แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หนมปัง..ไอ้เด็กหน้าแด่น ตอน หลงมาแต่ไหน


ชีวิตคนก็เหมือนกับกังหันนั่นแหละเนอะ..เราไม่รู้หรอกว่าลมมันจะมาทางไหน...

...........

i'm not superman

....................................

ก่อนจะเล่าเรื่องไอ้เด็กหน้าแด่น ที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่พรวดเขัามาในชีวิตอิ่เจ๊ อิชั้นขอเล่าย้อนหลังไปเมื่อเดือนที่แล้วก่อนนะฮะ

หลาย ๆ คนที่ติดตามอ่านไดอารี่ยัยกะทิและเป็นเพื่อนกันอยู่ใน แฟนเพจ อาจจะพอรู้มานิด ๆ หน่อย ๆ ว่านอกจากอิ่เจ๊จะเลี้ยงสองแสบไว้เป็นแมวที่ออฟฟิศให้ปวดหัวเล่นแล้ว อิ่เจ๊ยังมี "พี่ครีม" น้องหมาพูเดิ้ลฟันหลอ อายุอานามราว 12 ขวบไว้เป็นขวัญถุงของบ้านอีกตัวหนึ่งด้วย


เช้าวันนึงในช่วงหลายอาทิตย์ก่อน ชีวิตอิ่เจ๊ก็ดำเนินไปตามปกติฮ่ะ คือตื่นมาเตรียมจะชงกาแฟ ปิ้งขนมปัง แล้วก็ลากหัวฟู ๆ มานั่งเขียนบล็อกก่อสร้างอยู่ที่โต๊ะทำงานกลางบ้าน ผลปรากฎว่าพอย่างเท้าออกมาจากห้องนอนพร้อมพี่ครีมปั๊บ ก็เห็นเงาอะไรแว้บ ๆ วิ่งผ่านสายตาไปไว ๆ !!

คุณพระ หนูอะไรตัวใหญ่ขนาดนั้น !!?? หะแรกอิ่เจ๊ก็คิดแบบนั้นฮ่ะ แต่พอตั้งสติขยี้หูขยี้ตาให้หายงัวเงียอีกที อิชั้นก็แน่ใจว่ามันไม่ใช่หนูแล้วล่ะ แต่นั่นมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า "แมววววว...."

เฮ้ย..แมวขึ้นบ้าน !!

อิ่เจ๊ร้องใหม่ด้วยอาการงง ๆ ฮ่ะ..ปกติบ้านนี้เมืองนี้ เปิดประตูที่กั้นระหว่างชั้น 1 กับชั้น 2 ไว้ตลอดเผื่อพี่ครีมจะลงไปทำธุระส่วนตัวแล้วขึ้นมาหาอิ่เจ๊เป็นประจำก็จริง แต่ก็ไม่เคยเห็นแมวตัวไหน ริอ่านลักลอบขึ้นมาบนบ้าน พร้อม ๆ กับความประหลาดใจนั้น อิ่เจ๊ก็เห็นเงาตะคุ่ม ๆ เล็ก ๆ เงานั้นวิ่งพรวดออกไปทางระเบียงหลังบ้าน

ไม่พูดพร่ำทำเพลงฮ่ะ อิ่เจ๊รีบเดินไปชะโงกดูทันที......ภาพที่เห็นก็คือ ลูกแมวผอมโกรกสามสีตัวหนึ่ง อายุอานามน่าจะ 2-3 เดือนได้มั๊ง ขู่อิ่เจ๊แฟร่ด..แฟร่ด..แล้วก็ทำขนลุกขนพองหางจุกลุกลี้ลุกลนหาทางออก

ปัญหาของมันก็คือ...ระเบียงอิชั้นไม่มีทางออก (เป็นไงล่าาา..555+)

เนื่องจากระเบียงหลังบ้าน เป็นระเบียงที่อิชั้นกรุตาข่ายกันนกพิราบเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้นกมันดอดมาทำรังหรือมาขรี้ใส่ระเบียงบ้าน และใช้ระเบียงส่วนนี้ในการตากผ้ามั่ง วางสิ่งของไม่ต้องประสงค์มั่ง ดังนั้น ทางออกเดียวของไอ้แมวหยองกรอดตัวนี้ก็คือ ไอ้ทางที่มันเข้ามานั่นล่ะ !

อิ่เจ๊ตื่นเต้นฮ่ะ...รีบผลุบเข้ามาด้านในห้องโถง แล้วคว้ามือถือจะเอาไปถ่ายรูป แหม...แขกมาถึงเรือนชานทั้งที ขอถ่ายรูปีไว้เป็นหลักฐานหน่อยเหอะ แต่เหมือนจะช้าไป..เพราะพอโผล่กลับไปอีกที ไอ้ลูกแมวตัวดีตัวนั้นมันก็หายไปซะแระ !!??

เอ๊า..หายไปไหนวะ..อิ่เจ๊รู้สึกเหี่ยว ๆ ในใจ แหม.....ก็นานๆ ครั้งหรอกน่ะ ที่จะมีลูกแมวหลงเข้ามาให้ตื่นเต้นบนบ้านได้แบบนี้ หาไปหามาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ก็เลยอนุมานว่า ระหว่างที่มัววิ่งไปหยิบมือถือจะมาถ่ายรูป มันคงอาศัยจังหวะนั้น แปลงกายเป็นสไปเดอร์แมว ปีนออกไปทางใดทางหนึ่งแล้วแหละ

เสียดายก็เสียดายอ่ะ แต่อีกทางหนึ่งก็โล่งใจ ที่ลูกแมวไม่ต้องเปิดศึกพะบู๊กับพี่ครีม ซึ่งแน่นอนว่างานนี้พี่ครีมตกเป็นมวยรองแน่นอน เพราะนอกจากจะเริ่มหูตึงสายตาไม่ค่อยจะดีแล้ว ฟันฟางยังไม่มีกะเค้าอีกด้วย T^T อย่ากระนั้นเลย แกมาทางไหนก็ไปทางนั้นก็เรียกว่าถูกแล้ว

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นฮ่ะ....เพราะเช้าวันถัดมา ขณะที่อิ่เจ๊มัวขี้ตาจะออกไปกวาดระเบียงหลังบ้านตามปกติ อิ่เจ๊ก็เจอเข้ากับกอง "ขรี้หมา" ก้อนเล็ก ๆ เข้ากองหนึ่ง...



"ไอ้นั่นมันตัวอัลไล" อิ่เจ๊เขม้นสายตามองให้ชัด ๆ อ่ะ...

เฮ้ย..แม๊ววววว.... นี่มันไอ้ลูกแมวตัวเมื่อวานนี่หว่า..

คราวนี้อิ่เจ๊ไม่กระโตกกระตากให้เสียฟอร์มฮ่ะ แต่รีบผลุบเข้าไปหยิบมือถือมาถ่ายรูปเร็วรี่ ถ่ายได้แชะเดียว ชะรอยไอ้หยองกรอดตัวนั้นมันคงจะได้ยินเสียงฝีเท้าอิ่เจ๊ล่ะมั๊ง เพราะมันรีบลุกพรวดพราดเผ่นแน่บเข้าไปแอบอยู่ในซอกกองของไม่ต้องประสงค์ที่มุมระเบียงอย่างว่อง !!

ฮั่นแน่ !!! เมื่อวานแกแอบอยู่ในกองของตรงนี้ชิมิล่าาาา...อิชั้นแอบฮาในใจอ่ะ

ด้วยความที่อยากรู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไง อิ่เจ๊ก็เลยเดินตามไปส่องรูปมาให้ดูอ่ะ




เฮ้ยยยย...น่ารักว่ะ.. >.< ♥♥♥...♥♥♥

เดี๋ยวแปะรูปไว้ให้ดูเรียกน้ำย่อยไปก่อนนะคะ แล้วพรุ่งนี้จะมาเขียนบันทึกเพิ่มเติมต่อ...วันนี้สายแย้ว ต้องรีบอาบน้ำไปทำงานแล้วอ่ะ แล้วพบกันได้ใหม่พรุ่งนี้นะคะ....

สดชื่นแจ่มใสทั้งวันกันทุกคนเลยค่ะ.... :)



วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

love is all around a cat


ไดอารี่ตอนนี้ของบล็อกยัยกะทิ แอดมินจะเขียนน้อย ๆ ฮ่ะ (จะน้อยได้จริงเร้อ..อุอุ..)

เนื่องจากมีภาพประกอบน่ารัก ๆ เยอะ เลยจะขอเน้นเป็นภาพประทับใจให้ดูกันแบบสบาย ๆ ดีกว่า

อย่างที่เคยเล่าไปนิดหน่อยเมื่อ 2-3 ตอนที่แล้วน่ะนะคะ ว่าช่วงนี้อิชั้นงานยุ่ง แถมบางครั้งยังต้องเดินทางไปต่างจังหวัด 1-2 วัน ซึ่งภาระหน้าที่ในการดูแลแมวก็จะตกเป็นของเสมียนและแม่บ้านที่ประจำอยู่ที่ตึก

เมื่อสามวันที่แล้วก็ตามเคยฮ่ะ อิชั้นต้องเดินทางไปสุพรรณบุรี ค้างที่นั่นคืนนึง ก่อนจะเดินทางกลับในเย็นวันถัดมา สิริรวมแล้วยัยกะทิจะไม่ได้เจอหน้าอิชั้น 2 วันเต็ม ๆ

เช้าวันรุ่งขึ้นที่กลับมา อิชั้นก็รีบเข้าไปหายัยกะทิฮ่ะ วินาทีแรกที่กะทิเห็นอิชั้น มันปีนกรงแหกปากร้องเรียกจนสุดเสียง เล่นเอาอิชั้นต้องรีบลนลานไขกรงแล้วอุ้มมันออกมากอดแนบอก..

กะทิดูเหมือนดีใจมากอ่ะ..มันคงคิดว่าอิชั้นทิ้งมันไปไหนตั้งนาน แม้ว่าจะเอามันออกมาปล่อยไว้ในออฟฟิศแล้วก็ยังมีร้องแอ๊ววว..ๆ.บ่นอิชั้นเป็นระยะ ๆ..

บ่นไม่บ่นเปล่านะคราวนี้ พอจับขาข้างนึงของมันไว้ มีขู่ครืดดด ๆ เหมือนไม่พอใจเล็กน้อยในลำคอด้วย >.<

อิชั้นก็เลยรีบเทอาหารเปียกใส่ถ้วย ให้มันกินให้เต็มอิ่ม ลูบหัวลูบหางมันสักพัก ก่อนจะปล่อยให้มันเดินหายปลีกวิเวกไปด้านหลังออฟฟิศ

ไม่ถึงห้านาทีถัดมา กะทิก็เดินกลับมา ด้วยท่าทางผ่อนคลายขึ้น สงสัยหายโมโห พายุอารมณ์เริ่มสงบ..

