกตัวฮ่ะ ส่วนอิ่เจ๊ก็มีหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหาร มีลูกน้องที่ตึกเป็นหน่วยรักษาสุขภาพคอยดูแลเด็ก ๆ เพื่อให้พ้นจากอาการหวัดแดกกันโดยเร็ว จะได้คิดอ่านกันต่อไปว่าจะเอายังไงกะมันดี...แต่ที่คิด ๆ ไว้ก็คือคงต้องพามาหาบ้านใหม่ให้ทั้งหมดนั่นล่ะ เพราะอิ่เจ๊ก็คงจะเลี้ยงไว้เองทั้งหมดไม่ไหว ไดอารี่ตอนหน้าเรามาดูวิวัฒนาการที่เป็นไปของเด็กพวกนี้กันนะคะ









วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

จับฝูงก๊อบลินมาตรวจสภาพกันเถอะ (วันที่ 2)


คงต้องบอกว่าอิ่เจ๊ไม่ได้เลี้ยงแมวเด็ก ๆ ตัวเล็กตัวน้อย ขนาดเพิ่งตั้งไข่ได้มานานกว่า 20 ปีแล้วก็ว่าได้มั๊งคะ (อย่าพยายามเดาอายุอิ่เจ๊ เพราะคุณจะไม่ได้รับรางวัลรถยนต์เปอเช่เหมือนที่คุณตันอิชิแจก >.<)

ดังนั้นพอเหล่าบรรดา "ก๊อบลิน" หรือไอ้ลูกแมวประหลาดครอกนี้ถูกแม่แมวมันหย่อนปุ๊ลงมาในตึก อิ่เจ๊ก็เลยปริวิตกมากมายฮ่ะ เนื่องจากรู้ดีว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะดูแลแมวเด็กอายุน้อย ๆ ที่หย็องกรอดขนาดนี้ถึง 5 ตัวในคราวเดียวกันอ่ะนะ

แต่ทำไงได้ล่ะ (กรูงง)..ฟ้าข้างบนเค้าคงดลบันดาลให้เจ้าตัวเล็กๆ เหล่านี้เกิดมาในดงงานอิชั้นอ่ะ ยังไงก็คงต้องเอาให้มันรอดชีวิตไว้ก่อน ดังนั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าแม่มันไม่กลับมาเลี้ยงลูกแน่ ๆ ปฏิบัติการกู้ชีวิตลูกแมว(โดยไม่มีดอกเบี้ย) ก็เริ่มต้นขึ้น

อันดับแรก อิชั้นหอบกรงของแสบเล็กที่เคยซื้อมาไว้ใช้กักกันโรคตอนรับตัวโกกิมาใหม่ๆ มาเพื่อจับแก๊งค์ก๊อบลินให้ได้ก่อนฮ่ะ หะแรกก็กลัวจะจับยาก เนื่องจากลูกน้องบอกว่าไม่กล้าจับ พอจะจับ เด็กก๊อบลินก็วิ่งปรู๊ดไปแอบอยู่ตามซอกหลืบต่างๆ แถมขู่แฟร่ๆ จะกินตับไอ้คนจับดั้ว

อย่ากระนั้นเลย..แวะซื้อถุงมือไว้จับเอาละกันนิ

แวะซื้อถุงมือแล้ว ก็ไม่ลิืมแวะซื้อนมแพะสำหรับแมวเด็กและอาหารเม็ดมาด้วย

นึกว่าจะจับยาก....สุดท้ายแล้วพอเอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิดฮ่ะ ถุงเมิงถุงมือไม่ต้องใช้กันล่ะ...โชคดีที่ห้องเก็บของไม่ได้มีซอกหลืบเล็ก ๆ ให้แอบมากเท่าไหร่

จับมาแล้วก็ใส่กล่องไว้ก่อนอ่ะนะคะ..แบบว่าทดลองเอาใส่กรงสีจมปูเก่าของสองแสบแล้ว มันใช้ไม่ได้อ่ะ แต่ละตัวผอมตัวเล้กกกมาก เล็ก..ซะจนมุดออกจากซี่ลูกกรงได้ คิดดูเหอะ T^T (ผอมจนพรีเซนเตอร์มิสเตอร์สลิมอาย)


ขอบอกว่าสภาพทุเรศเวทนามากฮ่ะ..ผอมหย็องกรอดอะไรเช่นนี้ก็ไม่รู้ เนื้อตัวแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตาโปนหูหลิมใหญ่ยังกะใบพาย แถมขี้ตาเขลอะ ลืมตาไม่ขึ้น อิชั้นว่าสภาพมันดูแย่กว่าแมววัดเป็นไหนๆ  (นี่แม่แกทิ้งไปกี่วันแล้วยะ ถึงได้สภาพเหมือนลูกแมวตากแห้งขนาดนี้??!!)