"กะทิ..มานี่มา..ขึ้นมานอนบนโซฟานี่" อิชั้นตบโซฟาข้างตัวปุ๊..ปุ๊..

ได้ผลฮ่ะ..กะทิโดดขึ้นมาทันที ก่อนจะตรงรี่เดินดุ่มเอาขามาเหยียบบนตัก

ไม่นานนักอิชั้นก็ได้ภาพชุดน่ารักชุดนี้มา ♥ เรามาดูภาพน่ารัก ๆ ของยัยกะทิกันนะคะ


♥♥♥


♥♥♥


♥♥♥


♥♥♥


♥♥♥


♥♥♥


 ♥♥♥


♥♥♥


แล้วกลับมาพบกับกะทิได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ ♥♥♥



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


กาลครั้งหนึ่ง เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว


อิชั้นเคยเล่าไปแล้วเมื่อตอนที่รับตัวยัยกะทิและยัยยูกิที่หายไปมาเลี้ยงไว้ที่ตึกใหม่ ๆ น่ะนะคะ ว่าต้องเผชิญกับวิบากแมวอย่างไรบ้าง..แต่ก็น้อยครั้งเลยทีเดียวที่จะได้กลับไปอ่านหรือไปดูรูปเก่า ๆ อีก (เพราะมันมีรูปใหม่ ๆ ฮา ๆ เพิ่มขึ้นในสต๊อกทู๊กก..วัน)

เมื่อวานนี้หลังจากไปหาหลานยัยกะทิที่คลีนิคหมอ อิชั้นก็กลับมานั่งนึกถึงวันแรก ๆ ที่่รับตัวยัยกะทิกับยัยยูกิเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัว ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง แล้วช่วงที่สองสาวนั่นมาถึงตึกใหม่ ๆ มันมีสภาพอย่างไร ถึงแม้ตอนนี้ยูกิจะหายไป 7 เดือนแล้ว แต่อิชั้นก็ยังคิดถึงมันอยู่ไม่สร่างซา


กะทิกับยูกิเป็นแมวขาวมณีทั้งคู่ฮ่ะ ยูกินั้นจะมีอุัปนิสัยที่ขี้อ้อนกว่ากะทิ แต่เสียดายที่วันที่สองที่รับมา แม่บ้านดันปล่อยยูกิหลุดมือไปซะก่อน จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่เคยเจอน้องอีกเลย ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนใจดีอุปการะมันไว้น่ะนะ

ส่วนยัยกะทิเองนี่โชคดีฮ่ะ ถึงแม้จะหลุดไปพร้อมยูกิ แต่ด้วยความที่ช่วงนั้นมันท้องโตอยู่ (ก่อนจะพบว่าลูกมันตายในท้องแล้วต้องตัดสินใจทำหมัน) ก็เลยยังวนเวียนอยู่แถวตึก และถูกจับกลับมาได้ในวันต่อมา ถามว่าถ้ายัยกะทิหายไปอีกตัว อิชั้นจะรู้สึกอย่างไร..ก็คงรู้สึกเหมือนมีเด็กในครอบครัวหายไปจากบ้านก็ไม่ปานล่ะนะ

ช่วงที่มาอยู่กับอิชั้นใหม่ ๆ กะทิเป็นแมวที่ค่อนข้างโทรมเอาเรื่องอยู่เหมือนกันฮ่ะ คือจริง ๆ แล้วเจ้าของเก่าเค้าก็เลี้ยงดีพอควรน่ะนะคะ แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า เค้าเลี้ยงแบบระบบเปิดให้แมวมีอิสระเสรีเต็มที่ ไม่ได้เลี้ยงยังกะไข่ในหินเหมือนเรา ยัยกะทิก็เลยมีสภาพไม่ต่างจากแมวบ้าน ๆ ที่ตัวยาวหัวหลิม ขาวขมุกขมอมอยู่ไม่สร่างซาแบบนั้น


4 มี.ค 56 วันแรกที่เอากะทิขึ้นตัก...เห็นซี่โครงขึ้นชัดเจน หูเหอตัวเตอ..ดำขมุกขมัวไปหมด


ช่วงเดือนเมษา..พบว่ายัยกะทิลูกตายในท้องทั้งหมดค่ะ เนื่องจากพี่สาวซึ่งเป็นเจ้าของเก่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์พายัยกะทิไปฉีดยาคุมกำเนิดตอนที่มันท้องอยู่..ผลปรากฎว่าต้องพาไปผ่าท้องเอาลูกแมวออกแล้วก็ทำหมันซะ แถมอิ่ตอนกลับมายังติดเชื้อรามาจากร้านหมอด้วยนะ เนื่องจากฝากไว้หลายวันจัด สภาพมันก็เลยยิ่งไม่ต่างจากอิ่แมวซอมบี้


กะทิถูกจับอาบน้ำวันเว้นสองวันฮ่ะ อาการเชื้อราดีขึ้นตามลำดับ ตัวขาวขึ้นทีละน้อย แต่ก็ยังผอมบักโกรกอยู่


น่าเกลียดสิ้นดี 555+ หูก็กาง ขนก็หยาบ บางงงง...จนเห็นผิวหนัง ผอมก็ผอม ปากก็ตุ่ย หน้าก็หงิก แววตาไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย  >.< เวลานั่งหันหลังให้ที..เห็นซี่โครงขึ้นเป็นซี่่ ๆ


7 เดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหกค่ะ บัดนี้ยัยกะทิได้กลายเป็น...อิ่วัวเผือกประจำครอบครัวไปซะละ


เหนียงก็ออก พุงก็ยาน หนอกก็ห้อย..กะทิกลายเป็นที่รักของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นายแม่..♥


กินอิ่ม..นอนหลับ ที่สำคัญมีคนที่กะทิมั่นใจได้ตลอดเวลาว่าจะรักกะทิไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย


ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เรามาดูภาพประทับใจในวันขี้อ้อนของมันกันนะคะ ♥



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

DIY. เครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติ


ทุกครั้งที่เข้าไปเดินในร้าน Pet shop อิชั้นเชื่อว่าเพื่อน ๆ บล็อกยัยกะทิก็คงตื่นตาตื่นใจกับบรรดาของเล่นของใช้คุณเหมียวจนอยากจะกวาดกลับมาบำเรออิ่แมวที่บ้านหมดทั้งร้านเหมือนอิชั้นนี่แหละนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกทั้งแมวทั้งคนอย่างเครื่องให้น้ำให้อาหารอัตโนมัติประเภทต่าง ๆ แต่ก็อย่างว่าแหละน๊าาา..พอจะหยิบจะจับอะไรแต่ละอย่างแล้วพลิกดูราคา อิ่เจ๊ของยัยกะทิก็ต้องวางคืนกลับไปทุกที 555+ แหม..ก็ราคามันมหาโหดซะนี่กระไร อย่ากระนั้นเลย เรามาหาวิธีประดิษฐ์ของใช้ของน้องแมวเอาไว้ใช้เองกันเถอะ

วันนี้บล็อกยัยกะทิของยึดคอนเซ็ป ทำได้ไม่ยากเหมือนเคยฮ่ะ เราจะมาชวนทาสแมวทั้งหลาย ทำ ที่ให้อาหารแมวแบบอัตโนมัติ กันนะคะ


เห็นภาพตัวอย่างแล้วเชื่อว่าหลายคนทำได้ไม่ยากฮ่ะ เพียงคุณหาถังพลาสติกทรงสูงมีฝามาสักใบหนึ่ง ถ้าเลือกได้เป็นแบบทรงสี่เหลี่ยมก็จะดีมาก จากนั้นก็หาจานพลาสติกทรงลึกสักราว ๆ 1 นิ้ว ความกว้างของจานเล็กกว่าความกว้างของตัวถังพลาสติกสัก 2 นิ้วมา 1 ใบ ก่อนทำการใช้มีดคัตเตอร์ตัดบริเวณด้านล่างของถังพลาสติกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้กว้างและสูงพอจะใส่จานพลาสติกเข้าไปในถังได้ลึกประมาณเศษ 1 ส่วน 3 (อาจตัดความสูงของช่องสี่เหลี่ยมให้พ้นจากของจานขึ้นมาสักครึ่งนิ้ว เพื่อให้อาหารไหลออกมาได้สะดวก)

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือนำอาหารเม็ดใส่ลงไปในถัง ปิดฝาให้สนิทเพื่อกันชื้นและเพื่อรักษาความหอมและความกรอบของเม็ดอาหารไว้ เพียงเท่านี้เราก็จะได้เครื่องให้อาหารแมวเหมียวอัตโนมัติ ที่เมื่อไหร่ที่อาหารในจานพร่อง อาหารเม็ดจากในถังก็จะไหลออกมาเติมเองแล้วล่ะนะคะ งานนี้ช่วยประหยัดทั้งเงินทั้งเวลาในการดูแลน้องเหมียวได้เยอะทีเดียวค่ะ :)



ภาพปรเกอบจาก petdiys.com




วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

เมย์เด..เมย์เด นี่คือการสื่อสารจากยานแมว..เอ๊ย..ยานแม่


บล็อกยัยกะทิเมื่อสองตอนที่แล้ว แอดมินเขียนเกี่ยวกับภาษาและท่าทางของแมวที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ในขณะนั้นของเค้ากันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ วันนี้จะเป็นอีกตอนหนึ่งในการจับสังเกตลักษณะการแสดงออกทางร่างกายของ แมว ว่ามันกำลังมีอารมณ์อย่างไร เพื่อให้เราสามารถเดาใจพวกมันถูก


มาถึงการแสดงออกบริเวณหัวและลำตัวกันบ้างค่ะ

สำหรับแมวที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย หากมาเผชิญหน้ากัน แมวทั้งคู่ก็จะยืดหัวตั้งตรงไปข้างหน้าน่ะนะคะ หากแมวตัวไหนยืดหัวเด่นกว่าก็แสดงว่ามั่นใจกว่า ส่วนตัวที่ค้อมหัวลงต่ำ ก็แสดงว่าแมวตัวนั้นรู้สึกด้อยกว่าแมวอีกตัวค่ะ

ในส่วนของลำตัว หากแมวมีลำตัวที่ยืดตรง แสดงว่ามีความมั่นใจและพร้อมจะจู่โจมศัตรู หากลำตัวโค้งอหรือทำหลังโก่ง ๆ แสดงว่าแมวกำลังมีความกลัวและพร้อมที่จะจู่โจมได้หากจำเป็น

เมื่อแมวมีความกลัวนั้น นอกจากบริเวณลำตัวจะโค้งงอแล้ว ขนของแมวจะมีลักษณะที่ตั้งชันทั้งตัวเลยค่ะ แต่หากเป็นการขู่หรือเตรียมพร้อมจะตะปบเหยื่อ ขนจะตั้งชันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

นอกจากการแสดงออกทางร่างกายแล้ว แมวยังแสดงออกทางเสียงที่ร้องออกมาด้วยนะคะ หากแมวตัวไหนทำเสียงแหลมนั่นแสดงว่าแมวตัวนั้นกำลังเครียดมาก ๆ บางคนเรียกเสียงนี้ว่าเป็นเสียงเพื่อป้องกันตัวค่ะ แต่หากมีการร้องเสียงสูงสลับเสียงต่ำ แสดงว่าแมวตัวนั้นกำลังจับคู่กับแมวอีกตัวหนึ่ง

หากแมวทำเสียงร้องสั้น ๆ ในลำคอพร้อมปากสั่น ๆ แสดงว่าแมวเห็นเหยื่อที่อยากวิ่งไล่ อาทิเช่น นก กระรอก หนู เป็นต้น (กะทิทำบ่อยค่ะ)

หากแมวส่งเสียงคำราม โดยเสียงที่เปล่งออกมาเป็นเสียงที่ดังแบบเต็มกำลัง มีการยกมุมปากและร้องซ้ำ ๆ กัน แสดงถึงความจริงจัง

นอกจากแมวจะแสดงท่าทางออกมาเพื่อใช้แทนภาษาและความต้องการของตัวเองแล้ว แมวยังใช้การปล่อยกลิ่นจากต่อมกลิ่นที่อยู่ใต้ผิวหนัง บริเวณแก้ม คาง เท้าและโคนหางด้วยค่ะ โดยเฉพาะในแมวตัวเมียซึ่งจะใช้กลิ่นนี้แทนการสื่อสารโดยการถู สัมผัสกับแมวตัวอื่น ด้วยการใช้ คาง แก้ม หัว หรือลำตัวสีไปยังใต้คางของแมวอีกตัวหนึ่ง ส่วนแมวตัวผู้นั้นก็มีการปล่อยกลิ่นของตัวเองเช่นกัน โดยจะมีการปล่อยกลิ่นเพื่อใช้แสดงอาณาเขตของตัวมันเอง วิธีการก็คือมันจะชูหางขึ้น แกว่งไปมา พร้อมกับปล่อยของเหลวออกจากต่อมใต้โคนหางแมว แมวตัวผู้มักปล่อยกลิ่นไว้ตามกกิ่งหรือพุ่มไม้ กำแพง หรือตามจุดต่าง ๆ ของบ้าน และกลิ่นนี้จะคงอยู่ราว ๆ 2 อาทิตย์ เพื่อแสดงอาณาเขตและแสดงความแข็งแรงของตัวเองน่ะนะคะ



วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

ไผ่เงินของยัยกะทิ


แอดมินเขียนเรื่องอาหารแมวมาหลายตอน..เริ่มตาลาย 5555+ จริง ๆ แล้วการจะหาอะไรใส่ปากให้แมวของเรานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งน่ะนะคะ เพราะบางครั้งแมวมันก็ไม่รู้เรื่องหรอกว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ อะไรดีกับสุขภาพของตัวเอง อะไรมีโทษกับสุขภาพตัวเอง ก็คงเหมือนกับมนุษย์นี่แหละมั้ง บางครั้งรู้ทั้งรู้ว่ามันมีโทษกับร่างกายล่ะ แต่ก็ติดรสชาดจนขาดมันไม่ได้ ท้ายที่สุดก็เหมือนฆ่าตัวเองทางอ้อมไปวัน ๆ (รู้สึกร้อนสันหลังเล็ก..เล้กกก..5555+)

และเนื่องจากหาข้อมูลเขียนเรื่อง พืชผักที่แมวกินได้ และมีประโยชน์สำหรับ แมว ด้วยมาแล้วฮ่ะ เมื่ออาทิตย์ก่อนอิชั้นก็เลยลงทุนไปเดินหาซื้อผักหญ้าที่แมวสามารถกินได้ นั่นก็คือ ไอ้เจ้าต้นไผ่เงิน นั่นเองน่ะนะคะ ตอนแรกอิชั้นถ่อขับรถไปไกลถึงตลาดต้นไม้สี่แยกอินโดจีน แต่แม่มมม..เดินหาจนผิวดำลงสองสเต็ปก็ยังไม่เจอ ท้ายสุดแล้ว ก็กลับมาได้จากตลาดต้นไม้เล็ก ๆ แถวตลาดโคกมะตูมในเมืองนี่เอง


เรามาดูหน้าตาของไอ้เจ้าต้นไผ่เงินที่หายากหาเย็นกันนะคะ


สนนราคาของไอ้เจ้า ไผ่เงิน (อยู่ในถุงหิ้วพลาสติก) ก็คือต้นละ 35 ฮ่ะ แต่ที่ร้านนี้ขาย 3 ต้น 100 อิชั้นก็เลยสอยมา 2 ต้น แล้วก็แอบเหน็บพุดพิชญามาต้นนึง เอาไว้ปลูกเอง 555+ :P กะว่าให้ยัยกะทิลองชิมดูก่อนว่าจะกินเป็นมั้ย ถ้ากินเป็นคราวหน้าก็จะซื้อที 3 ต้นเลย

พอกลับมาถึงตึกก็จับเข้าไปตั้งไว้ในกรงกะทิเลยฮ่ะ หน้าตาของไผ่เงินดูเขียวชะอุ่มพุ่มไสว ส่งเสริมพื้นที่กรงยัยกะทิมั่ก ๆ ♥♥


จริง ๆ แล้วแอดมินทำผิดขั้นตอนไปหน่อยฮ่ะ ลืมไปว่าพอซื้อต้นไผ่เงินมาแล้วต้องเอาไปตั้งแล้วก็ให้น้ำสัก 2-3 วันก่อนให้แมวกิน เพื่อให้ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงที่ทางร้านอาจฉีดมาละลายออกไปหมดซะก่อน ด้วยความใจร้อนพอซื้อกลับมาแล้วเอาเข้าไปตั้งในกรงปั๊บ ยัยกะทิก็เดินมาดม ๆ แล้วรุมทึ้งปุ๊บเลย..อะไรมันจะยั่วยวนใจขนาดนั้นเลยอ่ะลูกกกก..


โชคดีที่น้องในเฟสเคาะมาบอกว่า..พี่แหม่ม..เค้าบอกให้เอาไผ่เงินให้น้ำไว้ข้างนอกสัก 2-3 วันก่อนนะ ค่อยเอาให้แมวกิน ไม่งั้นละกะทิเอ๊ย..อิ่เจ๊คงให้หล่อนแดร่กปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชหมดต้นกันเลยทีเดียว

เอาออกมาก่อนโน๊ะทิโน๊ะ แหะ ๆ
จริง ๆ แล้วถ้าไม่อยากเสียงตังค์ซื้อไผ่เงินมาให้แมวแทะ ก็ลองมองหาต้นตำแยแมวที่ขึ้นริมทางดูก็ได้ค่ะ แต่เผอิญว่าอิ่เจ๊มันหาไม่เป็น ก็เลยต้องเสียงตังค์ซื้อซะงั้น

การให้ ไผ่เงิน แมวนั้น อิชั้นว่าควรให้แบบธรรมชาติลงโทษน่ะนะคะ คือ พยายามรดน้ำมันเฉย ๆ อย่าไปใส่ปุ๋ยบำรุงมัน อย่าลืมว่าสารเคมีทุกชนิดที่เราประโคมเข้าไป มันก็จะถูกแมวเรากินเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นรดน้ำอย่างเดียวโล่ด

ส่วนใครที่อุตสาหะจะเพาะหรือขยายพันธุ์ต้นไผ่เงินเอง เค้าว่ากันว่าแค่แยกกอแล้วปลูกลงดินมันก็ขึ้นฮ่ะ พอกิ่งมันยาว ๆ แล้วโน้มทิ่มดิน มันก็จะแตกรากได้เอง เสร็จแล้วเราก็แค่ขุดมาใส่กระถางประเคนให้เจ้านายของเรารับประทานเท่านั้น

ประโยชน์ของต้นไผ่เงินมีเยอะเลยทีเดียวค่ะ อย่างแรกก็คือ ช่วยในการทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ป้องกันก้อนขนอุดตันในลำไส้ ช่วยป้องกันท้องอืด ช่วยถ่ายพยาธิ และช่วยในการขับถ่ายของแมวเราให้ดีขึ้น

ก็ไม่รู้ว่าอิ่สองต้นที่ซื้อมาจะอยู่ได้นานสักเท่าไหร่อ่ะนะคะ กำลังนึกจะซื้อกระบะมาปลูกขยายพันธุ์อยู่ แต่ยังไม่มีเวลา เดี๋ยวให้ว่าง ๆ ซะหน่อยจะลองแยกกอออกมาจิ้ม ๆ ดู แล้วกลับมาพบกับกะทิและสวนครัวพิเศษในโอกาสโน้นนน..(คงอีกนาน) ก็ละกันเนาะ




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai




อาหารคนที่แมวไม่ควรกิน


เมื่อตอนที่แล้วแอดมินได้นำเอารายชื่อของอาหารของคนที่แมวสามารถกินได้ด้วยเช่นกันมาฝากกันไปแล้วอ่ะนะฮะ แต่แน่นอนฮ่ะ ในเมื่อแมวมันเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสปีชี่ส์กับคนก็ย่อมมีสิ่งที่คนกินแล้วไม่เหมาะกับแมวด้วยเช่นกัน วันนี้เราจะมาดูรายชื่อของอาหารของคนที่ไม่ควรให้แมวกินกันค่ะ ว่ามีอะไรบ้างเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้อาหารดังกล่าวกับแมวของเราน่ะนะคะ


อันดับแรกก็คือ แอลกอฮอร์ค่ะ แอลกอฮอร์นั้นส่งผลต่อตับและสมองของแมว แมวที่ได้รับเครื่องดื่มแอลกอฮอร์เพียง 2-3 ช้อนชา ก็อาจทำให้ถึงตายได้

อันดับที่ 2 ก็คือ ปลาทูน่า ค่ะ ทูน่านั้นแม้ว่าจะเป็นปลา แต่ก็ไม่ควรให้แมวกินในปริมาณมากและติดต่อกันนาน ๆ เนื่องจากจะทำให้แมวได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้แล้วก็แมวของเราก็อาจได้รับสารปรอทมากเกินไปจนทำให้เกิดโรคได้

อันดับที่ 3 ก็คือ นมและผลิตภัณฑ์จากนมวัว สาเหตุเนื่องจากแมวส่วนใหญ่โดยเฉพาะลูกแมวนั้น ยังไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัวได้ดีพอ จึงทำให้มีปัญหากับระบบการย่อยอาหาร และทำให้ท้องเสียได้ หากจำเป็น ควรใช้นมแพะ หรือนมสำหรับแมวที่ไม่มีแลคโตส จะดีกว่า