พอหอบกล่องลงมาไว้ในออฟฟิศได้ อันดับแรก เช็ดขี้หูขี้ตากันก่อนค่ะ บางตัวตาเปิดก็จริง แต่แฉะมากกกก...บางตัวขี้ตากรังซะจนลืมตาไม่ขึ้น แถมมีเด็ดกว่านั้นที่บางตัวมีแผลบนปากบนจมูกด้วย แผลนี้เจ้าได้แต่ใดมา หือ... ??


เจ้าตัวนี้ตาโปนแก้มตอบ แขนขาเก้งก้าง หูแหลมกางยังกะตัว "ก้อบลิน"


ตัวนี้ก็ไม่ผิดกันสักเท่าไหร่ค่ะ..มันคงตกใจน่าดูเหมือนกันเนอะ ที่จู่ ๆ โดนมนุษย์จับตัวมาแบบนี้..ใจเย็น อิ่หนู เอร็งโชคดีละที่มาเจอเจ๊...


 ให้แม่บ้านกับน้องเสมียนมาช่วยกันเช็ดหูเช็ดตาเด็ก ๆ ตรวจสภาพเบื้องต้นแล้ว แย่กว่าที่คิด..


งานนี้อิชั้นใช้น้ำเกลือที่สำหรับล้างแผลชุบกับสำลีเช็ดเอาค่ะ ปาดๆ ป้ายๆ จนกระทั่งทุกตัวพอลืมตาได้ก่อน


ตัวไหนเช็ดตาจนมองเห็นแล้ว ก็ให้กินนมแก้หิว..ด้วยความที่เป็นครั้งแรกที่ต้องกินนมจากถ้วย บางตัวเอาหน้าจุ่มลงไปถึงกับสำลักเข้าจมูกเข้าปากก็มี >.<


 ลองเอาอาหารเม็ดแช่นมให้กิน..เฮ้ย..กินได้ด้วยเว้ย คงจะหิวกันน่าดูสินะ


ให้กินนมกินอาหารกันสักพัก ก็จับเข้ากรงค่ะ วันนี้มีเวลาน้อย เลยให้อาหารพอประทังหิวไว้ก่อน สรุปว่าวันนี้คงจะต้องจับใส่กรงไว้ก่อนแหละนะ


ไอ้ตัวนี้สภาพแย่กว่าใครเพื่อน..ตัวเล็กสุด แข้งขายังกะไม้ตะเกียบผ่า 7 ซีก พุงแฟ่บ ซี่โครงขึ้น แถมดู "โง่ๆ" ด้วยนะ เพราะพี่น้องเค้าลอดลูกกรงกันได้หมด มันยังเอาหัวจุ่ม ๆ เดินงงงวยติดอยู่ในกรงอยู่นั่นแหละ


หน้าตามีคำถาม..."แม่หนูอยู่ไหน เจ๊เห็นแม่หนูบ้างมั้ย ?"


เอาฟิวเจอร์บอร์ดรองพื้นกรงไว้ค่ะ ลืมเอากระบะทรายเก่าของสองแสบมาให้เด็ก ๆ อึฉี่ เห็นตัวเล็กๆ จิ๋วๆ แบบนี้แต่งานดูแลไม่เล็กนะ


กลัวจะหิว เลยเอาอาหารใส่กรงไว้ให้ด้วย แอบเห็นสีบนหัวไอ้ตัวเล็ก นี่คงเป็นผลงานของช่างประจำตึกที่เข้ารีโนเวทห้องเก็บของเมื่อหลายวันก่อน


สรุปว่าวันที่สอง เอาเรื่องประทังความหิวกันไปก่อนค่ะ เวลาที่จะดูแลเด็ก ๆ มีน้อยเหลือเกิน เพราะช่วงนี้ออฟฟิศงานเยอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ คืนนี้อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ไม่หิวกันละ บล็อกในตอนหน้าเรามาดูความคืบหน้าของก้อปลินฝูงนี้กันนะคะ