อันดับ 4 เครื่องดื่ม อาหาร ขนม ที่มีคาเฟอิน อาทิเช่น กาแฟ โกโก้ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มหรือยาชูกำลังชนิดต่าง ๆ ทราบหรือไม่คะว่าคาเฟอีนในปริมาณมากก็สามารถทำให้แมวถึงตายได้ อาการของแมวที่ได้รับเครื่องดื่มคาเฟอีนเข้าไปก็คือ จะมีอาการหายใจถี่ หัวใจสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ชัก และถึงตายได้ในที่สุด

อันดับ 5 ปลาและเนื้อดิบ แม้ว่าแมวจะเป็นสัตว์กินเนื้อแต่อาหารประเภทเนื้อทุกชนิดควรทำให้สุก เนื่องจากอาหารดิบมักจะมีแบคทีเรียที่อาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ แถมในปลาดิบนั้นยังมีสารชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ไปทำลายสารไธอามีน ซึ่งทำให้แมวเกิดอาการขาดวิตามิน B1 จนทำให้ิเกิดอาการตัวสั่นและเข้าสู่โคม่าในที่สุด

อันดับ 6  ตับ หากแมวได้รับตับมากเกินไปจะเป็นอันตรายโดยตรงกับกระดูกและข้อต่อส่่วนต่าง ๆ ของแมวค่ะ ทั้งยังเกิดภาวะโรคกระดูกพรุน และภาวะวิตามินเอเป็นพิษ เป็นอันตรายถึงชีวิตได้อีกด้วย

อันดับ 7 หัวหอมและกระเทียม มีสารประกอบจำพวก Thiosulphate มีฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของเม็ดเลือดแดง ทำให้ไม่สามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้เพียงพอ การให้หัวหอมและกระเทียมเพียง 2 ชิ้นต่ออาทิตย์ ก็มีฤทธิ์มากพอที่จะทำให้แมวเกิดอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลด ซึม ท้องเสีย อาเจียนได้

อันดับ 8 ถั่วแมคคาดิเมียและถั่วบางชนิด แมวที่กินถั่วชนิดนี้เข้าไป จะมีอาการ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ซี่โครงยุบตัว เป็นไข้ ใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยเฉพาะขาหลัง(อาจรุนแรงจนถึงขนาดเป็นอัมพาต) แม้ว่าอาการจะดีขึ้นหลังกินเข้าไป 72 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ควรให้แมวกินอาหารประเภทถั่วจะดีที่สุดนะคะ

อันดับ 9 มันฝรั่งดิบ มันฝรั่งดิบนั้นมีสารประกอบพวก solanum alkaloids ซึ่งจะทำให้แมวมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย น้ำลายฟูมปาก ถ้ากินในปริมาณมากอาจทำให้เสียชีวิตได้

อันดับ 10 อะโวคาโด ทำให้เกิดอาการปวดท้องอาเจียน หากให้แมวรับประทานในปริมาณที่มาก จะทำให้ตับอ่อนอักเสบ แถมยังมีสาร persin ทำให้หัวใจและปอดแมวทำงานล้มเหลวได้

อันดับ 11 มะเขือเทศดิบ (อันตรายมากกว่ามะเขือเทศสุก) ทำให้เกิดอาการใจสั่น ม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็วและแรงกว่าปกติ

อันดับ 12 องุ่นและลูกเกด อาการที่พบคือ ท้องเสีย อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องรุนแรง อ่อนแรง และอาจทำให้เกิดอาการไตวายและเสียชีวิตในที่สุด

อันดับ 13 เนื้อติดมันและกระดูก ทำให้แมวท้องเสียหรืออาเจียน แถมกระดูกยังอาจทำให้แมวเกิดปัญหาในระบบขับถ่ายและสำลักได้อีกด้วย

อัึนดับ 14 ไข่ดิบ เนื่องจากในไข่ดิบมีเชื้อแบคทีเรียเช่นกัน อาการที่พบก็คือ แมวจะมีขนร่วง อ่อนแรง ระดับวิตามิน B ลดลงอย่างมาก แมวจะเติบโตช้า กระดูกเติบโตผิดปกติ แม้ว่าไข่ที่ทำให้สุกแล้วจะมีประโยชน์กับแมวเป็นอ่างมาก แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการให้ไข่ดิบแก่แมวเป็นอย่างยิ่งนะคะ

อันดับ 15 หมากฝรั่งและลูกกวาด ซึ่งมีส่วนผสมของไซลิทอล ทำให้อินซูลีนในร่างกายแมวสูงึ้น น้ำตาลในเลือดจึงต่ำ และจะทำให้เกิดภาวะไตวายตามมาภายในเวลาอันสั้น

อันดับ 16 เกลือ น้ำปลา สารให้ความเค็มเหล่านี้หากใส่ปริมาณมากและให้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดโรคไตในแมว โรคตับอ่อนอักเสบ โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ได้ค่ะ




ข้อมูลอ้างอิงจากบทความของ Audrey Cook, BVM&S, Dip ACVIM
และ โรงพยาบาลสัตว์เพื่อการเรียนการสอนแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก webmd.com

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

พืชผักที่แมวกินได้


ถึงแม้ว่าแมวนั้นจะเป็นสัตว์กินเนื้อที่ต้องการอาหารประเภทโปรตีนมากกว่าพืชผักผลไม้ แต่ผลจากการวิจัยและค้นพบคุณประโยชน์ใน พืช ผัก ต่าง ๆ ที่ แมว กินและดีต่อสุขภาพนั้นก็ยังมีออกมาเรื่อย ๆ น่ะนะคะ วันนี้บล็อกยัยกะทิจะพาทุกคนมาส่องดูกันฮ่ะ ว่ามีพืชผักชนิดไหนบ้างที่น้องแมวของพวกเราสามารถแหล่ก เอ๊ย..กินได้

เอ๊..ไอ้ใบพรรค์นี้ กิงได้มั้ยน๊าาา...
อันดับแรกก็คือ ต้นข้าวสาลีอ่อนค่ะ แมวที่กินต้นข้าวสาลีอ่อนนั้นจะได้รับอรรถประโยชน์คล้าย ๆ กับเวลากินหญ้าน่ะนะคะ คือจะช่วยให้แมวสามารถขับเมือกสิ่งสกปรกหรือน้ำดีส่วนเกินออกจากร่างกาย ทั้งยังช่วยขจัดพยาธิ ทำความสะอาดลำไส้ ต้นข้าวสาลีนั้นจัดเป็นพืชที่อุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ เอนไซม์และกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของแมว มีสารคลอโรฟิลด์ (สารสีเขียวของพืช) ที่ช่วยลดความเจ็บปวด ลดการอักเสบของบาดแผลในกระเพาะหรือลำไส้ รวมทั้งแผลที่ผิวหนังได้อีกด้วย

อันดับที่สองของพืชผักที่แมวสามารถกินได้ ก็คือ ใบโหระพาฮ่ะ ใบโหระพานั้นนอกจากจะทำให้อาหารแต่ละมื้อของคนอร่อยขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์กับสุขภาพของแมวอีกด้วย โดยเราสามารถนำใบโหระพา1-2 ใบมาฉีกผสมลงในข้าวหรืออาหารเม็ดสำเร็จรูป เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ชวนกินได้น่ะนะคะ


ผักชี ผักชีนั้นเป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่แมวกินได้ค่ะ แต่ก็ไม่ควรให้แมวกินมากเกินไป เนื่องจากอาจเกิดการระคายเคืองที่กระเพาะและระบบการย่อยอาหารของแมวได้

ต้นไผ่เงิน ต้นไผ่เงินนั้นมีสรรพคุณที่ช่วยในเรื่องการป้องกันก้อนขนอุดตันในลำไส้ และช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องอืด รวมไปถึงช่วยขับเสมหะในกรณีที่แมวของเราป่วยและมีอาการของไข้หวัดอีกด้วย

ต้นตำแยแมว ต้นตำแยแมวนั้นสามารถพบได้ทั่วไปค่ะ รากของตำแยแมวนั้นมีกลิ่นดึงดูดแมวมาก แถมยังเป็นยาถอนพิษโรคของแมวได้เป็นอย่างดี โดยแมวที่กินรากของตำแยแมวนั้น จะอาเจียนหรือสำรอกออกมา ถือเป็นยาถอนพิษสำหรับแมวชนิดหนึ่งน่ะนะคะ

นอกจากพืชผักที่กล่าวมาในข้างต้นแล้ว ยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่แมวสามารถกินได้ค่ะ อาทิเช่น ข้าวโพดต้ม ฟักทองนึ่ง แตงกวา ซึ่งแม้ว่าแมวจะกินพืชผักได้หลายอย่าง แต่ก็มีพืชผักบางชนิดเหมือนกันที่เป็นพิษต่อแมวและไม่แนะนำให้แมวกิน

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูพืชผักที่ไม่ควรให้แมวกินกันบ้าง แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ




วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทีี่นี่คือ..บ้าน


นับเนื่องมาจากรับตัวยัยกะทิมาอยู่ด้วยที่ตึก ก็กินเวลาเกือบหกเดือนแล้วฮ่ะ ระยะเวลาเกือบครึ่งปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะนานพอที่ยัยกะทิจะรู้ ว่าที่นี่คือบ้าน..ดังนั้น ไอ้อาการที่อิชั้นกลัว ว่าพอหลุดผลั๊วะออกจากประตูกรง หรือหลุดมือออกจากประตูออฟฟิศแล้วกะทิจะวิ่งหนีหางชี้เด่ให้อิ่เจ๊มันตาเหลือก จึงแทบไม่ปรากฎให้เห็นอีก

แต่กระนั้น..แม้ว่าจะค่อนข้างมั่นใจละ ว่ากระทิจะไม่วิ่งหนีเตลิดออกจากบ้าน แต่อิชั้นก็ยังไม่วางใจอยู่ดีแหละ ดังนั้นทุกครั้งที่พายัยกะทิออกมาเดินเล่น อิชั้นก็เลยจะต้องใส่สายจูงให้มันไว้ก่อน ไม่ใช่เพื่อจองจำมันนะ อิชั้นว่าเพื่อความอุ่นใจของตัวเองมากกว่า

แต่ถึงใส่สายจูงก็ไม่ได้มีปัญหากับกะทิแต่อย่างใดฮ่ะ กะทิก็ยังคงเป็นกะทิ ที่รื่นเริงได้ทุกที่ พาอิ่เจ๊มันมุดสุมทุมพุ่มไม้ให้สายจูงมันพันกันเล่นๆ ได้อย่างมีความสุข >.<


สิ่งที่แตกต่างไปอีกอย่างหนึ่งของช่วง 1-2 วันนี้ ก็คือแม้ว่าอิชั้นจะปล่อยสายจูงยาว ๆ ให้กะทิได้รู้สึกเหมือนได้เิดินเที่ยวแบบอิสระได้เต็มที่ (อิชั้นต่อเชือกสายจูงยาวถึงเกือบ 10 เมตรแน่ะ)แต่กะทิก็ไม่ได้นึกอยากจะวิ่งหนี หรือเดินห่างจากอิชั้นเท่าไหร่นัก สังเกตได้ว่า พอมันเดินไปไกลสัก 3-4 เมตร ก็จะหันกลับมามองอิชั้น ก่อนจะเลี้ยวกลับมาให้อิชั้นลูบตัวให้ คิดว่ามันคงอุ่นใจที่อิชั้นเดินเล่นด้วยอ่ะ (เป็นฟามภาคภูมิใจของอิ่เจ๊มันสุด ๆ )


อย่ากระนั้นเลย ไหน ๆ วันนี้ก็วันศุกร์แระ เรามาดูกิจกรรมยามเดินเล่นอย่างมีความสุขของยัยกะทิกันนะคะ :)




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai




วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาหารแมวแก่


อาหารสำหรับแมวที่มีอายุมากแล้วนั้น ย่อมแตกต่างจากอาหารแมวเด็ก และแมวโตเต็มวัยน่ะนะคะ เนื่องจากการใช้ชีวิตและการใช้พลังงานในแต่ละวัยของแมวย่อมแตกต่างกัน ดังนั้น ความต้องการปริมาณอาหารและสารอาหารที่จำเป็นจึงแตกต่างกันไปในแมวแต่ละวัยด้วย


แต่ถ้าจะถามว่า อายุเท่าไหร่ของแมว ถึงจะจัดได้ว่าเป็น แมวแก่ ส่วนใหญ่แล้วแมวที่มีอายุมากก็คือแมวที่มีอายุประมาณ 5 ปีขึ้นไปค่ะ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอายุของคนแล้ว แมวอายุ 5 ปี ก็จะมีอายุเท่ากับคนที่อยู่ในวันผู้ใหญ่เต็มที่ ซึ่งจะมีอายุราว 33-48 ปี

แมวที่มีอายุมากนั้น ร่างกายก็จะมีความต้องการพลังงานน้อยลง เนื่องจากมีกิจวัตรประจำวันที่แตกต่างไปจากแมวเด็ก อีกทั้งแมวที่มีอายุมาก มักจะไม่ค่อยกระฉับกระเฉง การวิ่งเล่นออกกำลังกายก็ลดน้อยลงตามอายุ บางตัวใช้เวลาทั้งวันไปกับการกินและนอน นอนแล้วก็ลุกขึ้นมากิน ดังนั้น จึงทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารและการขับถ่ายเริ่มหย่อนยานลง

โดยหลัก ๆ แล้ว อาหารของแมวแก่ หรือแมวที่มีอายุมากนั้น ต้องเป็นอาหารที่ย่อยง่ายค่ะ นอกจากนั้นยังต้องมีปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป อาหารที่เหมาะสำหรับแมวแก่ควรเป็นเนื้อที่ไม่มีพังผืด อาหารที่ไม่มีไขมันหรือน้ำตาล เพราะจะทำให้อ้วนง่าย ควรให้อาหารประเภทแป้ง วิตามิน เกลือแร่ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการบำรุงร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม อย่าให้อาหารมากไปจนทำให้เกิดภาวะของการเป็นโรคอ้วน เนื่องจากแมวที่อ้วนมักมีภาวะของการเป็นโรคต่าง ๆ สูง อาทิเช่น โรคตับ โรคหัวใจ โรคข้อกระดูกเสื่อมเนื่องจากปัญหาเกิดแรงกดทับข้อต่อต่าง ๆ ของน้ำหนักตัวแมว ดังนั้นการดูแลให้แมวของเรามีสุขภาพและน้ำหนักที่เหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่คนรักแมวอย่างเราทุกคนควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ เช่นกันน่ะนะคะ


อ้างอิงข้อมูลจาก dogacat.com
ภาพประกอบจาก marshallforum.com

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาหารแมวท้อง



หลังจากหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของอาหารที่เหมาะสมสำหรับแมวที่ืตั้งท้องในอินเตอร์เน็ตมาสักพัก แอดมินก็พบว่า ข้อมูลที่ได้รับนั้นมักจะเหมือน ๆ กันจนน่าตกใจฮ่ะ คือจริง ๆ แล้วก็พอจะทราบมานานแล้วว่า ส่วนใหญ่ข้อมูลที่กระจายอยู่ในเน็ตนั้นก็คือข้อมูลที่คัดลอกกันไปคัดลอกกันมา (ฮ่วย) ทำให้คนที่เข้ามาอ่านไม่ค่อยได้รับความรู้ที่แปลกใหม่ ไอ้ครั้นจะไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่น ก็ดูเหมือนจะยาก ยิ่งตัวเองไม่ใช่สัตวแพทย์ซะด้ิวย ก็เลยยิ่งทำให้ข้อมูลที่พยายามจะรวบรวมแล้วสื่อสารออกไป มีจำกัดยิ่งนัก

อย่างไรก็ตามฮ่ะ ในวันนี้ไหน ๆ ก็ยังอยู่ในช่วงการเขียนไดอารี่่บทความเกี่ยวกับเรื่องอาหารแมว เราก็คงจะพูดถึงเรื่องการให้ อาหารแมวท้อง กันสักนิดนึงเนาะ เรามาดูกันค่ะ ว่าในช่วงที่น้องแมวของเราท้องนั้น ต้องได้รับอาหารที่เหมาะสมอย่างไรบ้าง


โดยปกติแล้ว แมว จะ ตั้งท้อง นานประมาณ 58 - 68 วัน ค่ะ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 63 วันหรือ 9 สัปดาห์ ซึ่งหากเป็นแมวเปอร์เซียจะท้องนานกว่าแมวไทยเล็กน้อย ในระหว่างที่แมวตั้งท้อง การดูแลแม่แมวให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าของแมวควรใส่ใจด้วยนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการให้อาหาร เนื่องจากแม่แมวในช่วงนี้นอกจากจะต้องการอาหารเพื่อให้ร่างกายตัวเองมีพลังงานแล้ว ยังต้องการสารอาหารที่จะส่งต่อไปยังลูกแมวที่อยู่ในท้องด้วย

อาหารที่ใช้เลี้ยงแมวท้องนั้น โดยหลัก ๆ แล้วจะต้องมีคุณภาพสูงค่ะ มีโปรตีนมาก (นม,ไข่ต้ม) ไขมันน้อย โดยอาจให้วิตามินเสริมที่จำเป็นร่วมด้วย(ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนทุกครั้ง) ขนาดและปริมาณอาหารในช่วงที่ตั้งท้อง 5-6 อาทิตย์แรก ให้ทำการให้อาหารเท่ากับที่ใช้ก่อนตั้งท้องค่ะ จากนั้นค่อยเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นตามน้ำหนักตัวของแมวในช่วง 3 อาทิตย์สุดท้ายก่อนการคลอด คือให้เพิ่มอาหารขึ้นราว 10-20%

เมื่อแม่แมวจะคลอด ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยกินอาหารในช่วง 1-2 วันก่อนคลอดค่ะ เนื่องจากอาจมีอาการเจ็บท้องและกังวลเกี่ยวกับการหาสถานที่คลอด ข้อสำคัญก็คือ พยายามอย่าขุนแมวจนอ้วนเกินไปนักเพราะอาจทำให้แมวคลอดลูกลำบาก หรืออย่าจำกัดอาหารจนแมวผอมจนไม่มีแรงคลอดลูกด้วยนะคะ

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูอาหารของแมวที่มีอายุมาก หรือแมวแก่กันบ้างค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก dogacat.com




วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาหารแมวโต ตอน เลือกอาหารเม็ดหรืออาหารเปียกดี


อาหารสำเร็จรูปของแมว ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดนั้นแบ่งออกได้เป็นสองชนิดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ อาหารที่มีในรูปแแบบของ อาหารเม็ด และอาหารที่มาในรูปของ อาหารเปียก


อาหารเม็ดนั้นจะมีลักษณะแบบเป็นเม็ดแห้ง ๆ มีรูปทรงและขนาดที่พอเหมาะสำหรับการกินของแมว ส่วนใหญ่แล้วก็มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ ผ่านการปรุงรสและกลิ่นให้แมวชื่นชอบ เช่น รสปลาทู รสปลาทะเล รสปลาขาว เป็นต้น ซึ่งส่วนประกอบของอาหารเม็ดเหล่านี้โดยมากมักมาจากเนื้อสัตว์ ผ่านการแปรรูป ทั้งการบดและอบแห้ง อุดมด้วยสารอาหารและวิตามินต่าง ๆ ในอัตราส่วนที่แมวต้องการ และมีโปรตีนประมาณ 20 % เพื่อให้แมวใช้ในการเจริญเติบโต มีไขมันที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย มีวิตามินที่ทำให้ขนสวย มีไฟเบอร์ที่ทำให้แมวท้องไม่ผูก นอกจากนี้เมื่ออยู่ในรูปแบบของอาหารเม็ดซึ่งเป็นอาหารแห้ง ยังช่วยให้แมวที่กินอาหารประเภทนี้ได้มีการขัดฟันและบริหารเหงือกได้อีกด้วย


การให้แมวกินอาหารเม็ด หรืออาหารแห้งนั้น ควรหัดให้กินตั้งแต่แมวเริ่มหย่านมใหม่ ๆ หรือประมาณ 2 เดือนค่ะ โดยผสมนมเข้ากับอาหารเม็ด จากนั้นเมื่อลูกแมวโตขึ้นมีอายุได้ประมาณ 3 เดือน จึงให้เฉพาะอาหารแห้งอย่างเดียว หากแมวตัวไหนที่ไม่เคยกินอาหารเม็ดมาก่อน แล้วมาทำการให้อาหารเม็ดโดยทันที อาจทำให้แมวท้องเสียได้ ดังนั้น เมื่อจะหัดให้แมวกินอาหารเม็ดก็ควรค่อย ๆ ผสมอาหารเม็ดคลุกเคล้ากับอาหารเดิมที่แมวเคยกินทีละน้อย เมื่อแมวเริ่มชินแล้ว จึงให้่อาหารเม็ดแต่เพียงอย่างเดียวน่ะนะคะ

สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงเมื่อเราเลี้ยงแมวด้วยอาหารเม็ด ซึ่งเป็นอาหารแห้ง ก็คือควรมีถ้วยใส่น้ำสะอาดตั้งไว้ข้างชามอาหารแมวสำหรับให้แมวกินเสมอค่ะ เนื่องจากอาหารเม็ดมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อยมาก (ประมาณไม่เกิน 10% เท่านั้น) เมื่อแมวกินอาหารแห้งจะทำให้กลืนไม่สะดวกและทำให้คอแห้งจนหิวน้ำได้

มาถึงชนิดของหารสำเร็จรูปอีกชนิดหนึ่งสำหรับแมวกันบ้างค่ะ นั่นก็คือ อาหารเปียกนั่นเอง

อาหารเปียกนั้นมีลักษณะตามที่เรียกชื่อน่ะนะคะ นั่นก็คือ มีลักษณะเปียกเนื่องจากมีน้ำเป็นส่วนผสมค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่แล้วมักบรรจุมาในซองปิดผนึกแน่นหนา หรือในกระป๋อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแมวมักจะชอบกินอาหารชนิดนี้มากกว่า เนื่องจากอาหารเปียกมีลักษณะคล้ายอาหารปรุงเอง คือมีลักษณะเป็นน้ำและเนื้อสัมผัสเมื่อกินจะนุ่ม กินได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังมีหลายรสชาดให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น อาหารเปียกรสปลาทะเลประเภทต่าง ๆ หรือแม้แต่ กุ้ง หอย ปู ที่ผสมอยู่ในเนื้อเจลลี่


การให้อาหารสำเร็จรูปแก่แมวนั้น ไม่ควรให้เฉพาะอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนะคะ แต่ควรให้ทั้งอาหารเม็ดและอาหารเปียกสลับกันไป เนื่องจากอาหารทั้งสองแบบมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน อย่างเช่น อาหารเปียกนั้นจะมีข้อดีก็คือ มีกลิ่นหอม เนื้อนุ่ม มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่เยอะ ซึ่งก็จะเหมาะกับแมวซึ่งมีนิสัยเป็นสัตว์ที่กินน้ำน้อย เพราะจะได้รับน้ำในทางอ้อมมากกว่า แต่ก็มีข้อเสียตรงที่อาหารเปียกมักมีราคาแพงกว่าอาหารเม็ด และการกินอาหารเปียกทำให้แมวไม่ได้รับการขัดฟันจากการเคี้ยวอาหาร จึงอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องฟันตามมาเมื่อแมวอายุมาก

ส่วนอาหารเม็ดนั้น ข้อดีก็คือ มีราคาที่ย่อมเยากว่าอาหารเปียกค่ะ แต่เนื่องจากเป็นอาหารที่ผ่านการผลิตโดยวิธีการบดและอบแห้ง จึงมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อย ทำให้ความน่ากินต่ำกว่าอาหารเปียก และอาจทำให้แมวเกิดอาหารท้องผูกได้ เนื่องจากแมวมีนิสัยกินน้ำน้อย แต่ข้อดีก็คือแมวที่กินอาหารแห้งก็จะได้รับการขัดฟันอย่างสม่ำเสมอน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
ภาพประกอบโดย Pacharawalai




วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาหารแมวโต



เมื่อ ลูกแมวโต ขึ้นมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ก็ถึงเพลาที่จะต้อง หย่านม และให้เด็ก ๆ เริ่มกินอาหารเองได้แล้วล่ะนะคะ ปกติแล้วลูกแมวนั้นจะเริ่มกิน อาหารเปียก ได้เมื่อมีอายุตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ควรฝึกให้ลูกแมวกินอาหารเปียกร่วมกับกินนมไว้ก่อน จากนั้นเมื่อลูกแมวโตเต็มที่เมื่อมีอายุราว 6-7 เดือน ก็จะสามารถกินอาหารต่าง ๆ ที่เราจัดหาให้โดยไม่ต้องพึ่งพานมเพิ่มเติมแต่เพียงอย่างใด


การให้อาหารลูกแมวที่กำลังโตหรือหย่านมนั้น ควรจัดอาหารให้กินวันละ 3 มื้อค่ะ จากนั้นเมื่อแมวโตเต็มที่ก็ให้ลดมื้ออาหารเหลือเพียง 2 มื้อ และไม่ควรใส่อาหารไว้ในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาหารที่ตั้งไว้ตลอดทั้งวันอาจบูดเสีย หรืออาจมีแมลงวัน,มดมาไต่ตอมได้ อีกทั้งยังเป็นการทำให้แมวเสียนิสัย กินอาหารไม่เป็นเวลา ดังนั้นจึงควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละมื้อเพื่อให้แมวรู้เวลาในการกินอาหารน่ะนะคะ

สารอาหารหลักที่แมวต้องการมีหลายชนิดด้วยกันค่ะ อาทิเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดตร วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งสารอาหารต่าง ๆ เหล่านั้น ก็จะมีมากบ้างน้อยบ้างในอาหารแต่ละชนิดที่แมวกิน ซึ่งหากจะแบ่งประเภทของอาหารที่คนเราให้แมวกินนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อาหารแบบปรุงเอง,อาหารสด,อาหารสำเร็จรูปของแมวโดยตรงซึ่งยังแยกประเภทออกได้อีกสองชนิดคืออาหารเม็ดและอาหารเปียก ซึ่งอาหารต่าง ๆ เหล่านั้นก็มีความแตกต่างกันไปในเรื่องของรสชาดและคุณค่าทางอาหาร

สำหรับคนไทยของเรานั้นมักนิยมเลี้ยงแมวด้วยอาหารที่ปรุงขึ้นเองค่ะ อย่างเช่น คลุกข้าวกับปลา,ไข่ต้ม,น้ำแกง หรืออาหารจืด ๆ ซึ่งเป็นอาหารที่คนกินได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแม้ว่าจะทำให้แมวอิ่มท้องและเจริญเติบโตได้ แต่ก็อาจได้รับสารอาหารจากอาหารแต่ละชนิดมากไป หรือน้อยไปไม่เหมาะสมกับร่างกายแมว

ปัจจุบันนี้จึงได้มีการคิดค้นอาหารแมวสูตรต่าง ๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วนและให้ความสะดวกสำหรับผู้เลี้ยงออกมาขายตามท้องตลาด ซึ่งเป็นอาหารที่มีรสชาดและสารอาหารที่เหมาะสมตามความต้องการของแมวในแต่ละวัยน่ะนะคะ ซึ่งก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่เลี้ยงแมวที่ต้องการความสะดวกสบาย ใช้เวลาน้อยในการจัดเตรียมอาหาร แถมยังเป็นการส่งเสริมให้แมวของเรามีสุขภาพที่ดีและได้รับสารอาหารครบถ้วนอีกด้วย

ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูชนิดของอาหารสำเร็จรูปของแมวกันว่ามีแบบไหนบ้าง แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก dogacat.com,wikipedia.org
ภาพประกอบจาก bcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิธีเลี้ยงลูกแมวกำพร้า ตอน กกไฟให้ความอบอุ่นลูกแมว



จั่วหัวเรื่องบทความไว้ยังงี้ ก็เพราะวันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงเรื่องการ เลี้ยงลูกแมวกำพร้า หรือลูกแมวเด็กที่ไม่ได้มีแม่แมวคอยให้ความอบอุ่น หรือให้การเลี้ยงดูอ่ะนะคะ คงมีแต่เฉพาะพ่อแมวแม่แมวที่เป็นคนที่พร้อมจะให้ความรักและการเลี้ยงดู ให้เค้าได้อยู่รอดปลอดภัย เติบโตขึ้นเป็นแมวใหญ่และเป็นสมาชิกแสนรักของบ้านให้ได้ ดังนั้นการเรียนรู้วิธีที่จะช่วยให้ลูกแมวมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง จึงเ็ป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง บล็อกยัยกะทิวันนี้เราจะมาดูในเรื่องของการให้ความอบอุ่นแก่ลูกแมวทารกกันค่ะ

จากที่ค้น ๆ คว้า ๆ มา ได้รับข้อมูลมาว่า ลูกแมวเล็กหรือลูกแมวทารกนั้นจะยังไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้น่ะนะคะ เนื่องจากว่าหลอดเลือดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หากลูกแมวแรกเกิดมีแม่แมวอยู่ด้วยก็จะได้รับความอบอุ่นจากการนอนกกของแม่ แต่หากไม่มีแม่แมว ก็ต้องได้รับความอบอุ่นทดแทนจากแหล่งต่าง ๆ อย่างเช่น การใช้ตู้อบ หรือเครื่องทำน้ำอุ่นซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับลูกสัตว์เกิดใหม่เป็นต้น


แต่สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ไม่ได้มีเครื่องมือแบบในคลีนิคหรือโรงพยายบาลสัตว์ที่จะใช้อนุบาลลูกแมวแรกเกิด เราก็สามารถหาแหล่งความอบอุ่นง่าย ๆ ให้กับลูกแมวได้ค่ะ โดยการนำลูำกแมวใส่กล่องจากนั้นจึงทำการอบด้วยหลอดไฟสีส้มขนาด 60 วัตต์ (หลอดไส้นะคะ ไม่ใช่หลอดประหยัดไฟ) โดยทำการส่องให้ห่างจากตัวลูกแมวประมาณ 2-3 ฟุต

โดยปกติแล้วอุณหภูมิของลูกแมวอายุ 1 วัน จะอยู่ที่ประมาณ 33-36 องศาเซลเซียสค่ะ แต่เมื่อโตขึ้นอีกนิด คืออายุราว 2-21 วัน ก็จะอยู่ราว ๆ 33.5-37.5 องศาเซลเซียส ดังนั้น เราจึงควรรักษาอุณหภูมิของร่้างกายลูกแมวให้เหมาะสม แต่ก็ควรระวังอย่าให้ความร้อนจากการอบหลอดไฟสูงเกินไป มีข้อสังเกตง่าย ๆ ค่ะ กรณีที่เลี้ยงลูกแมวหลายตัว ให้สังเกตว่า หากลูกแมวมานอนกองรวมกัน แสดงว่า ความอบอุ่นไม่พอ ให้ แต่หากลูกแมวนอนกระจายกันตัวละทิศละทาง ก็ให้สันนิษฐานว่าร้อนเกินไป

ระหว่างทำการอบหลอดไฟให้ลูกแมว อย่าลืมนำผ้าขนหนูชุบน้ำวางไว้บริเวรเหนือกล่องที่ลูกแมวอยู่ด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ ไม่ให้แห้งเกินไป และควรบุกล่้องด้วยผ้าห่มหรือผ้าขนหนูเพื่อให้ลูกแมวสามารถรักษาอุณหภูมิร่างกายได้สม่ำเสมอ และยังช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวและพัฒนาการของลูกแมวด้วยค่ะ





เรียบเรียงข้อมูลจาก yimwhan.com/board/show.php?user=wimzaa&Cate=6&topic=3
bloggang.com/viewdiary.php?id=wachira&month=09-2007&date=26&group=3&gblog=48

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาหารแมวเล็ก



สำหรับเพื่อน ๆ บล็อกยัยกะทิ ที่มี ลูกแมวตัวเล็ก ๆ อยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกแมวในเรือนเบี้ยที่เกิดจากแม่แมวของเราเอง หรือรับเลี้ยงมาจากที่อื่น ๆ ก็คงจะนึกสงสัยอยู่ ว่าไอ้เจ้าแมวเด็ก ๆ พวกนี้นี่ มันควรจะกินอาหารอะไรหรือกินอะไรหลังหย่านมได้มั่งฟระ (>0< )/

สำหรับลูกแมวที่เกิดในบ้านของเราเองนั้น คงตัดปัญหาเรื่องการได้กินนมแม่ไปส่วนหนึ่งฮ่ะ เพราะอย่างน้อยลูกแมวก็จะได้กินนมแม่จนหย่านมไปเอง แต่ก็ไม่ควรให้ลูกแมวหย่านมเมื่ออายุต่ำกว่าเดือนครึ่ง (45 วัน) น่ะนะคะ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพของลูกแมวไม่ดีในภายหลังได้ แต่หากลูกแมวเริ่มหย่านมแล้วก็ควรเริ่มเสริมอาหารอื่น ๆ แทนการให้กินแต่นมเพียงอย่างเดียว


สำหรับ ลูกแมว ที่มีอายุประมาณ 3 เดือนนั้น เราสามารถให้ อาหาร ที่เป็นเนื้อได้แล้วค่ะ โดยเป็นเนื้อที่สับละเอียดและให้เพียงคราวละเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อเตรียมตัวให้ร่างกายของลูกแมวเริ่มปรับตัวรับอาหารอื่น และควรให้อาหารวันละ 3-4 ครั้งในช่วงที่ลูกแมวกำลังโต รวมถึงจัดน้ำสะอาดให้ลูกแมวกินได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามแม้ว่าลูกแมวจะหย่านมแล้ว นมก็ยังมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกแมวไปจนกว่าจะอายุเลย 9 เดืิอนไปแล้วน่ะนะคะ จึงควรให้ลูกแมวได้กินนมวันละครั้ง หรือเป็นครั้งคราวอยู่

นมที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงลูกแมว ไม่ควรเป็นนมวัวค่ะ เนื่องจากแมวส่วนใหญ่ โดยเฉพาะลูกแมวไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัวได้ดีพอ จึงอาจทำให้ท้องเสียได้ ดังนั้นจึงควรใช้นมประเภทนมแพะ หรือนมสำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดที่ไม่มีแลคโตสจะเหมาะสมที่สุด

ในตอนหน้าก่อนที่จะไปดูในเรื่องของอาหารของแมวโต เราจะมาดูวิธีการเลี้ยงลูกแมวกำพร้า หรือวิธีเลี้ยงลูกแมวเล็กที่ไม่มีแม่แมวไว้ให้นมกันก่อนค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ




เรีียบเรียงข้อมูลจาก yimwhan.com,dogacat.com
ภาพประกอบจาก keptelenseg.hu/allati?page=165



วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โรคติดต่อในแมว ตอน โรคพิษสุนัขบ้าในแมว


แม้ว่าจะได้ชื่อว่า โรคพิษสุนัขบ้า แต่โรคนี้ก็เกิดขึ้นใน แมว ได้เช่นกันค่ะ โรคพิษสุนัขบ้านั้นเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rhabdovirus น่ะนะคะ โดยจะสามารถเกิดขึ้นได้ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมทั้งสามารถติดเชื้อสู่คนได้ด้วย โรคนี้จึงเป็นโรคที่ควรเฝ้าระวังในระดับที่สูงกว่าโรคอื่น ๆ เพราะนอกจากเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตสัตว์แล้ว ยังเป็นภัยต่อชีวิตมนุษย์อีกด้วย


อาการของโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้นในแมวนั้น สามารถสังเกตอาการได้หลายประการค่ะ โดยจะแบ่งอาการที่สังเกตได้ออกง่าย ๆ เป็นสองแบบด้วยกัน คือแบบคลุ้มคลั่งและแบบอัมพาต โดยอาการในแบบคลุ้มคลั่งนั้น จะมีตั้งแต่อาการซึมผิดปกติ หรือ ตื่นเต้น อาละวาด ตื่นกลัว น้ำลายยืด ม่านตาขยาย กัดแทะตัวเอง กัดสิ่งต่าง ๆ แม้แต่เจ้าของ อาจมีอาการชักให้เห็น ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นใน 5 วันแรกและจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว หากยังไม่เสียชีวิตก็จะเข้าสู่อาการในระยะที่สอง คือเป็นอัมพาต แขนขาอ่อนแรง ซึ่งในระยะที่สองนี้สัตว์อาจเสียชีวิตภายใน 13 วัน อนึ่งสำหรับอาการดังกล่าวข้างต้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดขึ้นทุกอาการนะคะ สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจแสดงอาการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพียงกลุ่มอาการใดอาการหนึ่ง ซึ่งก็ต้องสังเกตและเฝ้าระวัง

สำหรับในคนนั้น สามารถติดโรคนี้ได้จาการที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรค ข่วน กัด ค่ะ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายจากการน้ำลายของสัตว์ และที่น่ากลัวก็คือโรคนี้สามารถติดต่อได้จากระบบหายใจได้เช่นกัน หากมีปริมาณเชื้อมาก ๆ และอยู่ในพื้นที่คับแคบอับชื้น ไม่มีอากาศถ่ายเท แต่กรณีหลังนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ เมื่อคนได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกาย เชื้อนี้ก็จะวิ่งเข้าสู่เส้นประสาทและตรงเข้าสู่สมองทำให้ไม่มียาตัวใดสามารถรักษาได้และจะทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งก็คือ โรคนี้สามารถติดต่อสู่คนได้ ก่อนที่อาการของสัตว์จะกำเริบหรือแสดงให้เห็นล่วงหน้าก่อนได้ถึง 10 วัน ดังนั้นจึงเป็นโรคติดต่อรุนแรงที่น่ากลัวที่สุด หากถูกสัตว์เลี้ยงกัด หรือข่วนก็อย่าชะล่าใจ ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลเบื้องต้น ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาตีน ทิงเจอร์ หรือแอลกอฮอร์ และขอให้ไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อฉีดยาป้องกันไว้ก่อน อีกทั้งควรกักบริเวณสัตว์เลี้ยงเพื่อเฝ้าดูหรือสังเกตอาการของโรคอีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 วันด้วยน่ะนะคะ

การป้องกันไม่ให้แมวของเราติดโรคนี้ ที่ดีที่สุดก็คือ การทำวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามโปรแกรมที่กำหนด ปีละหนึ่งครั้งค่ะ



     
เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,jabchai.com/main/view_joke.php?id=2140
ภาพประกอบจาก funnycatsite.com/pictures/Very_Mad_Cat.jpg

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข้อดีข้อเสียของการเลี้ยงแมวในระบบเปิด


การ เลี้ยงแมวระบบเปิด นั้น ก็คือ การเลี้ยง แมว ที่ให้อิสระเสรีในการไปไหนต่อไหนกับเจ้าเหมียวค่อนข้างมากฮ่ะ หลาย ๆ บ้านมักจะเลี้ยงแมวในลักษณะนี้ คือ เ้จ้าของมีหน้า่ที่ให้อาหาร คลุกคลีบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็จะให้อิสระในการออกเที่ยวกับแมวเท่าที่มันอยากได้


จริง ๆ แล้วการเลี้ยงแมวระบบเปิดนั้น ค่อนข้างจะเหมาะสำหรับวิถีชีวิตของแมวฮ่ะ แอดมินเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการเลี้ยงสัตว์แบบกักขัง หน่วงเหนี่ยว เพราะนึกถึงความรู้สึกของตัวเองที่หากต้องโดนทำแบบนั้นบ้าง ชีวิตมันคงรันทดน่าดู (คิดแทนแมว เก่งใช่ป่ะล่าาา..) แต่เมื่อมานึกย้อนดูแล้ว การเลี้ยงแมวระบบเปิดนั้นก็มีข้อเสียอยู่หลายประการด้วยกัน อันดับแรกเรามาดูข้อดีของการเลี้ยงแมวระบบเปิดกันก่อนนะคะ

  1. แมวไม่เครียด เพราะสามารถออกไปเที่ยวเตร่ได้ตามใจชอบ
  2. บ้านไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือความสะอาดเนื่องจากการขังแมวไว้ในทีี่จำกัด
นับไปนับมาก็ได้แค่สองข้อ..ไหงงั้นอ่ะ >.< อ่ะ ทีนี้ก็มาดูข้อเสียของการเลี้ยงแมวระบบเปิดกันมั่ง

  1. เสี่ยงกับการที่แมวสูญหาย เนื่องจากออกไปเที่ยวนอกบ้าน ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เราไม่สามารถควบคุมได้ 
  2. เสี่ยงกับการติดโรคติดต่อของแมวมาจากภายนอก เ่ช่น ไข้หัดแมว,พิษสุนัขบ้า,ลำไส้อักเสบ เป็นต้น
  3. มีโอกาสเกิดความบาดหมางระหว่างเพื่อนบ้าน เนื่องจากแมวของเราไปทำความเดือดร้อนรำคาญให้
  4. แมวตัวเมียตั้งท้องแบบไม่พึงประสงค์ เพิ่มจำนวนประชากรแมวภายในบ้านโดยไม่ตั้งใจในแมวตัวเมียที่ยังไม่ได้คุมกำเนิดหรือทำหมัน
  5. ไม่สามารถควบคุมดูแลการติดปรสิตชนิดต่าง ๆ ได้ เช่น เห็บ หมัด ไร เป็นต้น
นับข้อเสียได้ห้าข้อแล้ว..แอดมินว่า..เลี้ยงระบบปิดกันเหอะ (อ้าว..คุณพี่) เพราะหากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียทั้งหลายแหล่แล้ว จะเห็นว่าการเลี้ยงแมวระบบปิดมีข้อดีกว่าเยอะมาก แค่ข้อดีตรงที่แมวเราไม่หายกับไม่ติดโรคติดต่อมาจากภายนอกก็คุ้มละ..เอาเป็นว่าใครที่เลี้ยงแมวระบบไหนก็ตามแต่ ก็อย่าลืมให้ความรักและการเอาใจใส่น้องแมวของเราให้มาก ๆ ก็ละกันนะคะ ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูโรคติดต่อของน้องแมวกันค่ะ ว่ามีโรคอะไรบ้าง แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


ข้อดีข้อเสียของการเลี้ยงแมวในระบบปิด



ช่วงนี้แอดมินเครื่อง(เขียน)ฟิต สตาร์ทติดง่าย 555+ ก็เลยรีบโขก เอ๊ย..รีบแคะบทความออกมาให้อ่านกันเรื่อย ๆ อ่ะนะคะ วันนี้เราจะมาแจกแจงถึงข้อดีข้อเสียของการเลี้ยงแมวในระบบปิด และระบบเปิดให้อ่านพอเป็นกระสัยเส้น(ตราเด็กในพานทอง) กันนิดหน่อยฮ่ะ


ก่อนที่จะไปรู้ข้อดีข้อเสียของการเลี้ยง แมว ทั้งสองระบบ เรามาดูความหมายและวิธีการของการเลี้ยงแมวทั้งสองย่างกันก่อนดีกว่า การ เลี้ยงแมวระบบปิด ก็คือ การจำกัดพื้นที่ที่เลี้ยงแมว ให้อยู่ในการควบคุมดูแลเสมอ เช่น จำกัดบริเวณเลี้ยงเฉพาะในกรง,เลี้ยงเฉพาะในบ้าน(ห้อง,คอนโด,หอพัก) หรือเลี้ยงเฉพาะในบริเวณบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด ส่วนการเลี้ยงแมวระบบเปิด ก็คือการเลี้ยงแมวที่ให้อิสระเสรีในการไปไหนมาไหนกับแมวมากกว่า เช่น แมวสามารถเดินไปซื้อปลาทูหน้าปากซอยได้เอง หรือแวะซื้อลูกชิ้นหมูรสเด็ดเพื่อสะสมแสตมป์เซเว่นที่สาขาใกล้บ้านได้..เอิ่ม..สองประโยคหลังไม่ใช่แระ..อิชั้นหมายถึง แมวมันสามารถออกไปเที่ยวเล่นได้ถึงไหนต่อไหนตามใจชอบแค่นั้น

ข้อดีของการเลี้ยงแมวระบบปิดมีหลายประการด้วยกันค่ะ คือ

  1. ป้องกันแมวสูญหาย เนื่องจากออกไปเที่ยวนอกบ้านแล้วกลับไม่ได้ หรือมีเหตุทำให้ไม่ได้กลับมาบ้าน
  2. ป้องกันการติดโรคติดต่อจากภายนอก เช่น โรคไข้หัด,โรคลำไส้อักเสบ,โรคมะเร็วเม็ดเลือดในแมว,โรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น
  3. ป้องกันความบาดหมางไม่เข้าใจกันระหว่างเพื่อนบ้าน เนื่องจากแมวเราไปรบกวนการใช้ชีวิต หรือไปทำความเดือดร้อนเสียหายกับบ้านของเพื่อนบ้าน
  4. ป้องกันการตั้งท้องของแมวตัวเมียแบบไม่พึงประสงค์ กรณีนี้สำหรับคนที่ยังไม่ได้พาแมวตัวเมียไปทำหมันน่ะนะคะ
  5. ควบคุมดูแลความสะอาดของตัวแมวง่าย ลดโอกาสติดปรสิตมาจากนอกบ้าน เช่น หมัด,เห็บ เป็นต้น
ส่วนข้อเสียของการเลี้ยงแมวระบบปิดก็มีเช่นกันค่ะ ได้แก่

  1. แมวเป็นสัตว์ที่รักอิสระเสรี การนำแมวมากักขังไว้ในพื้นที่แคบจึงอาจทำให้แมวเกิดความเครียดสะสมได้ ทางออกก็คือควรให้เวลาแสดงออกถึงความรักกับแมวให้มากขึ้น และควรพาออกไปเดินเล่นโดยใช้สายจูงบ้างเป็นครั้งคราว
  2. ต้องใส่ในใจการทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของบ้านเป็นพิเศษ เนื่องจากการให้แมวคลุกคลีอยู่ในพื้นที่จำกัด ย่อมทำให้เกิดความเปรอะเปื้อนอยู่บ้าง เช่น กลิ่น หรือขนหลุดร่วง เป็นต้น
ในตอนหน้าของบล็อกยัยกะทิ เราจะมาดูข้อดีข้อเสียของการเลี้ยงแมวระบบเปิดกันบ้างค่ะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai










วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นาน ๆ จะรักอิ่เจ๊ที


กะทิเป็นแมวเปรียวฮ่ะ คือคงต้องบอกว่าเป็นแมวเปรียว สวย เผ็ด ดุมาตั้งแต่เด็ก ๆ

ยังจำได้เลยว่าตอนกะทิต้องถูกส่งตัวมาอยู่ที่บ้านพี่สาว (ก่อนที่จะระเห็จมาถึงมืออิชั้นนี่) กะทิเป็นแค่แมวตัวเล็ก ๆ แกร็น ๆ ที่ดุมว๊ากกก..ถึงมากที่สุด..


ตอนนั้นยูกิซึ่งเป็นพี่สาวของกะทิมาอยู่บ้านพี่สาวตัวนึงอยู่ก่อนแล้วสักระยะ พอต่อมา บ้านเดิมของกะทิก็ส่งตัวกะทิมาเพิ่มให้อีก

อิชั้นซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับพี่สาวก็อ่ะนะ..แวะไปดูหน่อยสิว่าสามาชิกใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร (จริง ๆ จะแวะไปเล่นกับยัยยูกินั่นล่ะ แต่บังเอิญไปเจอสมาชิกใหม่อย่างยัยกะทิเข้า) ซึ่งเมื่อแรกพบกันกะทิดุมากจริง ๆ คือแม้ว่าจะอยู่ในกรง ก็เที่ยวขู่ ปีนป่าย ยื่นมือมาตะปป เขย่ากรง กัด ข่วนคนอื่นเขาไปทั่ว เรียกว่าไม่พอใจอย่างแรงที่ถูกขัง และไม่พอใจอย่างแรงที่ถูกส่งตัวมาอยู่บ้านนี้

พอลองถามพี่สาวดูก็ทราบว่า กะทิเป็นแมวที่ไม่คุ้นคนสักเท่าไหร่ฮ่ะ คือเจ้าของเดิมเค้าเลี้ยงแบบกักบริเวณ ใส่กรงไว้เกือบทั้งวัน ซึ่งวัน ๆ ก็คงไม่ค่อยมีคนเล่นด้วย ผลก็คือกะทิกลายเป็นแมวมีปัญหา ไม่คุ้นเคยกับความรักของคนเลี้ยงซะงั้น

พอโตขึ้นมานึกว่าความดุนี้จะหายไป แต่มันก็หาได้หายไปหมดไม่ฮ่ะ..เพราะแม้ว่ากะทิจะดุน้อยลงมาก แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปเผ็ด สวย ดุ (กรูแนว)ซ่อนไว้อยู่ดี

แม้ว่าจะถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของอิชั้นกว่า 4 เดือนแล้ว กะทิก็ยังคงแม่กะทิจอมแสบ ที่เล่นแรง ข่วนจริง จิกจริง กัดจริง โดยอิ่เจ๊มันไม่มีสิทธิ์ใช้แสตนอินทุกครั้งไป


อิชั้นก็แปลกใจฮ่ะ..ไหนเค้าว่าพอแมวถูกจับไปทำหมันแล้ว มันจะเชื่องขึ้น อารมณ์ดีขึ้น เพราะระดับฮอร์โมนไม่พลุ่งพล่านไง ไหงยัยกะทิไม่เห็นเป็นเหมือนแมวคนอื่นฟระ

แต่อิชั้นก็ไม่ย่อท้อฮ่ะ รักมันทั้ง ๆ ที่มันดุบรร--ลัยนี่ล่ะ (หึหึ...โปรดสุแพร่ดด้วย อาจมีเด็ก สตรี และคนชราแวะมาอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ได้ << ตุ้บตั้บ ๆ ๆ เสียงซ้่อมแอดมินเป็นการสั่งสอนเล็กน้อย)

เมื่อวานนี้อิชั้นเพิ่งเห็นอาการอ้อนของยัยกะทิเต็ม ๆ ตา เต็ม ๆ ใจเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนฮ่ะ คือระหว่างนั้นมันก็มีมาอ้อนเป็นระยะ ๆ แต่ก็เป็นการอ้อนระดับเบสิค คือถ้าอิชั้นไม่จับมันมาอ้อนเอง จ้างให้มันก็ไม่มาหรอก T^T

แต่เมื่อวานช่วงเที่ยง หลังจากลูกน้องออกไปกินข้าวกลางวันกันหมด อิชั้นก็เลยถือโอกาสนอนพักบนโซฟาสักแป๊บ โดยมีัยัยกะทิ นอนห่างออกไปทางโซฟาอีกด้านหนึ่ง

จู่ ๆ ยัยกะทิก็สบตาอิชั้น แล้วก็ลุกเดินดุ่ม ๆ ปีนขึ้นมาบนตัว แล้วก็นอนแหมะลงขดตัวแสดงฤทธิ์เดชของความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอิชั้นเฉย ๆ ซะงั้น


ดีใจจนน้ำตาไหลโฮก 5555+

เท่านั้นยังไม่พอ พอลองจับตัวให้กระเถิบขึ้นมานอนบนหน้าอก แม่นี่ก็เอาหัวถูไถอิชั้นเหมือนรักกันซะเต็มประดาอีกดั้ว โฮ๊ะ..(ตีปีกพั่บ ๆ ๆ 55555+)


เรามาดูภาพกีฬามัน ๆ เอ๊ย..ภาพกะทิยามรักกันกับอิ่เจ๊ของมันอีกสักแชะสองแชะนะคะ


ร๊ากก..คนนี้ล่ะ เจ๊ของทิ อิอิ..


อดทนนอนไม่ขยุกขยิกเหมือนถูกแมวอำอยู่ราว 10 นาทีได้ฮ่ะ พอเมื่อยหนัก ๆ เข้า อิชั้นก็ดันตัวมันลงมาแหมะอยู่ข้าง ๆ ซึ่งผลก็คือ ยังคงนอนหลับไม่รู้ไม่ชี้หนุนแขนอิชั้นอยู่อย่างนั้น

ดีใจอ่ะ..อย่างน้อยมันก็แสดงให้รู้ว่ามันรักอิชั้นนะ ไอ้ความรักที่อิชั้นมีให้มันมาตลอดไม่ได้สูญเปล่า ก็หวังว่ามันจะสุขภาพดีอยู่เป็นที่รักของอิชั้นและคนรอบข้างไปอีกนาน ๆ อ่ะนะคะ

สุขสันต์วันหยุดยาวสำหรับทุกคนเลยค่ะ

วันนี้เพื่ีอน ๆ บล็อกยัยกะทิกอดแมวของเรากันรึยังคะ

เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai